ห่างจากริมโขงประมาณ 200 เมตร
ห่างจากวัดพระธาตุพนมประมาณ 400 เมตร
ไม่ใช่ที่ไหนไกลอื่น หากแต่เป็น ‘โรงแรมแสงทอง’ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองของอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่ใน พ.ศ. 2568 นี้จะครบรอบ 70 ปีพอดิบพอดี ผ่านมือมาแล้วตั้งแต่รุ่นก่อตั้งโดยคุณปู่ ส่งต่อมายังคุณแม่ ก่อนปิดตัวไปกว่า 20 ปี จนกระทั่งฟ้าใหม่ใน พ.ศ. 2564 กัน-กรรณิการ์ หนูห่วง ทายาทรุ่น สามผู้จบวิศวกรรมอุตสาหการได้ขอเปลี่ยนสายอาชีพมารับหน้าที่ดูแลและสานต่อโรงแรมของบรรพบุรุษ


กันฟื้นคืนชีพสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หรือถ้าเรียกให้ถูก คือรีโนเวตตั้งแต่หลังคายันห้องน้ำ เติมชีวิต เพิ่มชีวา รวมถึงรีแบรนด์ธุรกิจโรงแรมให้เข้ากับยุคสมัย ในชื่อใหม่ผสมเก่าว่า ‘แสงทองเฮอริเทจ’
บ้านก็เหมือนโรงแรม โรงแรมก็เหมือนบ้าน
กันเล่าว่าโครงการรีโนเวตโรงแรมแสงทองเริ่มต้นจากความคิดอยากซ่อมแซมหลังคาที่เสื่อมโทรมของบ้าน
“จุดเริ่มต้นคือเราอยากปรับปรุงบ้าน อยากทำแค่หลังคา เพราะโรงแรมแสงทองไม่ได้เปิดมาเกือบ 20 ปี แต่ครอบครัวยังอยู่ด้านใน ทำไปทำมาก็ดูเป็นไปได้ที่จะกลับมาเปิดโรงแรมอีกครั้ง” ทายาทรุ่นสามเล่า
แต่ก่อนจะไปไกลกว่านั้น ผมขอให้กันเล่าย้อนกลับไปราว 70 ปี เพื่อทำความรู้จักกับโรงแรมแสงทองที่คุณปู่ของเธอเป็นคนก่อร่างสร้างขึ้นมา ซึ่งกันก็ขออ้างอิงจากคำบอกเล่าของคุณแม่อีกทีหนึ่ง เพราะระยะเวลาระหว่างรุ่นของเธอกับคุณปู่นั้นห่างกันไม่แพ้ฟากฝั่งของแม่น้ำโขงเลย


“เท่าที่คุณแม่เคยเล่าให้ฟัง ปู่สร้างโรงแรมแสงทองขึ้นมาเพื่อให้คนที่ไปมาค้าขายหรือเดินทางมายังพระธาตุพนมได้มีที่พัก ราคาช่วงแรก 20 – 30 บาท เป็นห้องพักที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ส่วนที่ตั้งชื่อว่าแสงทอง เราคิดว่าส่วนหนึ่งคงมาจากชื่อของคุณปู่ที่ชื่อว่า ‘ทองดี’ ” กันถ่ายทอดจากความทรงจำของคุณแม่
5 ปีต่อมามีการสร้างอาคารพักอาศัยของครอบครัว ชื่อว่า ‘ตึกโคโลเนียล 2498’ มีหน้าตาและดีไซน์มาจากสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งกันเห็นโรงแรมนี้มาตั้งแต่เกิด ในตอนนั้นคือช่วงเวลาที่คุณแม่ขึ้นมารับช่วงต่อดูแลเป็นรุ่นที่ 2 และภาพธุรกิจครอบครัวที่ฉายอยู่ตรงหน้าตั้งแต่จำความได้ก็มีส่วนให้เธอค่อย ๆ ซึมซับหัวใจของงานบริการที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ชนิดที่ไม่ต้องบอก สอน หรือแนะนำกันเป็นคำพูด
ภาพสถานที่ในความทรงจำของกัน คืออาคารกึ่งไม้กึ่งปูนที่ด้านหน้ามีโรงหนัง โรงน้ำแข็ง ตลาดสด เดินนิดเดียวก็ถึงวัด แขกต่างชาติหมุนเวียนเข้ามาพักไม่ซ้ำหน้า แต่ถ้าถามหาช่วงเวลาวิ่งเล่นในบริเวณโรงแรมคงนึกไม่ออก เพราะเมื่ออายุได้ 7 – 8 ขวบจวบจนวัยเยาว์ เธอก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจนี้แล้ว ไม่ว่าจะกรอกน้ำ ซักผ้า ทำอาหารฝรั่งให้แขกรับประทาน ไปจนถึงการใช้กะลาขัดพื้นไม้บนชั้น 2


