เราเพิ่งเจอ Airbnb น่ารัก ๆ แห่งหนึ่งในย่านช้างม่อย จังหวัดเชียงใหม่ มีสไตล์ตกแต่งโดดเด่นเตะตา นำของเก่ามาจัดวางเข้ากันอย่างลงตัว บนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ มีลวดลายสีน้ำเงินที่เจ้าบ้านลงมือเพนต์ด้วยตนเอง รวมถึงความกล้าแหวกแนว นำศาลพระภูมิมาตกแต่งภายในห้อง ซึ่งเข้ากันกับข้าวของตกแต่งต่าง ๆ อย่างน่าประหลาดใจ แถมยังเสริมความน่ารักและขับความน่ากลัวของศาลพระภูมิออกไป ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งบ้านพักที่มีเอกลักษณ์ มีคนเข้ามาพักตลอดปี และมีกองถ่ายติดต่อขอเช่าถ่ายโฆษณาอยู่บ่อยครั้ง


ที่นี่มีชื่อเล่นว่า ‘โบฮีเมียนเฮ้าส์’ บ้านพักให้เช่าที่เกิดขึ้นจากฝีมือและไอเดียของคู่รักศิลปิน หลา-ลัฐิดา พ่วงทอง และ มาร์ค โพรสเซอร์ (Mark Prosser) โดยมี แนท-นริศรา วงค์มหาวัน เป็นผู้ดูแล
หลาเล่าย้อนความให้เราฟังว่า เธอเจอบ้านหลังนี้เมื่อนานมาแล้ว เพราะชอบเดินเล่นไปตามย่านต่าง ๆ และชื่นชอบความสงบของซอยนี้ซึ่งอยู่ในย่านช้างม่อย กระทั่งวันหนึ่ง เธอพบว่าบ้านหลังนี้ประกาศขายบนเฟซบุ๊ก เธอไม่รอช้า ตัดสินใจติดต่อไปขอวางมัดจำทันทีโดยไม่เข้ามาดูตัวบ้านก่อนด้วยซ้ำ
บ้านนี้เป็นหนึ่งในห้องตึกแถวเก่าอายุ 52 ปี อยู่ท้ายซอย ครั้งแรกที่หลาเข้ามาเห็นสภาพบ้าน เธอว่ามันต่างกับภาพตรงหน้าสิ้นเชิง เพราะเป็นอาคารร้าง ภายในทึบแสงจากการกั้นห้อง เพดานต่ำ น่าอึดอัด แต่หลามีภาพในหัวชัดเจนตั้งแต่แรกเห็นว่า จะสร้างความงามให้เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ได้อย่างไร


สิ่งแรกที่เธอทำ คือรื้อ
เธอรื้อผนังกั้นห้องที่ทำให้ที่นี่ทึบออก และรื้อฝ้าเพดานที่ปูไว้ต่ำออกทั้งหมด เผยให้เห็นความโปร่งโล่งและกว้างขวางของพื้นที่ ก่อนจะทาสีขาวทั้งหลัง เปรียบดังผืนผ้าใบที่รอศิลปินตวัดปลายพู่กันลงสี
“เราเริ่มต้นจากทำให้พื้นที่โล่งที่สุดก่อน แล้วทาสีขาวซึ่งเป็นสีที่เราชอบ เพราะสีขาวอยู่กับสีอะไรก็ได้ หลังจากนั้นทยอยทำเป็นส่วน ๆ ไป ดูกันวันต่อวัน ไม่มีแผนล่วงหน้า สมมติเรายืนตรงห้องนี้ เห็นแล้วว่าน่าจะต้องมีประตูตรงนี้และประตูควรเป็นแบบนี้ เราก็ไปเลือกซื้อประตูแบบที่คิดไว้มาวาง


