อาคารสีขาว 4 หลังวางตัวสงบนิ่งเคียงแมกไม้และธารน้ำ ด้วยรูปทรงที่เรียบง่ายทำให้กลมกลืนกับธรรมชาติ เงี่ยหูฟังได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบไม้ มองผ่านไปด้านหลังเห็นแนวภูเขาทอดตัวอยู่ไม่ไกลพื้นที่เบื้องหน้าชวนให้รู้สึกราวกับอยู่ในป่าลึก ทั้งที่ความจริงแล้วอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น
‘SERA Suan Phueng’ คือที่พักสำหรับคนรักต้นไม้และโหยหาความสงบของธรรมชาติ สร้างโดยครอบครัวโมกขะสมิต ได้แก่ เอมมี่-จุฑาพร, คุณพ่อเอก-พลเอกจักรชัย, คุณแม่ก้อย-พอฤดี และ เอิร์ธ-พสธร น้องชาย คนกรุงเทพฯ ที่หลงใหลการเดินป่าและดื่มด่ำเสียงธรรมชาติ สำหรับพวกเขา เสียงลม เสียงใบไม้ และสรรพชีวิตรอบตัว เปรียบเสมือนวงออร์เคสตราในธรรมชาติ


ครอบครัวโมกขะสมิตฝันอยากมีบ้านอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแบบครบองค์ประกอบ จึงเลือกป่าในสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพราะที่นี่เปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์ในทุกฤดูกาล และเป็นสถานที่ที่ผูกพันกับครอบครัวมานาน
คุณพ่อเอกเคยประจำการเป็นทหารอยู่ที่จังหวัดนี้ ราชบุรีจึงไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ที่คุ้นเคย
การเดินทางไป-กลับระหว่างราชบุรีและกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตครอบครัวนี้ ความผูกพันที่ค่อย ๆ สั่งสมนี้เองทำให้การสร้าง SERA Suan Phueng ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการกลับมาหาสถานที่ที่หัวใจรู้จักดีอยู่แล้ว


เราได้รับ Welcome Drink ที่เสิร์ฟคู่กับมะยงชิดสด รสหวานอมเปรี้ยว ช่วยเติมความสดชื่นได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง พนักงานของ SERA Suan Phueng เป็นคนท้องถิ่น คอยดูแลแขกอย่างใส่ใจ ทั้งแนะนำสิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงร้านอาหารใกล้เคียง
เราแอบกระซิบบอกเอมมี่ว่าพนักงานทุกคนใจดี ก่อนจะได้รับคำตอบกลับมาว่า นี่คือความภูมิใจของที่นี่ เพราะแขกแทบทุกคนที่มาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกเหมือนได้มาเยือนบ้านเพื่อน
เอมมี่พาเราเดินลัดเลาะไปตามเนินเขา ผ่านร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ พลางเล่าถึงที่มาของรีสอร์ตเล็ก ๆ แห่งนี้ที่เปิดได้ไม่นานนัก
บ้านพักทั้ง 4 หลังมีขนาดพอดีสำหรับการอยู่อาศัย กลายเป็นองค์ประกอบเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับผืนดินกว้างใหญ่ เป็นความตั้งใจของผู้สร้างที่อยากให้ธรรมชาติเฉิดฉาย


“ที่ดินตรงนี้เดิมทีเป็นเนินเขาอยู่ริมแม่น้ำภาชี มองเห็นผืนป่าได้ทั้งมุมลึกและมุมกว้าง สีน้ำในลำธารก็เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างที่พัก แค่ทำบ้านพักตากอากาศของครอบครัวเพราะพวกเราชอบ” เอมมี่เล่าถึงจุดเริ่มต้นของบ้านพักกลางป่า
จากเพียงความตั้งใจเล็ก ๆ ที่อยากมีบ้านกลางธรรมชาติ วันนี้ค่อย ๆ เติบโตกลายเป็นบ้านพักกลางป่าที่เปิดต้อนรับผู้คนให้มาสัมผัสความพิเศษแบบเดียวกันกับที่ครอบครัวรู้สึก
ทุกอย่างก่อร่างขึ้นมาจากความชอบ โดยมีคุณพ่อเอกเป็นแกนนำ เขาเริ่มต้นลงมือทำสวนก่อนจะคิดถึงการสร้างอาคารที่พัก ค่อย ๆ ทดลอง ปรับเปลี่ยน และเรียนรู้ไปกับผืนดิน เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
“เราเก็บต้นไม้ใหญ่ไว้ แล้วค่อย ๆ เติมไม้ผลที่กินได้เข้าไป ปัจจุบันในสวนมีทั้งมะยงชิด องุ่น มะปราง ส้ม รวมถึงพืชผักพื้นบ้านอย่างพริกกะเหรี่ยงและใบกะเพราป่า”
พวกเขาไม่ได้ออกแบบพื้นที่ แต่ปล่อยให้พื้นที่ค่อย ๆ บอกวิธีอยู่ของมันเอง
“เราพยายามสร้างบ้านพักให้น้อยหลัง เพื่อให้แขกทุกคนได้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด แต่ละหลังมีระยะห่างจากกันอย่างเหมาะสม ที่สำคัญทุกห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราวกับยกบ้านในเมืองมาไว้กลางป่า” เอมมี่กล่าว
บ้านพักมี 2 แบบ คือแบบแฟมิลี่ 1 หลัง และอีก 3 หลังเป็นแบบธรรมดา แต่ขนาดกว้างกว่าที่พักทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ทุกหลังออกแบบอย่างเรียบง่าย มีโจทย์สำคัญคือความสะดวกสบายและอยู่อาศัยนาน ๆ ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด มีมาตรฐานคือบ้านในกรุงเทพฯ ที่เหมาะสำหรับการอยู่เป็นครอบครัว


