จากสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ราว 67 กิโลเมตร ถนนค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นสู่ดอยช้าง พาเราไปพบกระท่อมไม้หลังหนึ่งที่แฝงตัวแนบเนียนกับภูเขา รายล้อมด้วยชุมชนอาข่าและแนวสันเขาที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ
ที่นี่คือ ‘The Wood Cabin’ รีสอร์ตไม้ที่เกิดจากการตระเวนเก็บเศษไม้เหลือทิ้งจากโรงงานแถบภาคกลาง ขนย้ายไกลถึงจังหวัดเชียงราย เพื่อประกอบสร้างเป็นบ้านพักกลางธรรมชาติ

เจ้าของ The Wood Cabin คือครอบครัวของ เพลิน-พิมสิริ นาคสวัสดิ์ ดีไซเนอร์ผู้ทำแบรนด์เสื้อผ้า The Parrot Bangkok เปิดร้านกาแฟ Coffeeology & Coffee101 มีไร่กาแฟเป็นของตัวเองอยู่บนดอยเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจอยากขยายไร่ไปพร้อมกับหาที่ดินเพื่อสร้างบ้านให้ครอบครัว
เพลินเดินทางไปเชียงรายเพื่อหาที่ดินผืนนั้น แต่กลับตกหลุมรักที่ดินบนดอยช้างที่มองเห็นภูเขารอบทิศ แถมยังได้รับไมตรีจิตจากผู้คนในชุมชนอาข่ารอบ ๆ จนตัดสินใจเปิดที่พักให้คนอื่น ๆ มาสัมผัสความรู้สึกนี้ด้วยกัน
เธอตั้งโจทย์เพียงว่า โรงแรมต้องกลมกลืนกับธรรมชาติและความเป็นท้องถิ่นให้มากที่สุด

โรงแรมใหม่จากไม้เก่า
The Wood Cabin ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยอาคารที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกไม้ทั้งหลัง อาคารไล่ระดับสูงต่ำไปตามเนิน ขนานกับภูเขาด้านหลังอย่างแนบเนียน จนดูเหมือนมีภูเขาอีกลูกซ้อนขึ้นมา
เมื่อเดินเข้าไปภายใน ความทึบเข้มของไม้ค่อย ๆ เจือด้วยแสงธรรมชาติจากโถงกลาง ซึ่งเปิดหลังคากระจกไว้รับแสงแดดที่ส่องผ่านลงมา อาคารที่ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักจึงดูเบาขึ้นทันที เงาของโครงสร้างและลายไม้ทอดตัวบนพื้น ลวดลายเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา

ลึกเข้าไปคือโถงล็อบบี้กว้างขวาง โต๊ะไม้ยาววางเด่นอยู่กลางห้อง ด้านหลังเป็นบานกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดรับวิวภูเขาเต็มสายตา เส้นสันเขาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ทำหน้าที่เป็นภาพแขวนผนังธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ เดินออกไปยังชานระเบียงด้านหน้า มีมุมนั่งเล่นสำหรับชมหมอกลอยต่ำในยามเช้า หรือรอรับแสงอาทิตย์อุ่น ๆ ในยามเย็น

เพลินยิ้มหวานเดินออกมาต้อนรับพร้อมกับพนักงานที่ถือจานผลไม้สดหวานฉ่ำมาเสิร์ฟ พนักงานทุกคนของ The Wood Cabin เป็นชาวชาติพันธุ์ พูดได้หลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และเกาหลี บรรยากาศการต้อนรับเป็นกันเอง คล้ายมาเยือนบ้านใครสักคนมากกว่าโรงแรม
เราสูดกลิ่นหอมของไม้ที่ลอยอ่อน ๆ ในอากาศ พลางนึกได้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพลินเล่นสนุกกับวัสดุไม้เก่า ก่อนหน้านี้เธอเคยรื้อไม้จากบ้านเรือนไทยและเศษไม้โรงงานมาสร้างคาเฟ่ป่ากลางกรุงย่านอ่อนนุชในชื่อ The Wood Land เมื่อมีโอกาสทำที่พักบนดอย เธอจึงสานต่อแนวคิดนี้อีกครั้ง

เพลินเรียนจบด้านออกแบบภายใน เคยทำงานให้ บริษัท โตฟู จำกัด ออกแบบร้านเสื้อผ้าชั้นนำ คลุกคลีกับงานออกแบบและวัสดุมาพอสมควร
ในครั้งนี้เธอชักชวน S.O.S Architects สถาปนิกจากเชียงใหม่มาช่วยออกแบบและทำงานร่วมกัน
“เรามีคลังโรงงานไม้อยู่หลายที่จากการทำร้าน The Wood Land แต่ในครั้งนี้ส่วนใหญ่ใช้ไม้จาก Champacawood เป็นหลัก เพราะเขาทำงานไม้หลากหลายแบบ” เพลินบอกพิกัดโรงงานไม้จากกรุงเทพฯ ที่มีไม้เหลือใช้ให้นำมาใช้งานได้ฟรี ๆ