“เราดูแบบก่อสร้างไม่เป็น แต่เรารู้ว่าจะเอาอะไรมาวางตรงไหนแล้วออกมาดี ซึ่งอธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร แต่เรารู้ เราเห็นภาพชัดอยู่ในหัว เวลาทำงาน เราสนุกเวลาคิดอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านได้ เราว่ามันน่าสนใจ อย่างพื้น เรามองแล้วนึกถึงไม้ฉลุเก่าที่สะสมไว้ เลยลองเอาไม้ฉลุมามาวางทาบกับพื้น สวยดี เลยให้ช่างเอาไม้ฉลุมาวางแล้วเทปูนขาวลงไปจนได้ลวดลายแปลกตาบนพื้น ซึ่งขณะกำลังก่อสร้าง มีคนมามุงดู มาขอถ่ายรูปเต็มเลย เขาคงงงว่าทำอะไรกันวะ แต่ก็ออกมาสวยนี่หว่า”


“ถ้าสังเกตใต้บันไดกับฝ้าเพดาน เกิดจากความคิดที่อยากตกแต่งพื้นที่ตรงนั้น เราอยากได้อารมณ์ไม้ไผ่สาน แต่ไม่ชอบไม้ไผ่ เลยปรึกษาช่างว่า ถ้าเป็นไม้สักได้ไหม เพราะดูดีและแข็งแรงกว่า พอช่างบอกว่าได้ก็ลุยเลย พอทำเสร็จก็ทาสีขาวทับลงไป ได้เอฟเฟกต์ที่น่าสนใจดี และทำให้ตัวบ้านไม่น่าเบื่อ
“ศาลพระภูมิก็เป็นอีกไอเดียที่ไม่น่าจะเหมือนชาวบ้านเขา” หลาหัวเราะ
“เราชอบศาลพระภูมิ เรียกว่าสะสมศาลพระภูมิเลยก็ได้ มีเต็มบ้านเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เราว่าขนาดของศาลพระภูมิทำให้มันดูน่ารัก แล้วทำไมจะเอามาแต่งบ้านไม่ได้ ทำได้สิ แต่ถ้าจะเอาศาลพระภูมิมาแต่งห้องคงดูน่ากลัว เลยทาสีตกแต่งใหม่ ออกมาคิขุอาโนเนะเลย” เธออมยิ้ม
“ไม่ได้ลบหลู่นะ เรายังนับถืออยู่ในใจ แต่มองว่ามีความเป็นไปได้เกิดขึ้นอีกมาก คิดเล่น ๆ ว่าน่าทำขายด้วยซ้ำ”


เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในโบฮีเมียนเฮ้าส์เป็นของเก่าที่หลาสะสมไว้ ทุกชิ้นต้องผ่านการทาสีและแปลงโฉมให้เข้ากันกับธีมสีของบ้าน อย่างลวดลายสีน้ำเงินต่าง ๆ บนเฟอร์นิเจอร์ เธอก็ลงมือเพนต์ด้วยตัวเอง ภาพศิลปะที่แขวนตกแต่งเป็นผลงานของมาร์ค เขาและเธอช่วยกันเลือกว่าควรเป็นภาพไหนดี และวางตรงไหนถึงจะดี
“เวลามีคนถามว่า ที่ี่นี่ตกแต่งสไตล์อะไร เราตอบไม่ได้นะ เพราะเราทำแบบที่ชอบ ไม่ได้กำหนด ถ้าดูรวม ๆ คิดว่าคล้ายสไตล์ Shabby Chic เราตั้งชื่อบ้านหลังนี้ไว้ว่า โบฮีเมียนเฮ้าส์” หลาเล่า


ระหว่างฟังเธอเล่ากระบวนการทำงาน เราว่าเธอตั้งใจกับทุกรายละเอียด ราวกับกำลังสร้างบ้านให้ตัวเองอยู่มากกว่าปล่อยเช่า เธอทุ่มเวลาเกือบปีให้ที่นี่ แต่เชื่อไหม เธอไม่เคยมาพักที่โบฮีเมียนเฮ้าส์เลยสักครั้ง
“ตอนแรกไม่มีความคิดที่จะปล่อยเช่าหรือทำธุรกิจเลย บ้านทุกหลังที่เรามี คิดว่าทำเพื่อตัวเอง เราทำอย่างเต็มที่ และสนุกด้วย เราชอบแต่งบ้าน เวลาอยู่บ้านก็ชอบทำนู่นทำนี่
“อย่างบ้านหลังนี้ เราก็ทำของเราไปเรื่อย ๆ สนุกอะ จนมาร์คถึงกับบ่นว่า พอได้แล้ว เราก็จะเถียงว่าไม่ได้ ยังต้องทำอีก” หลาหัวเราะหลังแซวตัวเอง “สุดท้ายด้วยอะไรหลายอย่าง เราไม่ได้มาอยู่และเลือกที่จะปล่อยบ้านให้เช่า ซึ่งเวลาแขกที่มาพัก เขาพิมพ์ฟีดแบ็กกลับมาชม เราก็ดีใจ”