เมื่อก้าวเข้าไปในห้องพัก สิ่งแรกที่สะดุดตาคือกระจกบานใหญ่เต็มผนัง ตั้งแต่พื้นจรดฝ้า มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำและภูเขา สวยงามราวกับภาพจิตรกรรม ภายในบ้านจัดสรรพื้นที่อย่างลงตัว มีห้องนั่งเล่น โต๊ะทานข้าว และครัวสำหรับทำอาหาร ส่วนห้องนอนมาพร้อมระเบียงเปิดออกให้นั่งรับลมได้อย่างเต็มที่ และยังมีโซนใต้ถุนสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน


เรานึกรำพึงในใจว่า เจ้าของใช้ทิวทัศน์ธรรมชาติได้คุ้มค่ากับบานกระจกที่ติดอยู่ทั่วตัวบ้าน การออกแบบเช่นนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตกแต่งไปได้มาก เพราะให้ธรรมชาติตกแต่งแทน เฟอร์นิเจอร์ภายในทั้งหมดจึงเน้นความสบายตา เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด
“เราอยากให้คนที่มาพักรู้สึกอิ่มเอมกับธรรมชาติ จึงจัดวางเลย์เอาต์ตามทัศนียภาพว่าต้องการให้แขกมองเห็นวิวแบบไหนในทุกมุมของบ้าน”
นอนเอกเขนกอยู่ในห้องพักได้ไม่นาน เสียงและบรรยากาศรอบตัวเรียกก็ชวนให้ออกไปเดินเล่น
ที่ SERA Suan Phueng มีกิจกรรมหลากหลายชวนให้ได้ขยับตัว เราแจ้งพนักงานว่าอยากลงไปเก็บผลไม้ในสวน เขาจึงเตรียมอุปกรณ์ให้ ฤดูกาลนี้เป็นช่วงที่มะยงชิดออกผลดี เราจึงเก็บมะยงชิดได้เป็น
กอบเป็นกำ ระหว่างทางเราเดินสวนกับไก่และกระต่ายป่าที่แวะเวียนผ่านมาตามธรรมชาติ


คุ้งน้ำหน้ารีสอร์ตมีระดับน้ำไม่ลึกมาก แขกที่เข้าพักลงไปพายเรือคายัคได้ จากบนเรือมองเห็นที่พักมุมกว้าง
แขกบางคนเลือกอยู่ที่นี่นานกว่า 1 คืน พื้นที่ริมธารจึงไม่ได้มีไว้แค่มอง แต่เปิดให้ใช้งานจริง ลานเล็ก ๆ ริมน้ำจัดไว้สำหรับคนที่อยากลองเปลี่ยนจังหวะการพัก จากห้องพักไปสู่การนอนฟังเสียงน้ำและลมในเต็นท์
บางคนเลือกก่อไฟ ทำอาหารมื้อเรียบง่ายท่ามกลางความมืดของป่า กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่กลับทำให้การอยู่กับธรรมชาติยาวนานขึ้นโดยไม่รู้ตัว


ตกดึก เสียงแมลงขับขานเป็นดนตรีกล่อมให้นอนหลับ เราเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์ มีตลาดโอ๊ะป่อย ตลาดเช้าริมธารของชุมชนกะเหรี่ยง มีขายอาหารท้องถิ่น งานคราฟต์จากชุมชน โดยมีรถบักกี้ของรีสอร์ตไปส่ง
ด้วยความที่เอมมี่และครอบครัวหลงใหลตลาดชุมชน และอยากให้แขกได้สัมผัสประสบการณ์แบบท้องถิ่นอย่างแท้จริง รีสอร์ตจึงจัดบริการรถรับส่งไป-กลับตลาดโอ๊ะป่อยทุกวันเสาร์-อาทิตย์
เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปเดิน SERA Nature Walk เป็นเส้นทางวิ่งและเดินชมสวนที่รีสอร์ตจัดไว้ ลัดเลาะไปตามต้นไม้ใหญ่ สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าอย่างเต็มปอด


ก่อนกลับไปทานอาหารเช้าเมนูไทย ๆ ซึ่งคุณแม่ก้อยเข้าครัวทำเองทุกเช้า ให้พลังงานเพียงพอสำหรับการออกเดินทางไปตลาดต่อในเช้าวันนั้น
ป่าของสวนผึ้งแข็งแรงและธรรมชาติก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ผู้คนที่แวะเวียนมาหรือทำกิจกรรมบนพื้นที่นี้ต่างปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ ทำให้เสน่ห์แบบดั้งเดิมยังคงอยู่ แม้ที่นี่จะไม่ได้มีอะไรหวือหวา แต่กลับเติมเต็มความรู้สึกของเราได้อย่างครบถ้วน
SERA Suan Phueng ไม่ได้พาเราหนีเมือง แต่พาเรากลับไปหาสิ่งที่เมืองทำให้เราลืม


3 Things you should do
at SERA Suan Phueng

01
ลองเดินเล่นตลาดเช้าริมน้ำ ชิมอาหารท้องถิ่น ช้อปงานคราฟต์ที่ตลาดโอ๊ะป่อย

02
ลองวิ่งออกกำลังกายบนเส้นทาง SERA Nature Walk

03
ลองชิมอาหารอร่อยราคาย่อมเยาที่ ครัวม่อนไข่








