เมื่อรู้ตัวว่าต้องไป ‘Nanan House’ ในย่านสันติธรรม เราเลือกบิดมอเตอร์ไซค์ไปยังย่านที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย ทั้งแคบและวุ่นวาย เราเข้าซอยที่ไม่คุ้นเคย ป้ายข้างทางบอกพิกัดอาคาร YMCA พลันทำให้นึกฮัมเพลงขึ้นมาจนเกือบเลยจุดนัดหมาย เราจอดรถหน้าบ้านขนาด 2 ชั้นที่ดูเรียบร้อย สะอาดตา เรารีบถอดหมวกกันน็อก พาตัวลงจากรถ เดินเข้าไปทักทายเจ้าหมาบีเกิลที่จ้องตาเป็นมันจากในตัวบ้าน

เราเข้าไปใน Nanan House ได้จากความช่วยเหลือของแม่บ้านที่ปรามน้องบีเกิลไม่ให้เห่าเสียงดัง พอเข้าไปแล้ว เราตาลุกวาวกับเหล่าเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด มีโต๊ะหลายขนาด ทั้งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและวงกลม ไม่ทันไรเจ้าของเฟอร์นิเจอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นและทักทายอย่างเป็นมิตร
โตมากับ Sharing Spaces
ในช่วงวัยเด็ก นัท-ดิฐณัฏฐ์ และ แอ๊ว-คณัสนันท์ ตันวัฒนานันท์ สองพี่น้องแห่งครอบครัวตันวัฒนานันท์ มีเพื่อนอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันจำนวนมาก เพราะในยุคหนึ่งมีกฎสำหรับเด็กต่างจังหวัดที่ต้องมาใช้ชีวิตเป็นเด็กหอว่า จะต้องอยู่หอพักที่ดูแลโดยครูในโรงเรียนที่ตนเองเรียนอยู่เท่านั้น พ่อแม่ของนัทและแอ๊วที่เป็นครูสอนที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จึงได้ทำหอพักขึ้นมาในช่วงเวลานั้น


นัทและแอ๊วเติบโตมาในบ้านหลังใหญ่และมองเห็นพ่อแม่ในหลากหลายบทบาท ทั้งการเป็นภารโรงทำความสะอาดหอพัก เป็นครูสอนการบ้านนักเรียน แม้กระทั่งเป็นครูเวรที่คอยเดินเวียนดูความเรียบร้อยของตึก สองพี่น้องจึงชินกับการแบ่งปันพื้นที่ ‘บ้าน’ กับคนจำนวนมากอยู่เสมอ
พอถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจเริ่มซาลง เด็กนักเรียนมองหาหอพักน้อยลง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แอ๊วเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอจึงกลับมารีโนเวตหอพักครั้งใหม่ ด้วยความที่เป็นคนชอบท่องเที่ยว ไปพักโฮสเทลมาหลายครั้งและหลายพื้นที่ จึงเกิด Nanan Hostel ขึ้นมา
“โฮสเทลยังคงดำเนินธุรกิจโดยครอบครัวนานันท์เหมือนกับตอนทำหอพัก พ่อตื่นมาทำอาหารเช้า แม่คุยภาษาฝรั่งเศสกับนักท่องเที่ยว ถ้ามีเด็กมาพัก พ่อก็เปิดเนิร์สเซอรีขนาดย่อม สอนเด็กทำงานศิลปะ ไม่ก็ทำกระทง บางวันพ่อก็เล่าประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ให้คนมาเข้าพักฟัง เหมือนคนที่บ้านเราเลือกทำธุรกิจเพื่อคลายเหงากัน” แอ๊วอธิบายภาพของโฮสเทลในอดีตให้เราฟังเป็นฉาก ๆ

