4 มกราคม 2025
6 K

11 นาฬิกาที่ท่าเรือ Riverdale Marina ย่านบางกะดี 

เรากำลังเดินทางไปที่พักแห่งใหม่ในคอลัมน์ Have a Nice Stay

ไม่ใช่โรงแรมริมน้ำที่ต้องอาศัยเรือลำใหญ่เพื่อไปถึง แต่เป็นที่พักบนเรือที่อยู่บนเรือลำนี้ต่างหาก

‘เรือเมขลา’ คือชื่อเรือลำที่ว่า มีเรากับช่างภาพเป็นผู้โดยสารหน้าใหม่ พร้อมกัปตันและลูกเรือประสบการณ์ 10 ปี ภายใต้การดูแลของ แอนดี้ แอนดรูว์ ธนิน เรียล หนุ่มตาน้ำข้าวที่พูดไทยชัดแจ๋ว Chief Commercial Officer และ ไก่-วิทยา ภวะเวส Director of Operations แห่ง Asian Oasis บริษัทนำเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องความยั่งยืนเป็นที่สุดทั้งโรงแรม ลีซู ลอดจ์ (Lisu Lodge) ที่พักที่ตั้งอยู่กับชุมชนลีซูในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ห้องชา Araksa Tea Room ย่านเจริญกรุงที่เสิร์ฟชาดีจากไร่ชาออแกนิกอรักษ และการล่องเรือในน่านน้ำภูเก็ตอย่าง จูนภัทรา ที่นำเรือโบราณมาบูรณะใหม่

คราวนี้ แอนดี้พาพวกเรามาล่องเรือบนน่านน้ำเจ้าพระยา บูรณะเรือเอี้ยมจุ๊นสุดคลาสสิกอายุ 30 กว่าปีให้เป็นที่พัก 3 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและกิจกรรมพิเศษจากห้องชา Araksa 

เริ่มต้นจากปทุมธานี มุ่งหน้าไปพระนครศรีอยุธยา คืนนี้พวกเราจะได้นอนกลางน้ำที่คานเรือศรีเจริญ ใกล้วัดพนัญเชิงวรวิหาร

เสียงดังโครมครามบ่งบอกว่าเครื่องสตาร์ตติดแล้ว เรือเล็กแล่นฉิวผ่านไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

เมขลาแหวกว่ายในสายน้ำอย่างเชื่องช้า เสียงเงียบลงจนได้ยินกัปตันอธิบายประวัติศาสตร์สองข้างทางชัดเจนกว่า

นี่คงเป็นประสบการณ์ที่พวกเขาตั้งใจให้เกิดขึ้น

น้ำขึ้นให้รีบตัก

แอนดี้กับกัปตันสลับกันเล่าเรื่องเรือให้เราฟัง คงเพราะพวกเขาเห็นโฉมหน้าของเมขลามาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เรือเอี้ยมจุ๊นลำนี้สร้างขึ้นในปี 1988 เดิมใช้บรรทุกข้าวสาร ก่อนได้รับความนิยมน้อยลงตามกาลเวลา และถูกซื้อมาอยู่ในมือของ แอน-ชนัญญา ภัทรประสิทธิ์ กรรมการบริหาร แห่ง Asian Oasis เพราะเธอไม่อยากปล่อยให้ประวัติศาสตร์ของเรือลำนี้หายไป ทั้งยังเล็งเห็นว่าธุรกิจทัวร์ในแม่น้ำเจ้าพระยาขณะนั้นมีแต่เรือให้เช่าแบบ One Day Trip จึงริเริ่มทำเรือที่นักท่องเที่ยวค้างคืนได้ด้วย

เมขลาผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง ในยุคแรกยังเป็นห้องพักจากโครงสร้างเดิมของเรือ มีทั้งหมด 6 ห้อง จากความตั้งใจว่าจะทำห้องพักเรียบง่าย เพราะอยากให้นักท่องเที่ยวดื่มด่ำกับบรรยากาศด้านนอกมากกว่า ห้องพักจึงกะทัดรัดเสียจนเรียกได้ว่าแคบ ไม่สบายตัว ขึ้นลงลำบาก กระทั่งถูกปรับปรุงเป็นเวอร์ชันปัจจุบัน ลดจำนวนห้องลง แลกกับดีไซน์สวยหรู ทันสมัย และตอบโจทย์การใช้งาน พร้อมกับโปรแกรมล่องเรือที่เป็นส่วนตัวและไม่มีใครเหมือน