การขนย้ายไม้จากกรุงเทพฯ ขึ้นไปบนดอยไม่ใช่เรื่องเล็ก ทั้งระยะทางไกลและสภาพอากาศบนดอย ผนังบางส่วนต้องขึ้นพร้อมหลังคาเพื่อรับมือกับลมแรง ยามหมอกลงจัดก็ต้องดูแลไม้อย่างใกล้ชิดขึ้น เพราะไม้กับความชื้นไม่ใช่ของคู่กัน ทีมงานต้องนำไม้ไปอัดน้ำยาเพิ่ม ทดลองวิธีป้องกันและดูแลรักษาให้เหมาะกับสภาพอากาศบนดอยจริง ๆ
“เราใช้เวลาสร้างที่นี่ 4 ปี เจอทุกฤดูกาลเลย แต่ละฤดูมีปัญหาไม่เหมือนกัน ต้องแก้ปัญหาหน้างานกันรายวัน แต่ทีม S.O.S Architects มีความยืดหยุ่น ช่วยปรับแบบและแก้ปัญหาได้ตลอดทาง” เพลินเล่า

เมื่อเดินลัดเลาะดูรายละเอียดภายใน The Wood Cabin จะเห็นว่าที่นี่ใช้เนื้อไม้หลายชนิด ปรับเปลี่ยนไปตามส่วนต่าง ๆ ด้านนอกอาคารใช้เปลือกไม้จากลำพูนมาเรียงให้เป็นแผงคลุมอาคาร ด้านในใช้เศษกระพี้ไม้มาอบและเรียงให้เท่ากันเป็นผนัง ส่วนพื้นห้องใช้เขียงไม้เนื้อแข็งอัดรวมกันเป็นแผ่นหันสันออกให้เห็นตาไม้ข้างใน
ความท้าทายคือการนำเศษไม้ชิ้นเล็ก ๆ ที่ไม่เท่ากันสักชิ้น มาประกอบร่างให้แข็งแรง ต้องอาศัยช่างฝีมือหลายแรงและการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เราตั้งใจให้คนที่เข้ามา The Wood Cabin รู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยไม้ เหมือนเดินเข้ามาอยู่ในต้นไม้”

แม้เธอจะบอกเช่นนั้น แต่ต้นไม้ต้นนี้กลับโปร่งสบายกว่าที่คิด ผนังกระจกโดยรอบเปิดรับแสงและวิวเนินเขาเขียวขจี ตัดกับท้องฟ้าใสแจ๋ว ภายในที่พักจึงไม่ทึบหนักอย่างภาพภายนอก
ไม่เพียงภายนอกที่ไล่ระดับตามเนินเขา ภายในอาคารก็มีเส้นเฉียงและพื้นต่างระดับสะท้อนภูมิประเทศเดิม
“เราชอบความเป็นเนินอยู่แล้ว อยากคงมันไว้ แต่ทำโครงสร้างยากมาก ต้องปรับวางอาคารไปตามพื้นที่ ส่วนที่เป็นหินตามธรรมชาติก็ต้องเว้นระยะ รื้อเปลี่ยนแบบหลายรอบกว่าจะลงตัว” เพลินเล่าถึงกระบวนการที่ต้องยอมให้ภูเขาเป็นคนกำหนดจังหวะ
เธอเคารพพื้นที่เดิมที่หลงใหล สร้างช่องว่างระหว่างอาคารให้ต้นไม้ใหญ่ยังมีที่อยู่ เปิดหลังคาให้ยอดไม้โผล่ทะลุขึ้นไปเหนือโครงสร้าง เกิดเป็นช่องแสงธรรมชาติระหว่างอาคาร กลายเป็นจุดไฮไลต์สำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก แสงอุ่นยามเย็นตกกระทบผิวไม้เก่า เผยลวดลาย เสี้ยน และร่องรอยเวลาที่สะสมอยู่บนวัสดุทุกชิ้น

กระท่อมไม้บนดอยช้าง
นอกจากห้องพัก The Wood Cabin ยังมีไร่กาแฟและสวนผลไม้ของตัวเอง ทั้งเสาวรสดอยรสเปรี้ยวสดชื่น และอะโวคาโดหลายสายพันธุ์ที่ปลูกแซมไปกับพืชอื่น ๆ บนเนินเขา ผลผลิตเหล่านี้นำมาเสิร์ฟเป็นผลไม้ต้อนรับแขกให้ได้ลิ้มรสความสดจากต้นจริง ๆ
สำหรับใครที่อยากขยับตัวมากกว่านั่งชมวิว เดินลงไปในสวน ลองเก็บผลไม้ด้วยตัวเองได้ เพียงแต่ความสนุกนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล บางช่วงต้นไม้ออกผลดกเต็มต้น บางช่วงก็พักตัวตามจังหวะธรรมชาติ
พนักงานของที่นี่สวมชุดที่เพลินออกแบบให้สอดคล้องกับบรรยากาศของโรงแรม ชุดกระโปรงโทนสีธรรมชาติอย่างครีม น้ำตาล กลมกลืนไปกับไม้และภูเขา เน้นความคล่องตัว มีเสื้อกันหนาวเตรียมไว้ให้เหมาะกับอากาศเย็นบนดอย และออกแบบให้เข้ากับตะกร้าดอยแบกหลังที่พวกเขาใช้เป็นประจำ