แต่พอมลภาวะฝุ่นพิษ PM 2.5 เริ่มทวีความรุนแรง และเกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้โฮสเทลของครอบครัวนานันท์ที่ต้องผ่อนกับทางธนาคารอยู่ถูกขายทอดตลาดไป
“เราเริ่มรู้สึกว่าเราชอบธุรกิจแบบนี้จริง ๆ ยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ได้ลองเล่น แต่โฮสเทลอาจใหญ่เกินไป ทั้งอาคารและยอดหนี้ ช่วงก่อนจะถูกขายทอดตลาด เราได้ไปตกแต่งที่พักอื่น ทำให้เริ่มเห็นกลุ่มลูกค้าอื่น เป็นกลุ่มครอบครัวที่เราคิดไม่ถึงว่าเขาจะยอมจ่ายให้กับประสบการณ์ที่ได้รับจากที่พักนั้น เลยรู้สึกว่า ลองอีกสักตั้ง ไม่ใช่เพราะว่าเราพลาด โฮสเทลเลยพัง แต่เป็นเพราะสถานการณ์หลายอย่างที่ทำให้เราไปต่อไม่ได้ในตอนนั้น ระหว่างนั้นเลยมองหาที่ใหม่ไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ก็เจอบ้านหลังนี้”
เริ่มต้นกับบ้านหลังใหม่
“พอกลับจากจีนได้วันเดียว เรากับพี่แอ๊วรีบขี่มอเตอร์ไซค์มาดูที่พักเลย ตอนเข้ามา ทุกอย่างเป็นบรรยากาศของโรงเรียนสอนภาษา แต่ละห้องผนังสีส้มบ้าง สีเขียวบ้าง มีโต๊ะสำนักงานเต็มไปหมด” เก๋-ปัถย์ ตันวัฒนานันท์ ภรรยาของนัทและนักบริหารแห่งครอบครัวนานันท์ เล่าถึงวันแรกที่เห็นบ้านหลังนี้


“ตอนเราเดินเข้ามา เราเห็นกระเบื้องดินเผาและผนังที่มีอิฐบล็อก เรารู้สึกว่าคนก่อนหน้าเขาใช้ตึกจนไม่เหลือมูลค่าที่มันเป็นจริง ๆ เราว่าปล่อยพื้นที่นี้ไว้ไม่ได้แล้ว เราอยากให้บ้านได้เล่าเรื่องของตัวมันเอง” แอ๊วเสริมถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นจากบ้านหลังนี้ ก่อนตกลงปลงใจขอเช่าพื้นที่ทันที
อยากอยู่บ้าน ‘ฟรี’
“เราเคยคุยกับคนในบ้านว่า การมีบ้านสักหลังคือการที่เราไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ซึ่งก็คืออยู่ฟรี”
แอ๊วพูดถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า พวกเขาอยากอยู่ในบ้านที่ดี และต้องได้อยู่ฟรีด้วย
“การที่ได้อยู่บ้านแบบนี้ สำหรับเรามันดูฟุ่มเฟือยเกินไป แต่พอเปลี่ยนให้มันหากินด้วยตัวเองได้ ทุกอย่างที่เราครอบครองก็ดูสมเหตุสมผลในตัวมันเอง เพราะเราได้แบ่งปันให้คนอื่นมีประสบการณ์ร่วมกับข้าวของที่เราครอบครอง เฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่างก็ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เราไม่มีโอกาสจะได้นั่งเก้าอี้ที่มีครบทุกตัวหรอก เราอาจจะแค่ได้มองเห็น แต่การที่เราเอามาแบ่งปันกับคนอื่นแบบนี้ มีคนได้ใช้งานของแต่ละอย่างจริง ๆ ทำให้เราไม่รู้สึกผิดที่เลือกจะอยู่และจัดบ้านแบบนี้”

หลังจากฟังแอ๊วพูดเราก็ถึงบางอ้อ เข้าใจทันทีว่าโซนบ้านฝั่งที่เจ้าหมาบีเกิลส่งเสียงทักทายเรา คือบริเวณที่พักผ่อนนอนหลับของแอ๊วผู้เป็นเจ้าบ้าน ฉะนั้น Nanan House จึงกลายเป็น Share House ที่พร้อมดูแลแขกตลอด 24 ชั่วโมงไปโดยปริยาย
จากโฮสเทลสู่บ้าน 3 ห้องนอน
แอ๊วอธิบายให้เราฟังว่า ครอบครัวนานันท์ตั้งใจรับแขกที่มาเยือนอย่างเต็มที่ เพราะอยากให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสบายใจ
“เหมือนเป็นบริการระดับ 5 ดาวที่มาในรูปแบบ Airbnb อย่างโรงแรม แขกเข้าถึงฟรอนต์ที่คอยดูแลตลอดเวลาได้ เราแทบจะเป็นแบบนั้น แต่เป็นเวอร์ชันบ้าน”
“เวลาพูดถึง Airbnb แกนเริ่มต้นคือการอยู่บ้านกับเจ้าของบ้าน เราทำให้ Nanan House ใกล้เคียงกับแกนนั้นตั้งแต่แรก เป็นประสบการณ์เข้าพักที่คุณมาอยู่กับคนท้องถิ่นจริง ๆ” เก๋ย้ำถึงความตั้งใจที่อยากส่งต่อให้กับแขกทุกคน ก่อนแอ๊วพูดถึงความลังเลในการตัดสินใจเลือกรูปแบบการพักให้บ้านหลังนี้

