13 ธันวาคม 2024
7 K

The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ตั้งต้นจากตัวเมืองเชียงรายไปดอยปางขอน ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงนิด ๆ พอให้ได้งีบหลับ

งัวเงียตื่นขึ้นมาครั้งแรกเห็นป้าย ‘ไร่กาแฟครอบครัวมะ’ ก็นึกอุ่นใจว่าคงจะถึงที่หมาย 

ที่ไหนได้ เราเจอป้ายบอกทางไปไร่กาแฟครอบครัวมะกว่า 10 ครั้ง บางอันคล้ายจะเป็นคำเตือนว่าถ้าเลี้ยวผิดไปจะเจออะไร แถมพอถึงปากทางเข้ายังมีป้ายเขียนไว้อย่างติดตลกว่า ‘ขอบคุณที่หาเราเจอ’ ดูท่าครอบครัวมะจะเป็นครอบครัวที่ขี้เล่น สนุกสนานไม่น้อย

ข้อสมมติฐานของเราถูกต้องเมื่อ แวว-มนธิรา มาเยอะ ออกมาต้อนรับเราพร้อมรอยยิ้มร่าเริงแจ่มใส เธอเป็นเจ้าของฟาร์มสเตย์แห่งนี้ รวมถึงเป็นเกษตรกรสวนกาแฟ บาริสต้ามือดี และแม่ของเด็ก ๆ ตระกูลมะอีกด้วย

ที่นี่เป็นฟาร์มสเตย์เนื้อที่ 40 ไร่บนดอยปางขอน มีที่พัก 5 หลังขนาดกะทัดรัดพอให้ได้นอนกอดอุ่น ๆ ชื่อว่า บ้านพ่อมะ แม่มะ มะนาว มะปราง มะตูม มองเห็นต้นนางพญาเสือโคร่งได้ในระดับเอื้อมมือถึง

แต่ปางขอนไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เป็นแหล่งชื่นชมดอกซากุระเมืองไทยเท่านั้น พี่แววสร้างชื่อให้หุบเขาแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟพิเศษอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยด้วยเช่นกัน จากคนชงกาแฟสำเร็จรูป เด็ดเมล็ดเชอร์รีสดขายเป็นกิโล เธอพัฒนาตัวเองจนส่งสารกาแฟติดอันดับ TOP 10 Cup of Excellence Thailand รายการที่เปรียบเสมือนเวทีออสการ์ของกาแฟพิเศษทั่วโลกถึง 2 ปีซ้อน รวมถึงได้อันดับ 6 ใน Thai Specialty Coffee Awards ปี 2024 ด้วยคะแนน 87.38

ความพิเศษของฟาร์มสเตย์แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่การตื่นมาชมหมอกขาวในวันอากาศหนาว 

แต่คือการได้เดินสำรวจสวนกาแฟและเรียนรู้วิถีของมันตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ

เห็นแวว

เรานั่งคุยกันอย่างเป็นกันเองที่คาเฟ่เล็ก ๆ ของฟาร์ม โดยมี จูน ลูกหลานชาวปางขอนที่เรียนจบแล้วเลือกกลับมาทำงานที่บ้าน รับหน้าที่เป็นบาริสต้าแนะนำเมล็ดประจำวัน และมี น้องมะนาว เด็กสาวตัวป่วน กับเจ้าซากุระ แมวลายสลิดจอมซุกซนเป็นฉากหลัง

พี่แววเล่าว่าไร่กาแฟเป็นมรดกเดียวของที่บ้าน ทำมาแล้ว 39 ปี ก่อนเธอจะเข้ามารับช่วงต่อใน 10 ปีหลังนี้ 

เดิมชาวปางขอนนิยมเก็บเมล็ดเชอร์รีสดขาย ตกกิโลกรัมละไม่เกิน 10 บาท ต่อมาแบรนด์กาแฟชื่อดังระดับโลกก็เข้ามารับซื้อกะลากาแฟจากชาวบ้าน แต่เนื่องจากสวนของพี่แววไม่ได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน จึงพลาดโอกาสเข้าร่วม นั่นกลับทำให้เธอคิดค้นวิธีที่จะขายกาแฟได้เองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