หลังเช็กอิน พนักงานพาเราเดินลัดเลาะไปตามทางเนิน แล้วส่งเราถึงห้องพัก
ห้องพักทั้งหมดมีเพียง 5 หลัง แบ่งเป็น 3 แบบ
Studio Cabin สำหรับ 2 คน มีระเบียงและพื้นที่ส่วนตัว
Family Standard มี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ระเบียงกว้าง รองรับครอบครัวได้สบาย
Family Suite รูปแบบคล้าย Standard แต่มีพื้นที่ Living Room กว้างขวางกว่า ความพิเศษคือห้องพักนี้อยู่ระดับเดียวกับถนน ใกล้ลานจอดรถ เพลินตั้งใจทำเผื่อผู้สูงอายุ เพราะพื้นที่รีสอร์ตค่อนข้างเป็นเนินสูงและชัน จึงอยากมีห้องที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวนัก

ห้องพักทุกหลังออกแบบโดยมีทิวทัศน์เป็นตัวตั้ง กระจกบานใหญ่เปิดรับทิวเขารอบทิศ เตียงหันไปทางพระอาทิตย์ขึ้น ตื่นมาเห็นแสงแรกของวันจากบนเตียง หรือจะเดินออกไปรับไอหมอกที่ระเบียงก็ได้
มีอ่างอาบน้ำกลางแจ้งให้นอนแช่น้ำอุ่นชมวิวภูเขา ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไว้พร้อมใช้งานจริง พร้อมสบู่ แชมพู จากแบรนด์ Skin Syrup ทำจากสมุนไพรไทยและขวดรีไซเคิล เพื่อให้การพักผ่อนบนดอยเป็นไปอย่างสบายที่สุด

อาหารและความเป็นท้องถิ่น
ยามเช้าของที่นี่อากาศดีและเงียบสงบ มีชุมชน ร้านค้า และฟาร์มแกะอาข่าให้ออกไปเดินเล่นรับหมอกก่อนเวลาอาหารเช้า แล้วค่อยกลับมายังคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เปิดต้อนรับทั้งแขกและคนในพื้นที่ตลอดทั้งวัน เป็นทั้งมุมทานอาหาร จิบกาแฟ และนั่งทำงานเงียบ ๆ ในช่วงสาย
อาหารเช้ารวมอยู่ในค่าที่พัก เสิร์ฟเป็นเซตผสมผสานไทยและตะวันตก มีทั้งไข่ ขนมปัง ผลไม้สดจากสวน และเมนูท้องถิ่นหมุนเวียนตามฤดูกาล วัตถุดิบส่วนใหญ่รับมาจากชุมชนรอบ ๆ ทั้งผักบนดอย เห็ดพื้นบ้าน หรือสมุนไพรที่ปลูกกันเองในหมู่บ้าน

“แม่ครัวเป็นคนบนดอย ได้ลองชิมฝีมืออาหารแล้วประทับใจ ทำอาหารอร่อยมาก เราเลยชวนมาเป็นแม่ครัวประจำ ที่พิเศษคือเขาเป็นคนละเอียดอ่อน ชอบประดับจานด้วยดอกไม้เล็ก ๆ ที่เก็บมาจากแถวนี้” เพลินเล่าถึงแม่ครัวให้ฟัง
เมนูที่แนะนำให้ลองสั่งคือสำรับดอย มีลาบอาข่า ผัดผัก รากชู และสารพัดผักดอยที่ตกแต่งจานมาอย่างใส่ใจ รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ทำให้อาหารแต่ละมื้อเหมือนอาหารทานในบ้านมากกว่าทานในร้าน

เราชอบวิธีทำงานระหว่างเพลินและพนักงานทุกคน ต่างคนต่างแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองสนใจและเหมาะสำหรับโรงแรมให้ฟัง เพลินวางตัวในฐานะผู้มาใหม่ เปิดพื้นที่ให้น้อง ๆ มีส่วนร่วมในฐานะเจ้าบ้าน ทั้งเมนูอาหาร การทำสวน หรือกิจกรรมต่าง ๆ
The Wood Cabin ไม่ได้พยายามสร้างสิ่งใหม่ให้โดดเด่นกว่า ‘ภูเขา’ หากเลือกวางตัวให้พอดีกับเนินดิน ต้นไม้ และผู้คนรอบข้าง

3 Things you should do
at The Wood Cabin

01
ลองตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเตียง

02
ลองเดินออกกำลังกายไปเขื่อนแม่สรวย ดูวิวแม่น้ำ

03
ลองทำพวงกุญแจ กำไลอาข่า สอนโดยพนักงาน The Wood Cabin