“ตอนแรกก็ชั่งใจ (ว่า Nanan House เป็นแชร์เฮาส์ไหม) เพราะลูกค้าที่เราเคยตกแต่งบ้านให้ในช่วงนั้นทำที่พักเหมาหลังหมดเลย แต่เราก็ยังสู้กับตัวเองว่า ต้องเป็นแชร์เฮาส์ได้สิ เพราะตอนเราไปเที่ยว เราไปยูนิตน้อย ๆ แค่คนสองคน ฉะนั้น ถ้าไปนอนที่อื่น เราก็อยากนอนแบบนี้นะ ขอสักห้องก็ยังดี เราอยากให้มีใครสักคนอยู่ในบ้านจะได้รู้สึกไม่เหงาเกินไป แต่แขกก็ได้ความเป็นส่วนตัวด้วย Nanan House เลยเปิดทั้ง 2 แบบ จะเช่าเหมาหลังก็ได้ เช่าแยกห้องก็ได้ ลองดูก่อน อันไหนเวิร์กก็เวิร์ก ถ้าไม่เวิร์กเดี๋ยวจะจัดการตัวมันเอง”
บ้านที่แต่งเอง ชอบเอง
Nanan House ทั้ง 2 ชั้นมีห้องนอน 3 ห้อง 3 สไตล์ โดยห้องนอนชั้นล่างตกแต่งเน้นโทนสีเข้ม มีห้องน้ำซ่อนอยู่ใต้บันไดและมีอ่างอาบน้ำที่แขกใช้เวลาได้อย่างเต็มที่
ส่วนอีก 2 ห้องอยู่ที่ชั้นบน ห้องหนึ่งเน้นตกแต่งด้วยโทนสีเขียวชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ส่วนอีกห้องหนึ่งถูกขับเน้นด้วยสีขาว ยิ่งพอมีแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามารำไร ยิ่งทำให้ห้องดูสบายตาขึ้นอีกเท่าตัว
ห้องน้ำของทั้ง 2 ห้องทอดยาวขนาบกับตัวห้อง ตกแต่งด้วยกระเบื้องขาวแผ่นเรียวยาวตัดกับตู้กระจกคาดไม้สีเข้ม พอมองลึกเข้าไปจะสังเกตเห็นผนังที่เอียงอยู่นิด ๆ ซึ่งแอ๊วบอกกับเราว่า นั่นเป็นหนึ่งในความแปลกที่ดูพิเศษสำหรับบ้านหลังนี้

เราชอบพื้นชั้นล่างของ Nanan House มาก เพราะเป็นกระเบื้องสีเข้มที่มีเฟอร์นิเจอร์ไม้วางอยู่รอบข้าง โคมไฟสีส้ม 2 ดวงกลางห้องและไฟสีขาวบนผนังอิฐสีน้ำตาลเข้ม แสงไฟของโถงสลัวจึงกำลังดี ผ้าม่านโปร่งแสงทำให้แสงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาในตัวบ้าน บรรยากาศชวนผ่อนคลาย เหมาะแก่การพักผ่อนหรือนั่งเหม่อมองเงาไฟทั้ง 2 ดวงบนฝ้าเพดานที่อยู่เหนือโต๊ะตัวยาวกลางห้อง
ระหว่างที่พูดคุยกันไปเรื่อย ๆ ตาของเราก็คอยสังเกตของตกแต่งชิ้นน้อยใหญ่อยู่เรื่อย ๆ ยากจะละสายตาออกจากของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

“Nanan House ค่อนข้างเป็นตัวเรามาก การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์วินเทจแทบควบคุมไม่ได้เลย แล้วแต่ว่าจังหวะเวลานั้นจะได้เฟอร์นิเจอร์แบบไหนมา ที่เหลือเหมือนเราเลือกของเข้าบ้าน สีนี้ชอบก็ซื้อไว้ก่อน เอาไปใช้ตรงไหนค่อยว่ากัน แล้วค่อยมาจัดวาง ช่วงแรก ๆ เราย้ายมุมทุกวัน เดี๋ยวโยกเข้าโยกออก หลายตัวก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่ตอนทำโฮสเทล” แอ๊วยืนยันรสนิยมของตัวเองทั้งผ่านบทสนทนาในระหว่างการเยี่ยมบ้านของเรา และผ่านของตกแต่งทุกชิ้นที่จัดวางอยู่ในแต่ละมุมของบ้าน

ขณะที่แอ๊วกำลังอวดส่วนกลางชั้น 2 ของ Nanan House ที่มีโปรเจกเตอร์ฉายหนัง เราสังเกตเห็นว่าหน้าต่างทางขวามือดูเหมือนกรอบรูปที่จัดแสดงภาพของซอยเม็งรายรัศมี ไม่ว่าจะท้องฟ้าสีคราม กลุ่มปุยเมฆ หรือโลโก้ของ YMCA ที่เตะตาอยู่บนอาคารซึ่งห่างออกไปไม่ไกลก็รวมอยู่ในเฟรมภาพเดียวกันทั้งหมด

นอนเอกเขนก พักผ่อนอยู่บ้าน
จากประสบการณ์การท่องเที่ยวของแอ๊ว วัยหนึ่งเธอเองก็อยากท่องเที่ยว ออกสำรวจสิ่งต่าง ๆ ให้มากที่สุด แต่เมื่อเติบโตขึ้น แอ๊วพบว่าเธอไม่ได้ต้องการเปิดแผนที่โลกให้กว้างขึ้นมากขนาดนั้น
เธอแค่อยากปลีกตัวจากโลกใบเดิมที่แสนวุ่นวาย เพียงห้วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
“เราอยากทำให้เวลาของแขกที่มาพัก Nanan House หน่วงลง จนเขารู้สึกว่านอนเอกเขนกและใช้เวลาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องรู้สึกบีบคั้นว่าต้องออกไปท่องเที่ยวข้างนอกตลอดเวลา อยากให้เขารู้สึกว่า เขาปล่อยเวลาผ่านไปอย่างสบาย ๆ ได้นะ และไม่รู้สึกว่าการอยู่เฉย ๆ ที่บ้านเสียเวลาเปล่า
“เหมือนเวลาที่ไปเที่ยวบนดอย ไม่มีอะไรให้ทำมาก แต่ทำไมเรารู้สึกว่านั่งเฉย ๆ ไปได้เรื่อย ๆ เราอยากให้ Nanan House อยู่ในจุดหมายหนึ่งของแขกที่มาพัก อยากให้เขาอยากใช้เวลาอยู่ที่นี่”

เมื่อจบการพูดคุยกับแอ๊วและเก๋ ทั้ง 2 คนขอตัวไปดูโรงแรมที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 200 เมตรที่ชื่อว่า ‘The Hotel Journal Chiangmai’ เป็นกิจการล่าสุดของครอบครัวนานันท์ ซึ่งเป็นการผนวกรวมแบรนด์สมุดทำมือ ‘ดิบดี’ ของแอ๊ว กับการบริการดุจญาติมิตรของครอบครัวนานันท์เข้าด้วยกัน
ส่วนเราขอนั่งพักเพื่อทำใจสักครู่ ก่อนออกเดินทางผ่านแยกรินคำที่เต็มไปด้วยความโกลาหล
มันช่างดูเป็นโลกคนละใบกับโลกอันแสนสงบที่เราได้สัมผัสอยู่ในตอนนี้

3 Things you should do
at Nanan House

01
ลองนอนเอกเขนกในห้องดูหนังชั้นบน เล่นบอร์ดเกมที่โต๊ะไม้ตัวยาวชั้นล่าง

02
ลองให้เท้าสัมผัสผิวหญ้าหรือโยคะยามเช้าที่สวนหลังบ้าน

03
ลองเดินเล่นสำรวจเมือง เดินข้ามฝั่งไปนิมมานเหมินท์ก็ได้ เดินไปคูเมืองก็ไม่ไกล