คำว่า ‘กาแฟพิเศษ’ เกิดขึ้นมาในช่วง 5 ปีหลัง พี่แววอุทิศชีวิตตัวเองให้กับการลองผิดลองถูกตามประสาคนไม่กินกาแฟ โดยใช้เวทีประกวดเป็นแรงผลักดัน เพราะไม่มีความมั่นใจในเมล็ดของตัวเอง และที่แน่ ๆ เธอประเมินคุณภาพของกาแฟไม่เป็น

“ส่งไปปีแรกได้คะแนน 78 เองนะ กรรมการบอกว่ามีสารเคมี กับมีกลิ่นเหมือนถุงเท้าเน่า”

แล้วปีนี้ล่ะได้เท่าไหร่ – เราถามเธอ

“87” พี่แววตอบเสียงเบา ส่วนเราส่งเสียงร้องโฮ

โจทย์ของการส่งประกวดในตอนนั้น มีเพียงเธออยากรู้ว่าสายพันธุ์คาร์ติมอร์เป็นเกรดกาแฟพิเศษได้หรือไม่ หลังได้รับคำติติงกลับมา เธอก็เริ่มปฏิวัติสวนของพ่อแม่ที่ใช้ยาฆ่าหญ้ามาเป็นเวลานาน ติดตามเกษตรกรจากพื้นที่อื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จทางออนไลน์ จนได้รับความรู้ที่ถูกต้องกลับมาพร้อมมิตรภาพชาวไร่ ทั้งการปลูก การเก็บเกี่ยว การตาก การหมัก การแปรรูป ส่งผลให้กาแฟของไร่ครอบครัวมะติดท็อป 10 ทุกปีที่เข้าแข่งขัน แม้ไม่ใช่สายพันธุ์ดีอย่างอาราบิก้าหรือเกอิชาก็ตาม

“ใคร ๆ ก็ไม่เข้าใจนึกว่าเราเป็นบ้าไปแล้ว” เธอเล่าย้อนความถึงจุดเริ่มต้น “เขาบอกว่า โอ้ย ทําตัวเหมือนมีกาแฟเยอะ จะไปขายให้ใคร เขาไม่ชอบความยุ่งยาก

“เราก็มีคําถามต่อมาว่า เออ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าไปขายให้ใคร เพราะเรายังไม่ได้ผลิตมันออกมาเลย ต้องทําก่อนถึงจะรู้ ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องงมงาย เพราะเราต้องใช้เวลากับมันจริง ๆ และต้องรักที่จะทําด้วย 

“ทั้งดอยปางขอนปลูกแต่คาร์ติมอร์ เราพัฒนารสชาติมันได้ด้วยการ Process หลัง ๆ เลยมีคนปางขอนเกือบ 20 คนลองส่งประกวด เพราะเขาเห็นเราติดอันดับ ปีล่าสุดคืออยู่ในท็อป 10 ประมาณ 7 คน”

นอกจากกาแฟพิเศษจะทำให้ดอยปางขอนเป็นที่รู้จักมากกว่าดอกนางพญาเสือโคร่ง มันยังสร้างอาชีพให้คนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิดเพราะมีงานรองรับ แทนที่จะกระจัดกระจายหางานทำในเมืองหลวง เช่นเดียวกันกับจูนที่เลือกกลับมาเรียนปริญญาโทภาควิชากาแฟ

ครอบครัวตัวมะ 

หลังจิบเครื่องดื่มจากบาริสต้ามือสมัครเล่นไปหลายจอก ก็ตาตื่นพอจะเดินชมที่พักไปพร้อมกับเจ้าบ้าน

บ้านทั้ง 5 หลังตั้งลดหลั่นกันบนเนินสวนกาแฟ แบ่งเป็น 2 ฝั่งชัดเจนประหนึ่งแยกพ่อแม่ลูก บ้านมะปราง บ้านมะนาว บ้านมะตูมอยู่ด้านบน ตั้งเรียงกันเป็น 3 สาวพี่น้อง ส่วนบ้านพ่อมะกับบ้านแม่มะอยู่ด้านล่าง สร้างขึ้นจากความตั้งใจของพี่แววกับสามีที่อยากนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้กับชุมชนอีกครั้ง

“ปางขอนปลูกกาแฟ 100% ไม่มีอาชีพหมุนเวียน เราอยากเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยว”

เป็นที่ทราบดีว่าฤดูกาลเก็บเกี่ยวอยู่ที่ราว ๆ 6 เดือน เธอจึงสร้างที่พักขึ้นมาพร้อม ๆ กับการก้าวขาเข้ามาในวงการกาแฟพิเศษเมื่อ 5 ปีก่อน

