สายลมไหวปลิวพัดผ่าน ละอองเกสรลอยหลุดร่อน มวลอากาศถ่ายเททั่วบริเวณล้อไปตามแนวอาคารสีอิฐที่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินผืนหนึ่งในอำเภออู่ทอง เมืองซึ่งมากด้วยภูมิหลังสำคัญ
สถานที่แห่งนี้คือ ‘ปุษยปุรี’ โรงแรมแห่งใหม่ของอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่สวยงามทั้งแนวคิดและการออกแบบ ร้อยเรื่องและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ออกมาเป็นดีไซน์ที่เข้าใจง่าย ตีความความซับซ้อนดั้งเดิมใหม่ กระตุ้นให้คนอยากทำความรู้จักแดนทวารวดีแห่งนี้มากขึ้น


ปุษยปุรี มาจากคำว่า ปุษยคีรี เป็นภาษาอินเดียโบราณ ปุษย แปลว่า ดอกไม้ ส่วน คีรี แปลว่า ภูเขา ปุษยคีรี จึงแปลว่า ‘ภูเขาดอกไม้’ และคำนี้เองก็ได้จารึกไว้บนแผ่นหินซึ่งเป็นวัตถุโบราณที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อู่ทอง โดยผู้ก่อตั้งนำชื่อ ปุษยคีรี มาเล่นคำกับ ปุรี คล้ายคำว่า บุรี หมายถึง เมือง ด้วยเหตุผลนี้ โรงแรมแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยมวลหมู่ดอกไม้ทั่วบริเวณ
ประตูที่เปิดไปเจอเมืองอู่ทอง
อิฐก้อนสีส้มที่วางเรียงรายซ้อนทับต่อกันเป็นโมดูลรูปจัตุรัสต่างพากันสลับผุดเข้าผุดออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สร้างความรู้สึกสงบ มั่นคง ปลอดภัย พร้อมเชื้อเชิญนักเดินทางทั้งไทยและต่างชาติที่กำลังมุ่งหน้าสู่กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา หรือตีรถกลับกรุงเทพฯ แวะเข้ามาพักผ่อน
ดอกไม้นานาพรรณโบกสะบัดโน้มรับลม ราวกับกำลังกล่าวต้อนรับผู้มาเยือน ความรู้สึกของการเป็นคนนอกเริ่มลดลง ความผ่อนคลายค่อย ๆ โอบล้อม เราเปิดประตูเข้าไปเจอโถงต้อนรับที่กินพื้นที่ถึงชั้น 2 ของอาคาร สีสันสดใสของดอกไม้ในแจกันตามมุมต่าง ๆ ทำให้เรารู้สึกสดชื่น พนักงานกล่าวต้อนรับอย่างเป็นมิตร พร้อมแนะนำบุคคลสำคัญอย่าง วัฒ-วีรวัฒน์ เหลืองเวชการ หนึ่งในผู้ก่อตั้งปุษยปุรี

วัฒก่อตั้งโรงแรมนี้ร่วมกับ นายแพทย์วรวิชญ์ เหลืองเวชการ ผู้เป็นพี่ชาย
ครอบครัวของวัฒซื้อที่ดินผืนนี้ในอำเภออู่ทองไว้เมื่อ 50 ปีก่อน วันหนึ่งพ่อแม่ชวนให้กลับบ้านมาพัฒนาที่ดินผืนนี้ เขาและพี่ชายจึงวางแผนจะปรับให้กลายเป็นอะพาร์ตเมนต์
“เราชอบศิลปะและงานดีไซน์ เลยอยากหาสถาปนิกมาออกแบบอาคารให้ดูดี โดดเด่น พอสถาปนิกออกแบบมาให้ หน้าตาของอาคารนี้มีเอกลักษณ์มากจนไม่ควรเป็นเพียงแค่อะพาร์ตเมนต์ แต่ควรเป็นโรงแรม แม้ว่าเราจะไม่เคยมีประสบการณ์ทำโรงแรมมาก่อนนะ แต่ก็ยังอยากลองทำ”
ก่อนหน้าจะกลายเป็นคนกลับบ้านในวันนี้ วัฒไปท่องโลกมาด้วยวิชาชีพสายแฟชั่น
“ผมทำมาหลายอาชีพครับ เป็นนักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี แต่รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เลยอยากหาอะไรที่ทำแล้วมีความสุข บวกกับสนใจด้านศิลปะและการออกแบบ สมัยวัยรุ่นก็ชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น”
เราแน่ใจได้จากมุมห้องสมุดขนาดเล็กบริเวณล็อบบี้ พื้นที่ซึ่งนิตยสารแฟชั่น นิตยสารตกแต่งบ้าน และนิตยสารเก๋ไก๋มากมายวางอยู่เต็มชั้น ราวกับยืนอยู่ในร้านหนังสือ
“หลังเรียนจบปริญญาโท เราไปเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่นิวยอร์ก พอกลับมาไทยก็มีโอกาสไปทำงานด้านแฟชั่นอยู่พักหนึ่ง… (เขานิ่งคิด) แล้วก็รู้สึกว่าถึงเวลาต้องกลับบ้าน”