“แขกกลับมาพักซ้ำเยอะมากค่ะ” แนทเสริม “เขาบอกว่าเหมือนมาพักในพิพิธภัณฑ์”
หลังจากตัดสินใจปล่อยโบฮีเมียนเฮ้าส์ให้เช่าในแพลตฟอร์ม Airbnb หลาและมาร์คก็ชวนแนทมาดูแลบ้านและงานบริการ เพราะบ้านพักของเขาทั้งคู่อยู่ไกล เลยกลัวว่าจะดูแลแขกไม่ได้ทั่วถึง
“แปลกเหมือนกันนะคะ บ้านหลังนี้เปิดมา 6 ปี แต่ยังไม่เคยต้อนรับแขกคนไทย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าฝรั่ง มีจีนและเกาหลีบ้าง มักมาพักแบบครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน เพราะบ้านพักของเราให้เช่าแบบเหมาหลัง จุได้ 6 จนถึง 8 คน แขกหลายคนกลับมาพักซ้ำในปีถัดไป ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ใจกลางเมืองแต่ค่อนข้างสงบ แถมอยู่ในระยะที่แขกเดินไปเที่ยวในย่านดังของเมืองเชียงใหม่ได้

“แขกหลายคนประทับใจการบริการของเรา เรามีบริการไปรับที่สนามบิน บางครั้งก็แวะซื้อขนมหรือของดีในจังหวัดที่คนต่างชาติไม่ค่อยรู้จักไปฝาก เป็นการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นในเชียงใหม่ด้วย เรามีบริการช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวและแนะนำสถานที่เที่ยว ซึ่งทำงานร่วมกับคนในชุมชน อย่าง ลุงดาว บ้านอยู่ตรงข้ามกับเรา แกพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ช่วยพาแขกไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ในเชียงใหม่
“เราตั้งใจอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และอยากให้แขกเห็นวิถีของคนเชียงใหม่ แขกหลายคนประทับใจลุงดาวมาก ถ้าหลายคนจำกันได้ บ้านของลุงดาวคือบ้านที่ใช้ถ่ายทำหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ค่ะ ลุงดาวเฟรนด์ลีมาก ๆ บางวันลุงดาวกับครอบครัวจะทำอาหาร กินเลี้ยง และร้องเพลงกันหน้าบ้าน แกก็จะชวนแขกของเราไปร่วมด้วยเสมอ จนลุงดาวกลายเป็นจุดขายของที่พักเราเลยค่ะ” แนทเล่าพลางหัวเราะ
เราคอนเฟิร์มเรื่องลุงดาวได้ เพราะหลังจากสัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย ตอนกำลังกลับ ลุงดาวส่งเสียงทักทายและชวนเรานั่งกินข้าว พร้อมชนแก้วเก๊กฮวยมีฟองด้วยกันบริเวณหน้าบ้านของแก
“เราว่าเสน่ห์แบบนี้สร้างไม่ได้นะ มันคือเอกลักษณ์และจุดเด่นของชุมชนช้างม่อยจริง ๆ ความกันเอง ความอบอุ่น คือเหตุผลสำคัญที่แขกประทับใจ และทำให้บ้านเป็นบ้านจริง ๆ ไม่ใช่แค่ที่พัก”

จองเข้าพักได้ที่ โบฮีเมียนเฮ้าส์
3 Things you should do
at Peaceful Artistic City Home

01
ลองเดินไปช้อปวัตถุดิบ ชิมเบเกอรีโฮมเมด ที่เกษมสโตร์

02
ลองแวะคอมมูนิตี้มอลล์เล็ก ๆ ที่ The Goodcery

03
ลองเดินเที่ยว สัมผัสวิถีชีวิตและกิจการท้องถิ่น ที่ย่านช้างม่อย