แน่นอน พี่แววในตอนนั้นก็ไม่มีความรู้เรื่องการทำที่พักด้วยเช่นกัน แต่เธอมีโจทย์ชัดเจนเสมอ 

โจทย์ในการทำที่พักของเธอ คือการสร้างบ้านให้คนชอบกาแฟมานอนพัก 

โดยพี่แววกับสามีลงมือสร้างด้วยตัวเอง แม้ไม่มีประสบการณ์ ไม่ใช่คนชอบท่องเที่ยว อาศัยหาแรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์ แล้วประดิดประดอยด้วยทักษะงานฝีมือที่สั่งสมมาทั้งชีวิต บ้านมะนาวกับมะปรางจึงเกิดขึ้นเป็น 2 หลังแรก พร้อมห้องน้ำที่สร้างขึ้นนอกตัวบ้าน เพราะตั้งใจแบ่งพื้นที่ชานพักให้เป็นลานกางเต็นท์ ดอกนางพญาเสือโคร่งที่เห็นทุกวันจนชินตาก็กลายเป็นวิวล้ำค่าที่หาได้ยากในเมืองใหญ่

บ้านมะตูมถูกสร้างขึ้นทีหลัง เราชอบบ้านนี้เป็นพิเศษ โชคร้ายหน่อยที่วันนั้นมีแขกเข้าพักพอดีเลยไม่ได้เก็บภาพมาฝากกัน แต่บ้านมะตูมเป็นบ้านหลังเดียวที่มีสะพานยื่นออกไปจากตัวบ้าน ทำให้ยิ่งใกล้ชิดกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ทั้งยังหันกลับมาถ่ายรูปด้านหน้าตัวบ้านได้ แตกต่างจากบ้านหลังอื่น ๆ

เธอพาเราเดินต่อไปยังบ้านพ่อมะกับแม่มะที่หน้าตาด้านนอกคล้ายคลึงกัน มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าบ้านรุ่นลูก เพราะไม่ได้ยินเสียงจอแจจากร้านกาแฟ รวมถึงไม่เปิดให้คนนอกเข้ามาในพื้นที่ ทั้ง 2 หลังมีอ่างอาบน้ำให้นอนแช่แสงจันทร์ด้วยนะ 

ความพิเศษของบ้านพ่อมะคือจะได้เห็นดอกนางพญาเสือโคร่งอยู่ตรงหน้าพร้อมวิวดอยปางขอนแบบ 180 องศา ทั้งยังร่มรื่นมากในช่วงใบไม้ร่วงโรย ส่วนบ้านแม่มะแม้จะไม่มีกิ่งของนางพญาเสือโคร่งยื่นเข้ามาในตัวบ้าน แต่ความพิเศษคือจะได้ยินเสียงน้ำไหลจากลำธารด้านล่างและอากาศเย็นตลอดปี 

“คนถามว่าไฮไลต์ของที่นี่คืออะไร เห็นพระอาทิตย์ขึ้นไหม เห็นทะเลหมอกไหม มีแบบคาเฟ่สวย ๆ ให้เช็กอินไหม เราไม่มีอะไรเลยนะ

“เราไม่เคยมีภาพในจินตนาการว่าจะทําบ้าน 5 หลัง ทำคาเฟ่ แต่กาแฟดึงดูดคนให้มาที่นี่ เราควรต้องมีกาแฟเสิร์ฟ ควรขายเมล็ดของเรา ควรมีกิจกรรมให้เขาได้เรียนรู้สวน ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เราอยากให้ชาวบ้านเห็นว่าการท่องเที่ยวเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ไม่ต้องลงทุนเยอะ ค่อย ๆ ทำเหมือนที่เราเริ่มสร้างไปทีละหลังก็ได้”

ลูกค้ากว่า 60% ของที่นี่เป็นคนชื่นชอบกาแฟที่อยากมาเรียนรู้วิชา ส่วนอีก 40% เป็นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ การันตีได้จากการมีลูกค้าเข้ามาแวะชิมกาแฟที่ร้านไม่ขาดสาย แม้ไม่ได้เข้าพัก

เป็นอีกครั้งที่ความสำเร็จของฟาร์มสเตย์ครอบครัวมะสร้างแรงบันดาลใจให้กับชาวบ้าน ปัจจุบันบนดอยปางขอนมีที่พักจำนวน 13 ที่ ไม่รวมลานกางเต็นท์ 