เขากลับบ้านมาโปรยเมล็ดพันธุ์นี้กับพี่ชายเมื่อ 7 ปีก่อน จนปุษยปุรีก็ค่อย ๆ ผลิดอก
วัฒพาเราเดินทัวร์รอบโรงแรมอย่างกันเอง เราสำรวจอาคารซึ่งตกแต่งแบบร่วมสมัย ช่างเข้ากันอย่างลงตัวกับก้อนอิฐ ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ปิดผิวอาคาร (Facade) ด้านหน้าและเป็นส่วนโครงสร้างหลัก
“เราให้สถาปนิกจาก EKAR Architects เข้าไปสำรวจในอู่ทองเพื่อหาแรงบันดาลใจและคอนเซปต์การออกแบบ ซึ่งสิ่งที่ยังเหลืออยู่คือพวกฐานเจดีย์สมัยทวารวดี มีกระจายไปทั่วแถวฝั่งเมืองโบราณ เขาไปดูแล้วเกิดไอเดียว่า อยากนำโบราณสถานนั้นมาออกแบบ Facade โรงแรมให้เหมือนฐานเจดีย์
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ไม่ว่าจะหันมองไปตรงไหนของโรงแรม ก็มักเจอเจ้าอิฐก้อนสีส้มเหล่านี้กระจายอยู่หลายจุด เป็นการต่อยอดจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ของอู่ทอง
ประตูที่เปิดไปเจอความตั้งใจ
อิฐที่เห็นเหล่านี้มิใช่อิฐธรรมดา แต่เป็นคอนกรีตเสริมใยแก้ว หรือ GRC (Glassfibre Reinforced Concrete) สัจจะวัสดุสำหรับตกแต่งเพื่อความสวยงาม ข้อดีคือทำเป็นรูปทรงใดก็ได้ สีใดก็ได้ แถมน้ำหนักเบา เพราะถ้าใช้อิฐจริงคงยึดกับโครงสร้างไม่ได้ ด้วยน้ำหนักที่มาก อาจทำให้เกิดอันตรายในอนาคต
การใช้ GRC จึงเป็นการท้าทายศักยภาพของวัสดุ และสร้างความท้าทายให้คนทำโรงแรมมือใหม่อย่างวัฒ สตูดิโอสถาปนิก รวมถึงเจ้าของโรงงานผลิตวัสดุด้วย วัฒบอกว่านี่คือพื้นที่ทดลองของเขาทั้ง 3 คน และด้วยความทุ่มเท ทำให้ปุษยปุรีได้รับคัดเลือกเป็น Finalists สาขา Hotel และ สาขา Creative Re-use ในการประกวดผลงานทางสถาปัตยกรรมจากทั่วโลก งาน World Architecture Festival 2023


นอกจากมีดีไซน์เฉพาะตัว ยังทำให้รู้สึกสบายกายสบายใจเมื่อได้มาพัก เพราะอาคารเปิดโล่ง มีลมโกรกตลอดเวลา ซึ่งกว่าจะออกมาสวยหมดจดแบบนี้ได้ใช้เวลากว่า 7 ปี
“อู่ทองเป็นเมืองเล็ก เอาเข้าจริง ๆ คงไม่ค่อยมีใครอยากลงทุนทำโรงแรมที่มีต้นทุนสูง ๆ แบบนี้สักเท่าไหร่ แต่เราทำทั้งที ต้องทุ่มสุดตัว” เขายิ้ม “เราไม่ได้เอากำไรทางธุรกิจเป็นตัวตั้ง เราทำด้วยใจ เอาความชอบและความสวยงามเป็นหลัก เพราะอยากส่งต่อความรู้สึกนี้ให้ถึงผู้คน แต่แน่ล่ะ ทำธุรกิจต้องมีผลกำไร ถ้าแขกสัมผัสและเห็นในความตั้งใจจริง ๆ เราเชื่อว่าผลกำไรก็จะตามมาเอง”
ประตูที่เปิดไปเจอเมืองดอกไม้
ปุษยปุรีมีห้องพัก 56 ห้อง ภายในอาคารสูง 7 ชั้น อาคารฝั่งหนึ่งเห็นวิวสวน-สระว่ายน้ำ อาคารอีกฝั่งเห็นวิวบ้านเรือนของเมืองอู่ทอง โดยห้องพักแบ่งเป็น 2 ประเภท คือห้องดีลักซ์และห้องสวีต
เราขอกดเลิฟให้ห้องสวีต เพราะขนาดค่อนข้างกว้าง มีมุมโซฟาตัวยาวสำหรับนั่ง-นอนเล่น ที่ประทับใจคือแท่นไม้สำหรับวางทีวี ซึ่งหมุนได้! จะหมุนไปทางมุมนั่งเล่นหรือมุมเตียงนอนก็ได้


เราแปลกใจเล็กน้อยที่เปิดประตูห้องพักเข้าไปแล้วเจอกับการตกแต่งภายในที่โมเดิร์น สบายตา ไม่ใช่แนวย้อนยุคที่ล้อไปกับแนวคิดอิฐฐานเจดีย์เหมือนดั่งเช่นฟาซาดด้านนอกดั่งที่จินตนาการ
อย่างที่บอกว่านี่คือเมืองแห่งดอกไม้ บวกกับวัฒที่ชื่นชอบดอกไม้-ต้นไม้ จึงมีอีสเตอร์เอ้กของคนรักโบทานิคัลหลบซ่อนอยู่ในมุมต่าง ๆ อย่างภาพประดับในกรอบและวอลล์เปเปอร์ผนังในห้องน้ำ

ปุษยปุรีมีห้องอาหารด้วยนะ อยู่บนชั้นที่สูงที่สุดของอาคาร แขกจะได้ลิ้มลองอาหารเช้าจากร้านค้าในท้องถิ่นไปพร้อม ๆ กับดื่มด่ำ-ชมวิวเมืองอู่ทองจากมุมสูงแบบพาโนรามา รับรองว่าเป็นมื้อเช้าที่สดใส เพราะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จะได้เห็นภูเขาสีเขียวลูกโตทอดตัวยาวขนานไปกับแผ่นฟ้า
“นี่ยังคิดอยู่เลยว่าจะไปติดคัตเอาต์ในตัวเมือง ฉันอยู่ตรงนี้นะ” วัฒพูดติดตลก
วัฒบอกเราตามตรงว่า โรงแรมของเขายังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในจังหวัดสุพรรณบุรี ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นแขกที่เดินทางข้ามจังหวัดและต้องการแวะพักที่เมืองสุพรรณ บ้างก็เป็นลูกค้าต่างประเทศ
และอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ทำให้ปุษยปุรีเดินหน้าต่อได้ คือลูกค้ากลุ่มประชุม-สัมมนา

ที่นี่จึงมีบริการห้องจัดเลี้ยง-ประชุม ในชื่อ ปุษยสถาน ออกแบบมาเพื่อรองรับงานสำคัญต่าง ๆ และบางครั้งก็กลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของวัฒกับกลุ่มเพื่อน ห้องจุแขกได้ราว 400 คน วัฒบอกว่ามีลูกหลานคนสุพรรณบุรีมาแต่งงานที่นี่หลายคู่ เพราะตัวเลือกสถานที่จัดงานแต่งงานในจังหวัดมีไม่มาก บ้างก็มีจุดจอดรถไม่เพียงพอ ปุษยสถานด้านในปุษยปุรีจึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้
อีกหนึ่งที่เราอยากให้ดูเมื่อเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงแห่งนี้ คือภาพวาดจิตรกรรมบนผนังของศิลปินจากรั้วศิลปากร ที่จรดลายเส้นและฝีแปรงเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองอู่ทองไว้อย่างงดงาม

ประตูที่เปิดไปเจอความสุข
“เราอยากให้ปุษยปุรีเป็นบ้านหลังที่ 2 ของแขกทุกคน ที่เขามาแล้วรู้สึกอบอุ่นและประทับใจ”
เราเข้ามาใช้เวลาอยู่ในโรงแรมหลายชั่วโมง จนรู้สึกได้ว่าอยู่สบายเหมือนได้กลับบ้าน
“มีลูกค้าหลายคนเขาบอกว่าเข้ามาแล้วเขารู้สึกอบอุ่น ที่นี่ไม่ได้หรูหรามากจนรู้สึกจับต้องไม่ได้ แต่คงเป็นเพราะการออกแบบและบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกเหมือนกลับมาบ้าน”

ความสนุกสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมมือใหม่อย่างวัฒ คือ ‘การพบปะพูดคุยกับลูกค้า’
“การเจอลูกค้าที่เข้าใจหรือชอบในสิ่งที่เราทำ มันชื่นใจนะ เวลาเขาตอบรับกลับมาในสิ่งที่เราพูด เราทำ หรือแม้กระทั่งหนังสือที่เราสนใจ ทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำสิ่งเหล่านั้นต่อไป
“สำหรับเรา อู่ทองเป็นเมืองที่รุ่มรวยวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง และเหมือนมีโมเมนตัมที่ทำให้เราต้องกลับมาตรงนี้ กลับมาที่นี่ ที่เดิม ที่ที่เราเคยอยู่”
วัฒได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เมืองบ้านเกิดมีการเคลื่อนไหว แม้อู่ทองไม่ใช่จุดหมายปลายทางหลักของนักเดินทาง แต่หากเมื่อใดก็ตามที่คุณต้องผ่านเมืองเล็ก ๆ นี้ เราอยากให้ค้างสักคืนก่อนกลับ
“เราอยากให้ปุษยปุรีเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่แขกนึกถึงเมื่อต้องมาพักที่สุพรรณบุรีนะครับ” ลูกหลานคนอู่ทองบอกเราแบบนั้น

3 Things you should do
at Pusayapuri HOTEL

01
แวะสักการะพระพุทธรูปแกะสลักองค์ใหญ่บนภูเขา ที่พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ

02
แวะหลบร้อนพร้อมศึกษาประวัติศาสตร์เมืองอู่ทอง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

03
แวะกินขนม-จิบกาแฟ ใจท่ามกลางสวนสวยเขียวขจี ที่ A Life cafe & gallery