ถึงอย่างนั้นก่อนที่โรงแรมจะตกมาถึงมือกัน ก็ต้องปิดตัวลงเกือบ 20 ปี
“ที่ปิดโรงแรมไปเพราะทุกคนที่เคยอยู่อาศัยต่างย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ไม่มีคนดูแล มีแค่พี่สาวกับแม่ที่ยังอยู่ ซึ่งการทำโรงแรมต้องใช้ทั้งทรัพยากรบุคคลและค่าใช้จ่าย เมื่ออะไร ๆ เริ่มซบเซา เราก็เลยตัดสินใจจะไม่รับลูกค้าแล้ว” กันเล่าถึงสาเหตุที่โรงแรมแสงทองต้องหลับใหลไปช่วงหนึ่ง
การตื่นขึ้นของสมบัติที่ตกทอด
กลับมายังภาพปัจจุบัน กันปลุกชีพโรงแรมนี้อีกครั้งใน พ.ศ. 2562 ออกแบบร่วม 8 เดือน ก่อสร้างร่วมปีครึ่ง เปิดทำการอีกครั้งในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 และรีแบรนด์จากโรงแรมแสงทองเป็น ‘แสงทองเฮอริเทจ’ สาเหตุที่เธอเลือกใช้คำว่า ‘เฮอริเทจ’ นั้น เป็นเพราะความหมายของคำที่แปลเป็นไทยได้ว่า ‘มรดก’
“ถ้าแปลตรงตัว คือสมบัติที่ตกทอดของโรงแรมแสงทอง และชื่อก็มีความเป็นสากล”
ผมขอให้กันเล่าต่อถึงการรีโนเวต แน่นอนว่าเธอขอเริ่มตั้งแต่กระบวนการออกแบบ
“เราไม่ชอบทำอะไรที่ทำแล้วต้องแก้ เลยลองให้สถาปนิกกลุ่มแรกออกแบบดูก่อน กลายเป็นว่าออกมาไม่ตรงกับคอนเซปต์ เราเลยไปให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิตลองทำดูว่าเราจะชอบไหม และจะเข้ากับบริเวณสถานที่หรือเปล่า พอเขาทำคอนเซปต์มา เราก็เริ่มทำจากตรงนั้นเลย” กันเปรย

ผมถามต่อทันทีว่าคอนเซปต์ที่ตรงใจกันคืออะไร
กันเล่าถึงสมัยยังเป็นโรงแรมแสงทอง แขกมักจำกัดความที่นี่สั้น ๆ ว่า ‘คลาสสิก-วินเทจ’ ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากองค์ประกอบน้อยใหญ่รวมเข้าด้วยกัน นับตั้งแต่สีเขียวของตัวอาคารที่ให้ความรู้สึกโบราณ ประตูไม้ และหน้าต่างลูกกรง ฉะนั้น คอนเซปต์ที่กันต้องการ คือการที่เธอยังเก็บรักษาของเก่าเหล่านี้เอาไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของอาคาร รวมถึงการใช้อาคาร 2498 เป็นตัวชูเอกลักษณ์ของโรงแรม
“ตอนทำตัวอาคาร เรารื้อผนังออกเพราะต้องกั้นห้องใหม่ จากเดิมมีเกือบ 20 ห้อง ทำให้เหลือ 10 ห้อง แต่ก่อนมีผนังชั้นเดียวแบบโบราณ เราก็เพิ่มเป็นผนัง 2 ชั้น จึงใช้ไม้ใหม่เพิ่มเข้ามา 30% ตัวพื้นอาจดูเหมือนใหม่ แต่จริง ๆ เป็นพื้นเก่าที่ขัดมันอย่างดี พื้นเดิม บันไดเดิม เสาเดิม โครงหลังคาเดิม”


“ประตูเข้าห้องพักเป็นของเก่าประมาณ 80% ทำเพิ่มอีก 20% เพราะของไม่พอ (หัวเราะ) วงกบประตูทางเข้าห้องพักกับห้องน้ำของบางห้องก็เป็นของเก่าที่เก็บไว้ ลูกกรงหน้าต่างยังใช้ของเดิมมาตกแต่ง จริง ๆ เรามีตู้กระจกด้วย แต่ไม่ได้เอามาใช้ เพราะกลัวลูกค้าจะกลัว (หัวเราะ) เลยเอามาตกแต่งที่คาเฟ่ด้านล่างแทน โดยมากเฟอร์นิเจอร์ในห้องเป็นของใหม่หมดเลย เราสั่งทำใหม่ซึ่งอิงลักษณะจากเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้จริงตอนเป็นโรงแรมแสงทอง แต่ลูกค้าบางคนอาจจะคิดว่าเป็นของเก่า” กันค่อย ๆ อธิบายอย่างเห็นภาพ


พร้อม ๆ กันกับการรีโนเวต กันก็มีความคิดอยากจะให้บางพื้นที่กลับไปใกล้เคียงกับของเดิมสมัยคุณปู่ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือบริเวณกลางบ้าน หรือถ้าเฉพาะเจาะจงกว่านั้น คือบ่อน้ำโบราณของโรงแรมแสงทอง ซึ่งเดิมทีเป็นบ่อน้ำสำหรับใช้งานในครัวเรือน ก่อนถูกถมปิดไปในรุ่นคุณแม่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม หลังจากกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง มีพระรูปหนึ่งมาพักแล้วทักว่าที่นี่เคยมีบ่อน้ำมาก่อนใช่ไหม กันกับครอบครัวจึงก่อบ่อน้ำจำลองในตำแหน่งเดิม โดยมีขนาดใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด

“จริง ๆ ไม่มีของคุณปู่ชิ้นไหนที่เราทิ้งเลยนะ แค่ไม่ได้เอาออกมาโชว์เท่านั้นเอง”
หลัก ๆ แล้วสิ่งของที่เธอนำออกมาตั้งโชว์ต่างเป็นสิ่งที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของโรงแรม หรือแม้แต่ความชอบส่วนตัวของคุณปู่ผู้ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายโรงแรมเก่าที่ยังมีชื่อ ‘แสงทอง’ เขียนเอาไว้ ซึ่งติดอยู่ตามมุมต่าง ๆ ในอาคาร ป้ายประกาศกฎข้อบังคับของโรงแรมที่ใช้จริงกับผู้เข้าพัก และเขียนด้วยลายมือตั้งแต่ พ.ศ. 2529 และสมุดลงนามผู้เข้าพักจากโรงพิมพ์ตำรวจที่เคยใช้งานจริงเมื่อสมัยก่อน
เธอยังอนุญาตให้แขกได้จำลองเขียนลงนามแบบคนสมัยก่อนที่มาเข้าพักด้วยล่ะ
ข้าวของที่เหลือก็เป็นของตกแต่งจิปาถะที่อายุอานามไม่ใช่น้อย ๆ ทั้งนาฬิกาลูกตุ้ม เซฟโบราณหนัก 400 กิโลกรัม หีบใส่เสื้อผ้าของคุณปู่กับคุณย่า และลำโพงโบราณที่คุณปู่เคยสะสมไว้

โปรดถอดรองเท้าก่อนขึ้นชั้น 2
ห้องพักของโรงแรมลดจำนวนลงเหลือเพียง 10 ห้อง ประกอบด้วย Classic Deluxe มีระเบียงด้านหน้าติดถนน และ Courtyard View มองเห็นวิวกลางอาคาร แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาคือห้องน้ำในตัว
ด้วยพื้นที่ที่จำกัด โซนด้านหน้าจึงใช้เป็นทั้งล็อบบี้และคาเฟ่ ลานตรงกลางมีอีกฟังก์ชันคือสถานที่ทานอาหารเช้า ส่วนด้านในเป็นของอาคาร 2498 ที่ตอนนี้ไม่มีใครอาศัยแล้ว อนาคตจะเปิดให้แขกเข้าไปเยี่ยมชม และในทุก ๆ ห้องจะมีประวัติของโรงแรมให้อ่าน เผื่อใครอยากรู้เรื่องราวของที่นอนคืนนี้


กันมองกลุ่มลูกค้าที่จะมาพักเอาไว้ 2 ประเภท คือ
หนึ่ง ลูกค้าที่ชอบโรงแรมกึ่งโบราณ
สอง ลูกค้าที่ไม่ติดเรื่องถอดรองเท้า
“เราเพิ่มความสะดวกสบายให้มากขึ้น แต่ก็อาจไม่เท่าโรงแรมใหญ่ แสงทองเฮอริเทจให้อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน เพราะทุกคนต้องถอดรองเท้าก่อนขึ้นชั้น 2” กันเปรยถึงสิ่งที่เธอให้ความสำคัญเป็นอันดันต้นไม่แพ้งานบริการ
“เราให้ลูกค้าถอดรองเท้าขึ้นห้องพักชั้น 2 ตั้งแต่บันไดเลย เพราะตัวบันไดเป็นของเดิมตั้งแต่ก่อตั้งโรงแรม ช่วงแรก ๆ เราให้ลูกค้าใส่รองเท้าขึ้นไป ทีนี้ช่วงหน้าฝน ทั้งโคลนทั้งอะไร พื้นก็เป็นรอย เลยให้ถอดรองเท้า พร้อมกับมีรองเท้าให้เปลี่ยนที่ชั้นล่าง หรือลูกค้าจะเดินเท้าเปล่าก็ได้” เธออธิบาย
ขยับออกมาจากใต้ถุน สู่ลานกลางโรงแรม
สิ่งหนึ่งที่กันเชื่อว่าแขกสัมผัสได้เมื่อมาเข้าพักที่โรงแรม คือความรู้สึกของการพึ่งพากันและกันของคนในละแวกโดยรอบ แม้ไม่เท่ารุ่นคุณปู่ที่แต่เดิมเคยมีใต้ถุนให้คนเอาข้าวของมาขาย ถึงอย่างนั้นการโยงใยระหว่างกันของคนในพื้นที่ก็ยังคงมีอยู่ในรูปแบบการแนะนำปากต่อปาก ถ้าอยากกินปลาก็ไปร้านตรงริมโขง ถ้าอยากกินร้านอาหารเวียดนามก็มีร้านใกล้ประตูเคียง หรือถ้าอยากกินอาหารตามสั่ง โรงแรมก็มีร้านอร่อย ๆ แนะนำ การกลับมาเปิดทำการของโรงแรมเองก็ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้พื้นที่ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง


แน่นอนว่าใยแมงมุมนี้ที่ถักทอขึ้นโดยคนท้องถิ่นซึ่งโยงใยไปถึงคนรุ่นใหม่ในพื้นที่เช่นกัน
“เด็กรุ่นใหม่ในธาตุพนมเป็นคนจัดงาน (นิทรรศการภาพถ่าย งานสตรีตอาร์ต) แล้วเขามาขอทุนจากร้านต่าง ๆ เพราะต้องจ้างศิลปินมาวาดตามผนังบ้าน แล้วเขาก็อยากโชว์ภาพถ่ายด้วย
“เราเองก็มีลานกลางโรงแรมที่จัดแสดงรูปภาพและผลงานของพวกเขาได้ และมันก็เข้ากับตัวสถานที่ เข้ากับบรรยากาศ ถ้าเป็นงานของอำเภอแล้วพื้นที่ของเราช่วยอะไรได้ เราก็ยินดี”
ในวันที่ครบ 1 ศตวรรษ
ในช่วงท้ายของการพูดคุยประกอบไปด้วยคีย์เวิร์ด 3 คำ ได้แก่ ภูมิใจ ท้าทาย และความสุข
กันภูมิใจมากที่ปลุกโรงแรมรุ่นคุณปู่ให้มีชีวิตอีกครั้ง สิ่งที่ตามมาคือความท้าทายในการปรับตัวท่ามกลางความรวดเร็วของยุคสมัย จะพึ่งกระแสปากต่อปากคงยากจะทำได้ การคิดคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานงานบริการให้ดีที่สุด

“สำหรับงานบริการ เราอยากให้ลูกค้าประทับใจและรู้สึกได้รับความอบอุ่นจากบ้านหลังนี้ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเราถึงพยายามเก็บความย้อนยุคเอาไว้ เพราะเรามักจะติดเรียกโรงแรมว่าบ้าน เพราะสำหรับเราแล้ว โรงแรมและบ้านคือที่เดียวกัน” ทายาทรุ่นสามนิยามโรงแรมแห่งนี้ด้วยความทรงจำที่มีต่อสถานที่
นอกจากเธออยากทำให้แขกมีความสุขด้วยงานบริการแล้ว เธอยังหวังว่าลูกหลานที่จะเข้ามารับไม้ต่อโรงแรมในอีก 30 ปีข้างหน้าจะปรับปรุง รักษา และคงสภาพโครงสร้างเดิมของตัวอาคารเอาไว้ได้ เนื่องจากตอนนั้นแสงทองเฮอริเทจหรือเรียกด้วยชื่อเดิมว่าโรงแรมแสงทองจะมีอายุครบ 100 ปีบริบูรณ์พอดี
“ถ้าถึงวันนั้น เราคงจะมีความสุขมาก” กันบอกกับผมด้วยรอยยิ้ม
3 Things you should do
at Sangthong Heritage

01
ลองเขียนโปสต์การ์ดของโรงแรม แล้วส่งกลับไปที่บ้าน

02
ลองเช่าชุดพื้นเมืองใส่เดินเที่ยวในอำเภอธาตุพนม

03
ลองตื่นเช้า เดิน 200 เมตรจากโรงแรม ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นริมโขง