กาแฟ 101

ช่วงสวยที่สุดของที่นี่คือช่วงฤดูฝน ต้นไม้จะเขียวขจี แต่ดอกนางพญาเสือโคร่งจะบานสะพรั่งจนย้อมป่าให้เป็นสีชมพูในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เราที่มาช่วงปลายฝนต้นหนาว ได้เห็นกิ่งก้านของมันก็สวยแปลกตาไปอีกแบบ เห็นจะมีก็แต่ลูกเชอร์รีที่ติดอยู่เต็มต้น

“ตอนนี้ยังเป็นคาร์ติมอร์อยู่ อีก 2 ปีโซนนี้จะเป็นสายพันธุ์จาวา เราปลูกเพื่อเรียนรู้ด้วย แล้วเวลาทํากิจกรรมเราก็ให้ดูความแตกต่างของสายพันธุ์ที่นี่เลย”

พี่แววไม่ได้พูดประโยคด้านบนในป่าลึก เธอพูดกับสวนหลังบ้าน

เราสังเกตได้ว่าแปลงกาแฟของเธอไม่ได้ตั้งเรียงแถวกันตรงดิ่งอย่างเป็นระเบียบ แต่เดินไปทางไหนก็เห็นมันเติบโตได้ทุกหย่อมหญ้า ปะปนไปกับไม้สูงต่ำอื่น ๆ ทั้งต้นแม็กคาเดเมีย นางพญาเสือโคร่ง งาขี้ม่อน มะแขว่น ฯลฯ ที่ให้ร่มเงาได้ดี และดอกใบล้วนหล่นพื้นกลายเป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยม

แขกที่มาเข้าพักทุกคนเดินเยี่ยมชมสวนของเธอได้เต็มที่ แต่หากต้องการเรียนรู้วิถีกาแฟจริงจัง ที่นี่ก็มีกิจกรรมไว้รองรับ แบ่งออกเป็นการเรียนรู้แบบ One Day Trip และการเรียนรู้แบบ 2 วัน 1 คืนที่จะเข้มข้นมากกว่า 

เราถือโอกาสนี้ติดสอยห้อยตามพี่แววมาเรียนรู้วิชา โดยเธอพาเราลัดเลาะจากบ้านพัก ผ่านคอกไก่ 30 ตัวที่ไม่มีตัวไหนอยู่ในคอกเลย เพราะพี่แววปล่อยเดินอิสระ มีแปลงกาแฟที่ปลูกบนดินเดิมที่ใช้สารเคมีเปรียบเทียบให้เห็น เด็ดผลเชอร์รีต้นนั้นมาชิมที ต้นนี้มาชิมที เห็นใบไม้ไหนที่กินได้ก็ชิมหมด ถูกปากก็ดีไป ไม่ถูกปากก็เก็บไว้ในใจ 

เดินต่อไปยังลานตากกาแฟ ชมเครื่องลอยกาแฟ ฟังพี่แววเล่าเรื่องกระบวนการแปรรูปเมล็ดรูปแบบต่าง ๆ ทั้ง Natural Process, Honey Process, Washed Process ใกล้ ๆ กันเป็นโรงหมักกาแฟที่มีถังหลายขนาดวางเรียงราย บ่งบอกว่าพวกมันผ่านการทดลองเล่นแร่แปรธาตุมานักต่อนัก เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอกับโรงคั่วกาแฟ แล้วเดินไปอีกน้อยก็จะกลับไปที่คาเฟ่พอดิบพอดี 

ไม่รู้อะไรเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างการมีแนวคิดว่าอยากเผยแพร่ความรู้เรื่องกาแฟกับการทำสวน เพราะเราชอบที่กิจกรรมของพี่แววเดินครบจบได้เป็นวงกลม ซึ่งเรียงลำดับตามกระบวนการทำกาแฟทุกประการ นั่นทำให้เราสนุกและตื่นตาตื่นใจกับการเห็นการเดินทางของกาแฟในขั้นตอนต่อ ๆ ไปมาก ตั้งแต่เก็บเมล็ดเชอร์รีสด ๆ จนลงสู่แก้ว 

ขนาดพี่แววย่นย่อกิจกรรมของเธอให้เราทำทั้งหมดในไม่กี่ชั่วโมงได้ ยังรู้สึกฮึกเหิมจนอยากเป็นผู้ประกอบการคาเฟ่และอยากจะคุยโม้เรื่องสายพันธุ์กาแฟกับคนอื่นซะเดี๋ยวนี้ 