เรือเมขลาต้องการผลักดันการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel หรือการท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ ไม่มีโปรแกรมตายตัว แต่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า อยากลงเรือในสถานที่ที่สนใจก็ทำได้ หรือไม่อยากลงไปไหนเลยก็ได้เช่นกัน 

จึงอาจไม่ใช่วิถีการท่องเที่ยวสําหรับ First Traveler ที่อยากเสาะหาดูทุกอย่าง แต่เหมาะกับคนที่มีโอกาสกลับมาอีกครั้ง และอยากใกล้ชิดกับคนพื้นที่มากกว่าเดิม

“เวลาคนไปต่างประเทศจะมีภาพในหัวแน่นอนแล้วว่าประเทศนั้นเป็นยังไง การล่องเรือกับเราก็เป็นอีกภาพที่คนนึกไม่ถึง” แอนดี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพของเขา

“ตรงข้ามกับคนที่มีเวลาแค่ 2 วัน แต่อยากทัวร์กรุงเทพฯ ให้เยอะสุดเท่าที่ทำได้ เลยจ้างตุ๊กตุ๊กไปเที่ยว เราไม่ได้อยากให้ทุกคนเห็นเยอะ ๆ แต่อยากให้เข้าใจชีวิตที่แตกต่าง วัฒนธรรมที่แตกต่าง สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง เป็นการท่องเที่ยวธรรมดา ๆ กับชาวบ้าน” 

ทว่า ทั้งหมดนั้นแลกมากับความท้าทายแทบทุกกระบวนการ จนแอนดี้แนะนำว่าหากผู้ประกอบการท่านใดอยากบูรณะเรือเก่าเป็นที่พักบ้าง สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือความยืดหยุ่นและความไม่ย่อท้อ

เรือเล็กควรออกจากฝั่ง

แม้การนอนบนเรือกลางแม่น้ำจะเป็นจุดขายที่เรียกแขกได้มากมาย มันก็นับเป็นฝันร้ายของนักออกแบบด้วยเช่นกัน เพราะโจทย์การทำงานคราวนี้คือการออกแบบ 3 ห้องพักในพื้นที่จำกัดและขยับตลอดเวลาให้อยู่สบายโดยไม่รู้สึกอึดอัด การวางระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงระบบเครื่องยนต์ในเรือที่ไม่เคยมีเครื่องยนต์มาก่อน 

แค่นั่งฟังยังปาดเหงื่อ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำงานร่วมกับนักออกแบบได้อย่างดีเยี่ยม จนออกมาเป็นเรือที่รองรับแขกพักค้างคืนได้สูงสุด 6 คน รองรับการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำได้สูงสุด 20 คน พร้อมห้องพักที่ท้ายเรือชั้นบน 1 ห้องใหญ่ มองเห็นวิวแม่น้ำจากหน้าต่างรอบด้าน ปรับเป็นพื้นที่รับประทานอาหารสุดพิเศษได้ และห้องพักที่ชั้นล่างอีก 2 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักเตียงคู่และห้องพักเตียงเดี่ยว โดยทุกห้องมีห้องน้ำในตัว ซึ่งยังคงยึดมั่นในแนวทางความยั่งยืนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โดยเฉพาะไม้ในการต่อเรือ ต้องเป็นไม้ที่ไม่อยู่ในวงจรตัดไม้ทำลายป่า ไม่ใช่การตัดต้นแล้วนำมาส่งมอบให้ แต่คำนึงถึงหลักสิ่งแวดล้อม จนทำให้การปรับปรุงเรือเมขลาล่าช้าไปนับปี เพียงเพราะหาไม้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไม่ได้ 

หากแหงนมองเพดานเรือด้านบน อาจแปลกตาไปเสียหน่อย เพราะเราคุ้นชินกับเรือที่มีหลังคาสังกะสี แต่หลังคาของเมขลาทำจากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นผลผลิตจากชาวสวนไร่อรักษ ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทาง แถมยังเป็นการยกระดับไม้ไผ่อีกด้วย

ส่วนสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้และจะไม่มีวันเปลี่ยน คือหน้าตาของเรือที่เปรียบเสมือนหน้าตาของประวัติศาสตร์

กัปตันเล่าให้ฟังว่าส่วนมากเรือบรรทุกข้าวโบราณที่ไม่ใช้งานแล้วมักถูกรื้อขายชิ้นส่วน บ้างก็ถูกยกขึ้นไปทำที่พักอาศัย 

เราเข้าใจทันทีว่าทำไมภายในห้องพักจึงตกแต่งด้วยภาพถ่ายเรือโบราณแทบทั้งหมด ทำให้รู้ว่าการขนส่งทางเรือเคยสำคัญแค่ไหนในอดีต และวิถีชีวิตริมน้ำเคยสวยงามมากเพียงใด

โชคดีที่พวกเขาชุบชีวิตให้เมขลาได้ออกเดินทางอีกครั้ง

ลงเรือลำเดียวกัน

นอกจากทีมกัปตันเรือ อีกทีมที่กระโดดขึ้นเรือมาด้วยคือ เชฟโตโต้ และ ปอ ผู้เชี่ยวชาญด้านชา จากห้องชาอรักษ ทำให้เรามีอาหารปรุงสดและชาร้อน ๆ ดื่มไม่อั้นตลอดการเดินทาง 2 วัน 1 คืน

โดยปอนำมาทั้งหมด 6 ตัวด้วยกัน ได้แก่ White Peony Tea ชาขาวจากยอดชา 1 ยอด กับใบชา 2 ใบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมือนดอกไม้ขาว, Thida Green Tea ชาเขียวคั่วในกระทะไฟฟ้าและนวดด้วยมือก่อนนำเข้าเตาอบ ทำให้มีกลิ่นหอมนุ่มละมุนจากธรรมชาติ, Silk Tea (Dark Oolong) กลิ่นหอมคล้าย ๆ เกนไมฉะ คาเฟอีนต่ำสุด ช่วยบำรุงหัวใจและลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง, Nin Black Tea ให้กลิ่นไม้ มอลต์ วานิลลา และน้ำผึ้ง มีรสชาติเอกลักษณ์ต่างจากชาอื่น, Earl Grey Tea ให้กลิ่นหอมผ่อนคลาย จาก Organic Bergamot Oil จาก ซิซิลี อิตาลี และ Kao Doi Tea ใช้ข้าวปลูกเองที่ไร่อรักษ 50% ผสมผสานกับชาดำ Silk Tea 50% 

ตัวแทนนักเดินทางจากบริษัทที่เพิ่งจัดงาน Thailand Rice Fest จบไป ขออนุญาตเลือกดื่ม Kao Doi Tea ที่กลิ่นข้าวหอมฟุ้งขึ้นจมูกทันทีหลังชงเสร็จ 

1 ปีจะวนมาสักครั้งที่เที่ยงวันแล้วแต่ลมพัดเย็นเอาชนะแสงแดด หลังแอนดี้บอกให้ทำตัวตามสบาย ก็ขอเอนหลังพิงพนัก เหยียดแข้งขาบนโซฟายาว ให้สายลมปะทะใบหน้า

“อากาศดีนะ” เราคุยกับช่างภาพที่พยายามถ่ายรูปให้สวยงามเหมือนตาเห็น

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า

ชมวิวไป จิบชาไป ไม่นานก็ถึงจุดหมายที่ชาวเมขลาอยากชวนไปทำความรู้จักอย่าง ชุมชนวัดศาลาแดงเหนือ โดยมีผู้นำชุมชนคอยนำทางและเล่าประวัติความเป็นมาให้เราฟัง 

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวมอญที่อพยพหนีสงครามมาจากประเทศเมียนมา เดิมประกอบอาชีพค้าขายทางน้ำ เราจึงได้เห็นเรือไม้เก่า อุปกรณ์เดินเรือต่าง ๆ นอนคลุกฝุ่นอยู่ใต้ถุนบ้านหลายหลัง

นึกสงสัยในใจว่าชาวเรือเมขลาพาเรามาที่นี่ทำไม แต่พอได้ยินคนเฒ่าคนแก่ตะโกนคุยกันเป็นภาษามอญก็เข้าใจได้

ชุมชนวัดศาลาแดงเหนือเป็นไม่กี่ชุมชนริมน้ำที่ยังอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญเอาไว้ ทั้งพูดภาษามอญ สวดมนต์ภาษามอญ อ่านคัมภีร์ใบลานภาษามอญ ทั้งยังมีวิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง จนพัฒนาให้ได้รับรางวัลหมู่บ้านตัวอย่างสาธารณสุขและหมู่บ้านพัฒนาดีเด่นด้านความสะอาด โดยที่นี่เข้มงวดเรื่องการจัดการขยะมาก เพื่อไม่ให้ชาวบ้านทิ้งของเสียลงแม่น้ำ 

ที่สำคัญที่สุด ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เรือโบราณ รวบรวมเรือของวัดและชาวบ้านมาจัดแสดง โดยเรือมาดเก๋ง 2 แจวที่ตั้งอยู่นอกศาลามีหน้าตาละม้ายคล้ายเรือเมขลาไม่มีผิด เพียงขนาดเล็กกว่าเป็นเท่าตัว แต่ก็ทำให้เราเห็นภาพในอดีตของเรือเมขลาชัดเจนขึ้น

ด้วยระยะเวลาจำกัด การลงพื้นที่ชุมชนอาจไม่ได้มีกิจกรรมมากไปกว่าการเดินสำรวจวิถีชีวิต ซึ่งชุมชนนั้น ๆ คงต้องควรค่ากับเวลาที่มี 

เรากลับขึ้นเรือมาถามแอนดี้ว่าเขาคัดเลือกชุมชนอย่างไร

การรีเสิร์ชข้อมูลก็ทั่วไป คำตอบที่เราสนใจคือเขามองหาชุมชนที่มีการจัดการเรื่องการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากในคอนเซปต์ Community-based Travel หรือการท่องเที่ยวโดยยึดความต้องการของชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Asian Oasis ยึดถือมาตลอด

“เราไม่อยากเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาควบคุม ไม่อยากบอกชุมชนว่าต้องทำอะไร แต่ชุมชนต้องต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาด้วย ไม่อยากเอาวัฒนธรรมของเขามาเป็นจุดขายโดยไม่ยินยอม เราต้องมั่นใจว่าชุมชน เรา แขก ต้องได้ประโยชน์กลับไป

“การพาคนเข้าไปดูหมู่บ้านเป็นประสบการณ์ในการเดินทาง ไม่ใช่แค่การ Sightseeing (การเยี่ยมชมทิวทัศน์) กิจกรรมของเราหลาย ๆ อย่างเลยเกี่ยวข้องกับมนุษย์และธรรมชาติ”

กินบนเรือ ขี้บนหลังคา

การแล่นเรือด้วยความเร็วระดับนี้ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพายาแก้เมา เมขลาทำหน้าที่ได้สมกับเป็นตัวแทนของการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ 

เราเข้าใจดีว่าหัวใจของเรือเมขลาคือการเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบช้า ๆ แต่นั่นพ่วงกับการเสิร์ฟอาหาร Slow Food ด้วยไหมนะ

ระหว่างเดินทางไปอยุธยา ปอเสิร์ฟ Bangkok ค็อกเทลขึ้นชื่อของห้องชาที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นม็อกเทล ได้แรงบันดาลใจจากชาเอิร์ลเกรย์ของอรักษ ผสมไซรัปไวต์ช็อกโกแลต เลมอน บ๊วยไทย ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น แต่ก็แอบเข็ดฟัน จนต้องขอชิมอีกแก้ว

เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยอย่างยำมะม่วงใส่กุ้งที่หมดจานก่อนใคร เพราะติดใจรสชาติของมะม่วงที่ไม่สุกจนเกินไป ต่อด้วยข้าวยำสมุนไพร ใช้ข้าวมันกะทิสไตล์ปักษ์ใต้ สีฟ้าจากดอกอัญชันและสีเหลืองจากขมิ้น พร้อมสมุนไพร 13 ชนิดจากชุมชนเกษตรกรอินทรีย์ทั่วไทย ได้แก่ ตะไคร้ ดอกดาหลา หอมแดง มะนาว ขิง มะม่วง ส้มโอ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาดำ พริกรมควันป่น หอมเจียว มะพร้าวคั่ว และผักวอเตอร์เครส คลุกเคล้ากับน้ำพริกเผาสูตรของทางร้าน 

ไข่เจียวปู พะแนงหมู ผัดผักรวมตามฤดูกาล ตามมาพร้อมข้าวสวยเต็มจาน ก่อนตบท้ายด้วยสาคูต้นกะทิสดอุ่น ๆ หวานอ่อน ๆ พอให้หลับฝันดีที่คานเรือศรีเจริญ

ต่อให้การแลกเปลี่ยนบทสนทนากันวันนี้จะต้องเงี่ยหูฟังบ่อยครั้ง แต่ก็เป็นมื้ออาหารที่เราคงจดจำได้ขึ้นใจ 

เพราะแค่ได้กินอาหารวัตถุดิบดี ๆ จากเชฟฝีมือดีก็โชคดีแล้ว ยังเป็นร้านอาหารที่วิวนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปตลอดทาง ได้มองเห็นโบราณสถานในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอีกต่างหาก

หากไม่มีเวลาว่างพอสำหรับการค้างคืน เรืือเมขลามีโปรแกรมเช่าเหมาลำแบบ 3 ชั่วโมงและ 5 ชั่วโมง โดยมี 2 โปรแกรมให้เลือกตามความสนใจ คือหนึ่ง ล่องเรือรอบแม่น้ำเจ้าพระยา ชมเมืองกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยหลับใหล สอง ล่องเรือไปยังเกาะเกร็ด เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่เงียบสงบยิ่งขึ้น

พายเรือให้ถึงฝั่ง

สำหรับคนที่อยากมีประสบการณ์นอนบนเรือ เมขลาก็เป็นที่ที่เหมาะแก่การทดลอง 

แต่ขอเตือนไว้อย่าง คุณจะไม่ได้นอนตื่นสายโด่งที่นี่ เพราะเสียงเครื่องยนต์จะปลุกคุณให้ตื่นตั้งแต่ฟ้าสาง

กัปตันพาเราออกเดินทางรอบเกาะอยุธยา หวังให้ออกไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า แต่เราขอสละสิทธิ์ ขอเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสโคนอร่อย ๆ กับแยมสตรอว์เบอร์รีกับคลอตเตดครีมดีกว่า

Tea Pairing หรือศิลปะการจับคู่ชากับของหวานเป็นกิจกรรมสุดท้ายของทริปนี้ ประกอบด้วย ชา 3 ตัวและขนม 3 ชนิดที่ปอเป็นคนเสิร์ฟ 

ถ้าอยากหาสมดุลความหวาน ชาที่มีรสขมเฝื่อนจะตัดรสกับเค้กช็อกโกแลตอย่าง Madeleine ได้ดี

ถ้าอยากได้รสชาติที่กลมกลืนกัน ชาเอิร์ลเกรย์ที่มีกลิ่นหอมของส้มจะเสริมรสชาติขนมที่มีรสเปรี้ยวจากผลไม้ได้ดี เช่น Jam Thumbprint Cookies

ส่วนถ้าอยากจับคู่ความเข้มข้น ชาที่มีความเข้มข้นเบา เช่น ชาขาว จะเข้ากันได้ดีกับของหวานรสอ่อน ๆ อย่าง Blueberry Friand กับ Raspberry Friand เปรี้ยวอมหวาน

ปิดท้ายด้วยมื้อเช้าฝีมือเชฟโตโต้ เสิร์ฟต้มจืดแตงกวายัดไส้ไก่สับและกุ้ง กับไก่ทอดน้ำปลารสโอชา

จริงอยู่ที่เมนูอาหารเหล่านี้หาชิมได้ที่ร้าน Araksa Tea Room แต่ประสบการณ์แบบนี้จะไม่มีที่อื่น 

ความเชื่องช้าของเมขลาปล่อยให้เรามีเวลาซึมซับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ แม้เป็นการล่องเรือกลับทางเดิมแต่บรรยากาศริมน้ำกลับเปลี่ยนไป

หลังเป็นฝ่ายโบกมือลาเมขลาที่ท่าน้ำ เราคิดว่าการนำเรือโบราณมาเที่ยวชมสถานที่โบราณก็เป็นการจับคู่ที่ถูกต้องเหมือนกัน

3 Things you should do

at เรือเมขลา

01

ดื่มชาหอม ๆ และเปิดต่อมรับรสกับสารพัดเวิร์กช็อปของห้องชา Araksa Tea Room

02

ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินในวันเดียวกันด้วยการล่องเรือรอบเกาะอยุธยา

03

ค้างคืนที่เรือเมขลาเพื่อสัมผัสประสบการณ์นอนในห้องที่วิวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เรือเมขลา (Mekkala)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์