ถ้าได้ทำกิจกรรมอย่างจริงจังแบบเต็มวัน คงเป็นประสบการณ์ที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต

ว่าไหมล่ะ

นอนบ้านเพื่อน

นอกจากได้ความรู้และความสนุกสนานกลับบ้าน เรายังได้ความเสียดายกลับไปด้วย

กาแฟดี ๆ กับอากาศหนาว ๆ ยิ่งทำให้เสียดายที่ไม่ได้นอนค้างที่นี่ เสียดายที่ไม่ได้อยู่ทำกิจกรรม เสียดายไม่ได้พูดคุยกับพี่แววและจูนมากกว่านี้

เพียง 1 ชั่วโมงจากตัวเมือง เราเหมือนหลุดเข้ามาบนดอยห่างไกล บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,300 เมตร รู้อยู่แล้วว่าอากาศจะเย็นชื้นเหมาะกับต้นกาแฟ แต่ครอบครัวมะทำให้เรารู้สึกถึงความอบอุ่น ตั้งแต่โลโก้ร้านที่วาดโดย เด็กหญิงมะปราง รวมทั้งศิลเปรอะอื่น ๆ ที่ตกแต่งอยู่รอบตัวบ้าน

มื้อเช้าพวกคุณจะได้ทานอาหารเมืองฝีมือครอบครัวมะ มื้อกลางวันพี่แววอาจจะกระโดดติดรถไปด้วย เพราะเธออยากพาคุณไปทานก๋วยเตี๋ยวไก่ดำสูตรปางขอน ส่วนมื้อเย็นพวกเขาจะเสิร์ฟอาหารแบบจัดเต็ม ทั้งหมูกระทะชุดใหญ่ ไก่ทอดมะแขว่น ยำใบชา จนคุณลืมไม่ลง

ที่สำคัญ ยังมีร้านค้าที่จำหน่ายของทำมือ เมล็ดกาแฟติดอันดับ ชาแปรรูป ไปจนถึงเหล้าบ๊วยหอม ๆ ยั่วยวนใจ เผลอชิมไม่เท่าไหร่ก็ได้ติดกระเป๋ากลับบ้านมาด้วย

สำหรับเรา การมาที่ฟาร์มสเตย์แห่งนี้ไม่ใช่การหนีความวุ่นวายมาพักผ่อน แต่เหมือนการไปบ้านเพืื่อนสนิทสักคนที่เป็นเจ้าของฟาร์มใหญ่โต ใจดียอมเปิดบ้านทุกซอกมุม แถมยังเล่าเรื่องประวัติของตัวเองได้สนุกมาก ๆ จนอยากหาเวลาว่างไปเที่ยวบ้านมันอีกสักครั้ง แม้ปากทางจะเข้ายากกว่าใครเพื่อน แล้วคุณจะไม่แปลกใจว่าทำไมผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ถึงกล้าทำเรื่องยิ่งใหญ่อย่างการบุกเบิกกาแฟพิเศษและเปิดที่พักเป็นคนแรก ๆ บนปางขอน

โจทย์ของพี่แววเมื่อ 4 ปีก่อนมี 2 ข้อด้วยกัน หนึ่ง พิสูจน์ว่ากาแฟสายพันธุ์คาร์ติมอร์เป็นเกรดกาแฟพิเศษได้หรือไม่ และสอง คือการสร้างบ้านให้คนชอบกาแฟมานอนพัก

เชื่อว่าแขกที่มาเข้าพักทุกคนคงมีคำตอบในใจว่าเธอทำสำเร็จหรือไม่

เราไม่บอกหรอก จนกว่าคุณจะได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

3 Things you should do

at Ma Family Coffee Farm

01

ลองทำกิจกรรมเรียนรู้กาแฟ 3 Processes พร้อมรับกาแฟดริปกลับบ้าน

02

ลองชิมไซรัปบ๊วยสูตรพิเศษ เพราะที่นี่แปรรูปผลไม้และเมนูอื่น ๆ นอกจากกาแฟได้รสเยี่ยม

03

ลองกินก๋วยเตี๋ยวไก่ดำเนื้อหนุบหนับกับเส้นยูนนานเหนียวหนึบ ที่ร้านกาแฟมิตรภาพใกล้ ๆ กัน

ไร่กาแฟครอบครัวมะ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง