จะมีโรงแรมไหนที่เปิดประตูบานนี้แล้วไปโผล่ฝรั่งเศส เปิดอีกบานแล้วไปโผล่ในห้องคุณยาย แต่เปิดอีกบานดันขึ้นไปอยู่ห้องใต้หลังคา!
นั่นแหละคือความรู้สึกของเราที่ได้เข้าพักที่ Kitsch Hotel โรงแรมใหม่แกะกล่องของ ลูกศร-ศรุติ ตันติวิทยากุล เจ้าของร้าน Daddy And The Muscle Academy และ อั้ม-บุญญนัน เรืองวงศ์ เจ้าของ FRANK! GARCON ร้าน Concept Store ยุคแรก ๆ ของไทยที่ประสบความสำเร็นจนกลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นมาถึงทุกวันนี้

คราวนี้ทั้งคู่เขยิบออกมาย่านราชเทวี ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสยาม ปรับปรุงโรงแรมเก่าอายุ 30 ปีให้กลายเป็น Theme Hotel แสนสนุกที่มีธีมห้องพักไม่ซ้ำกัน 19 แบบ เพียงขึ้นไปเช็กอินก็พบกับเจ้าเหมียวตัวโตรอต้อนรับด้วยการส่งสายตาปิ๊ง ๆ จนต้องรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพ
ทั้งคู่ใช้เวลา 3 เดือนที่คาบเกี่ยวกับการแต่งงานออกแบบโรงแรมนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ทุกห้องอบอวลด้วยความน่ารัก ผ่านกระบวนการคิดอย่างดี สะท้อนตัวตนและความชอบของพวกเขาได้เต็มเปี่ยม เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงนอนที่นี่คืนเดียวคงไม่พอ
เบื้องหลังประตูแต่ละบานจะเป็นยังไง เรายืมตัวทั้งคู่มาเล่าให้ฟัง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงภาพฝันอันใหญ่ พร้อมเปิดแค็ตตาล็อกห้องพักแบบจุใจให้ดูกันจนตาลายไปเลย!

“You had me at Hello”
Jerry Maguire
จุดเริ่มต้นของ Kitsch Hotel มาจากการที่ลูกศรอยากขยายธุรกิจให้ไกลกว่าแค่เสื้อผ้า และสนใจการทำโรงแรมอยู่ก่อนแล้ว ประจวบเหมาะกับญาติของเธอแนะนำว่ามีโรงแรมเก่าประกาศขาย หลังปิดตัวไปในช่วงโควิด-19 ตั้งอยู่ในทำเลทองอย่างราชเทวี ทั้งคู่ก็ไม่รีรอที่จะมาเห็นด้วยตาตัวเอง และตัดสินใจลงมือทำธุรกิจใหม่ที่ห่างไกลจากตัวเองไม่น้อย
“Concept Store ที่เราทํา ประสบการณ์ของลูกค้าอยู่แค่ 15 นาที – 1 ชั่วโมง แต่เราอยากทําให้เขาอยู่กับเราได้นานทั้งคืน ดังนั้น ทุกอย่างต้องพิเศษ”
แม้ไม่เคยทำโรงแรมมาก่อน แต่พวกเขาเก่งมากเรื่องการตลาดและระบบหลังบ้าน ตั้งแต่คอนเซปต์ที่ลูกศรเล็งเห็นโอกาสว่าในกรุงเทพฯ ยังไม่มีโรงแรมที่ชูโรงเรื่องศิลปะและแฟชั่นมากนัก และคนไทยไม่คุ้นชินกับ Theme Hotel หรือโรงแรมที่ตกแต่งและออกแบบภายใต้แนวคิดเฉพาะตัว สิ่งนี้จึงกลายเป็นสารตั้งต้นให้แปลงโฉมโรงแรมเก่าเป็นห้องพัก 29 ห้อง 19 สไตล์

ที่สำคัญ พวกเขาเข้าใจกลุ่มลูกค้าของตัวเองทะลุปรุโปร่ง รู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และยอดขาดของร้าน Daddy And The Muscle Academy ดีกว่า จึงเน้นออกแบบห้องให้มีความหวานมากกว่าเท่ และทำห้องที่รองรับแขกได้ถึง 4 คนมากกว่าห้องที่นอนได้เพียง 2 คน เพราะเหล่าบรรดาพี่สาวชาวจีนมักจับกลุ่มกันมาเป็นแก๊ง
โดยหัวใจสำคัญคือต้องออกแบบทุกห้องให้ Instagramable เพื่อถ่ายรูปทำคอนเทนต์ได้ทุกจุด ไม่ใช่แค่นอนหลับสบาย แต่เป็นสตูดิโอแฟชั่นไปในตัว เพราะรู้ว่าตลาดหลักของพวกเขาอยู่บน Instagram และต้องการให้แขกมีส่วนร่วมกับศิลปะโดยไม่จําเป็นต้องเป็นศิลปะจริงจังแบบ Realistic Art กลายเป็นจุดเด่นของโรงแรมที่เราประทับใจมาก

“May the force be with you.”
Star Wars
Kitsch Hotel เป็นโรงแรมที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะสไตล์ Kitsch
ในยุคหนึ่ง ผู้คนยกย่องว่าศิลปินต้องจบจากสถาบันศิลปะเท่านั้น ภาพวาดต้องสมจริงงดงาม ใครทำศิลปะแบบนอกกรอบหรืือหยิบเอาสิ่งของไร้ค่ามาทำเป็นงานศิลป์ มักจะถูกต่อต้านและตราหน้าว่า Kitsch Art เรียกได้ว่าเป็นคำพูดเชิงเหยียดหยามด้วยซ้ำไป
แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ศิลปะไม่มีขอบเขต ศิลปินระเบิดไอเดียได้อย่างอิสระ จนมีงานสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบให้ผู้คนได้เลือกเสพ โดยไม่ต้องกลัวว่างานของตัวเองจะมีคุณค่าหรือไม่
“เวลาทํางานมักเริ่มจากคอนเซปต์ก่อน แต่บางห้องเราได้วิธีการก่อน แล้วค่อยหาคอนเซปต์เข้ามาแทรก นั่นแหละคือความ Kitsch”
อั้มขยายความต่อจากลูกศรว่า บางครั้งเขาก็ได้เฟอร์นิเจอร์มาก่อน แล้วคิดธีมของห้องทีหลัง เรียกได้ว่าพ่อค้าของมือสองแทบทั้งกรุงเทพฯ ไม่มีใครไม่รู้จักทั้งคู่ เพราะพวกเขาตระเวนหาของเก่าตั้งแต่ตอนทำบ้านตัวเอง
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Kitsch Hotel แตกต่างคือที่นี่ออกแบบและรับเหมาโดยเจ้าของโรงแรม
ใช่แล้ว เรากำลังจะบอกว่าครอบครัวของลูกศรทำธุรกิจก่อสร้างอาคาร เมื่อผนวกเข้ากับความถนัดด้านแฟชั่นของทั้งคู่ จึงเกิดเป็นโรงแรมที่ได้มาตรฐานทั้งการใช้งานและการออกแบบ โดยไม่ต้องพึ่งพา Interior Designer นั่นทำให้รายละเอียดทุกอย่างตรงกับภาพที่คิดไว้ จนอาจพูดได้ว่าที่นี่ล้วนตกแต่งด้วยของมือสองหายากสภาพดี และทั้งคู่ให้ความสำคัญกับ Custom Made มากถึงมากที่สุด
หากอ่านไปจนถึงด้านล่าง คุณจะเห็นว่าหมอนอิง เตียงนอน ชุดคลุมอาบน้ำ ของแต่ละห้องไม่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่สีสัน แต่รวมถึงคำศัพท์เฉพาะต่าง ๆ บางผืนเขียนว่า Moring Kitsch บางผืนเขียนว่า Night Kitsch แม้กระทั่งผิวสัมผัสของผ้าก็แตกต่าง เพื่อให้สอดคล้องกับธีมของห้องนั้น ๆ
หรือไม่ต้องเปิดประตูเข้าไปดูในห้องก็ได้ เพียงเดินสำรวจทุกชั้นก็จะสัมผัสถึงความตั้งใจของพวกเขา ตั้งแต่ผนังที่แตกต่างกันทุกชั้น ลิฟต์เอย บันไดเอย แม้แต่บัวทรงกลมที่ไม่เคยเห็นที่ไหนก็บรรจงติดทีละลูก ทาสีทีละลูก เพืื่อแลกกับความสวยงาม
“ตอนผมทำโฆษณา ผมต้องไปพรีเซนต์งานกับลูกค้าแล้วเล่าไอเดียให้ฟัง แต่ผมไม่มีโอกาสเล่าไอเดียเหล่านั้นให้ผู้บริโภคที่เป็นคนซื้อจริง ๆ ฟัง การทำโรงแรมก็เหมือนกัน สิ่งเดียวที่จะสื่อสารออกไปได้คือความรู้สึกที่เขาได้เข้าอยู่” อั้มอธิบาย
“เราใส่หัวใจเข้าไปในทุก ๆ รายละเอียด เพราะเราอธิบายให้แขกฟังทั่วถึงไม่ได้อยู่แล้ว การใส่เรื่องราวให้ห้อง ให้สิ่งของ จะเป็นการเล่าเรื่องให้แขกรู้สึกได้เอง”
แม้ Kitsch Art จะให้อิสระแก่พวกเขามาก แต่ก็มีบางห้องที่ไม่ได้ไปต่อเพราะโดดเด้งออกมาจากภาพรวมมากเกินไป อั้มเล่าเรื่องห้องในยานอวกาศที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง 2001: A Space Odyssey อย่างน่าเสียดาย แต่บรรดาห้องพักที่เราจะหยิบมาเล่าต่อจากนี้ก็เป็นเวอร์ชันที่ลงตัวที่สุดแล้ว
“Life is like a box of chocolates. You never know what you’re gonna get.”
Forrest Gump


เริ่มจากห้องแรกชื่อว่า Kitsch แค่ตั้งชื่อเดียวกันกับโรงแรมก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นห้องซิกเนเจอร์
รับประกันว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไป ทุกคนต้องสะดุดตากับเค้กก้อนใหญ่ตรงหน้า พวกเขาได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ดังเรื่อง The Queen’s Gambit ว่าด้วยหญิงสาวทรงเสน่ห์ที่กลายเป็นอัจฉริยะหมากรุก ห้องนี้จึงตกแต่งด้วยโทนสีฟ้า ชมพู และลายตาราง ได้กลิ่นอายยุค 1950 ที่ความเชื่อเรื่อง American Dream กำลังเฟื่องฟู พักได้สูงสุด 4 คน เหมาะสำหรับกลุ่มเพืื่อนซี้ที่อยากมาฉลองวันเกิดแบบสุด ๆ ส่วนใครอยากได้รูปลงไอจีเก๋ ๆ เหมือนกำลังโผล่ออกมาจากเค้ก ขอกระซิบบอกว่าเค้กก้อนนี้ขยับออกมาได้ด้วยนะ!

ไปต่ออีกห้อง ชื่อว่า New Romance บอกเลยว่าถ้าใครอยากนอนท่ามกลางทุ่งดอกไม้ต้องห้ามพลาด เพราะได้แรงบันดาลใจจากศิลปะอาร์ตนูโว เต็มไปด้วยเส้นโค้งอ่อนช้อยและรูปทรงธรรมชาติ ทั้งเตียงคู่สไตล์เจ้าหญิง ผ้าม่านฟูฟ่อง กระจกทรงเปลือกหอย และบรรดาหงส์สีขาวนวลตัวเล็กตัวน้อยที่วางประดับอยู่ทั่วห้อง ห่อหุ้มด้วยผนังลายดอกไม้สุดประณีต โดย Gottsill ศิลปินที่วาดเองกับมือ หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ห้องต่อมาที่รับรองว่าคุณต้องไม่เคยเห็นที่ไหนคือห้อง Teddy แค่เปิดประตูเข้าไปก็ตะลึงพรึงเพริดกับเจ้าหมีตัวใหญ่ยักษ์! สมความตั้งใจของทั้งคู่ที่อยากให้มีสักห้องที่เปิดเข้ามาแล้วต้องว้าว เจ้าหมีตัวนี้ไม่ได้บ้องแบ๊วเหมือนตัวอื่น ๆ แต่ปรับลุคให้เป็นหมีน้ำตาลสุดเคร่งขรึมในธีมผจญภัย ได้แรงบันดาลใจจากการไปโร้ดทริปที่ Yosemite สหรัฐฯ แล้วที่นั่นใช้หมีเป็นสัญลักษณ์เกือบทุกโรงแรม บวกกับภาพยนตร์ Moonrise Kingdom โดย Wes Anderson เราจึงได้เห็นวอลล์เปเปอร์ลายภูเขา Yosemite National Park ตกแต่งด้วยกระจกลายไม้ ก๊อกน้ำรูปหมี หุ่นของสัตว์หลากชนิดที่คล้ายกับการออกไปล่าสัตว์ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังผจญภัยจริง ๆ

ต่อมา ลูกศรพาเราไปห้องที่ชื่อจริงว่า Candy Cottage แต่เธอตั้งชื่อเล่นให้ว่าห้องคุณยาย เพราะตั้งใจออกแบบให้เป็นห้องที่เต็มไปด้วยงานอดิเรกของคุณยายนักสะสม ทั้งถ้วยชา กาน้ำ ข้าวของเครื่องใช้สไตล์วินเทจ ตกแต่งด้วยปฏิทินภาพหรือ Cross-stitch ทำมือ มีกิมมิกน่ารัก ๆ เป็นนิตติ้งที่ยังถักไม่เสร็จ พร้อมสีสันแบบจัดเต็ม มองไปทางไหนก็ถ่ายรูปได้ทุกมุม เป็นอีกห้องที่เราชอบและสนุกกับการทำความรู้จักคุณยายคนนี้มาก ๆ

สำหรับใครที่เป็นแฟนหนังเรื่อง The Virgin Suicides ต้องกรี๊ดกับห้องนี้ เพราะแทบจะถอดแบบจากในหนังมาเต็ม ๆ ลูกศรเองก็ชอบมาก จึงออกแบบให้เป็นเหมือนบ้านที่เพื่อนเจ้าสาวมานอนพักคืนก่อนแต่งงาน เปิดประตูเข้ามาเจอทั้งหน้าต่าง บันได และฝ้าที่ตีปิดราวกับห้องใต้หลังคา ได้กลิ่นอายของ Sofia Coppola ผู้กำกับหญิงแห่งยุคที่สะท้อนความไร้เดียงสาของเด็กสาวและความโรแมนติกได้ดีเยี่ยม

ไปต่อกับห้องใต้หลังคาจำลองอีกห้องที่เราชอบมากที่สุด สมชื่อ Hideout Cabin แทบจะเป็นห้องเดียวที่ให้ความรู้สึกมืดทึบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว พอฟังอั้มเล่าก็ไม่แปลกใจว่าทำไม เพราะนี่เป็นห้องที่อั้มฝันอยากมีตอนอายุ 15 ซึ่งห้องของเด็กผู้ชายมักจะเป็นห้องเก็บของหรือเป็นห้องที่พ่อแม่ไม่ต้องการ เขายอมเสียพื้นที่ด้านบนไปเพื่อทำเพดานให้คล้ายกับห้องใต้หลังคา และใช้ไม้สนเพิ่มความสมจริงเข้าไปอีก บวกกับได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์เรื่อง Stranger Things จึงเต็มไปด้วยโปสเตอร์ แผ่นเสียง เกมกระดาน พร้อมไฮไลต์ที่อั้มภูมิใจนำเสนอ คือหน้าต่างหลอกที่ปรับเปลี่ยนแสงได้ตามต้องการ ทั้งแสงเช้า บ่าย เย็น ยิ่งทำให้ห้องนี้มีชีวิตชีวา เหมือนมานอนบ้านเพื่อน

ก่อนไปห้องถัดไป ขอถามว่าใครเคยเห็นภาพชายนิรนามที่ซ่อนใบหน้าใว้หลังแอปเปิลของ René Magritte บ้าง
ห้อง Forbidden Apple นี้จะพาทุกคนหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการจนเหมือนนอนในลูกแอปเปิลเลยจะบอกให้!
พวกเขาผ่าครึ่งแอปเปิลลูกใหญ่ยักษ์ให้ลอยอยู่ท่ามกลางผนังและเพดานลายท้องฟ้า ด้านล่างเป็นกระจกให้ทุกคนเงยหน้าถ่ายรูปเล่นได้ ส่วนด้านในเล่นกับไฟสีเหลืองนวล ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ข้างในผลแอปเปิล ตกแต่งด้วยสารพัดของกุ๊กกิ๊กรูปแอปเปิล ทั้งกระจกแอปเปิล หมวกแอปเปิล โคมไฟแอปเปิล นาฬิกาแอปเปิล กรอบรูปแอปเปิล ขนาดโมบายยังเป็นลายแอปเปิล!


สำหรับคนที่ชอบห้องโทนกลาง ๆ ไม่ฉูดฉาดหรือสดใสมากเกินไป เราว่าห้อง Color Block ที่ตกแต่งสไตล์ Mid-century Modern ก็น่ารักกำลังพอดี ผสมผสานเฉดสี เหลือง น้ำเงิน และเขียว ตัดกับเส้นสีแดงเพิ่มความโดดเด่น ให้ความรู้สึกสว่างและเรียบง่ายมากกว่าห้องอื่น หรือห้อง Blanc Chateau ในสไตล์ฝรั่งเศสดั้งเดิมก็น่าจะถูกใจเช่นกัน เน้นสีขาวสบายตา เรียบหรู แต่ประณีต ภายในประดับด้วยภาพศิลปะและกามเทพ เหมือนหลุดเข้ามาในฝรั่งเศส


ปิดท้ายด้วยห้องสวีตที่ใหญ่ที่สุดในโรงแรมด้วยพื้นที่กว่า 49 ตารางเมตร ชื่อว่า Pink Pavillion เหมืือนจำลองห้องนั่งเล่นของสาวแสบในยุค 1980 ตกแต่งด้วยสีชมพูหวานชื่นถึงใจ เป็นห้องเดียวที่มีอ่างอาบน้ำตั้งอยู่กลางห้อง เพิ่มความหรูหราด้วยดอกไม้เล็กใหญ่ที่ประดับอยู่ทั่วทุกมุม พร้อมเตียงใหญ่ 2 เตียงที่ชวนเพื่อนมาจัดปาร์ตี้วันหยุดได้สบาย



อ้อ เห็นแต่ห้องใหญ่ ๆ ที่นี่ก็มีห้องขนาดเล็กที่สนุกสนานไม่แพ้กันด้วยนะ เช่น ห้อง Floral Oasis ทุ่งดอกไม้สุดอบอุ่น ห้อง Urban Jungle ตกแต่งสไตล์ซาฟารี ห้อง Fusion Pop เต็มไปด้วยลวดลายทางและสีสันจัดจ้าน


และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด โซนที่เราชอบมากจนอยากเติม ก ไก่ อีก 10 ตัว คือโซนห้องพักขนาด 4 – 6 คน ให้ความรู้สึกเหมือนโฮสเทลสุดเก๋ไก๋ เพราะมาในตีมห้องพักนักกีฬา High School ต่างประเทศ พร้อมเตียง 2 ชั้น โดยมีทั้งหมด 6 ห้องด้วยกัน หลากสีสัน หลากเอกลักษณ์เฉพาะตัว แถมตกแต่งด้วยตู้ล็อกเกอร์จริง ๆ และพืื้นที่ใช้สอยส่วนกลางที่ได้บรรยากาศเหมือนเตรียมแข่งขันกีฬาสุด ๆ
“To Infinity and Beyond!”
Toy Story
เป้าหมายยิ่งใหญ่ของทั้งคู่คืออยากทำธุรกิจให้เป็นหมุดหมายของชาวต่างชาติ เช่นเดียวกับการก่อตั้งร้าน FRANK! GARCON และ Daddy And The Muscle Academy ขึ้นมา เพื่อรวบรวมผลงานของคนไทยมากฝีมือ เปรียบเสมือนโชว์รูมศิลปะที่โชว์ความสามารถของศิลปินไทย แม้ตอนนี้พวกเขาจะขยับขยายมาทำโรงแรม แต่ก็เพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่าเมืองไทยก็ทำ Theme Hotel ได้ถึงเหมือนกัน
“ผมบอกลูกศรตลอดว่า เดี๋ยวเราก็ลืมความเหนื่อยไปแล้วแหละ แต่ผลงานต่างหากคือสิ่งที่เราจะจำได้ แล้วเราอยากจะจดจำผลงานแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือผลงานที่เราทําเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์
“ลูกค้าบางคนแค่อยากหนีจากชีวิตประจําวันของตัวเอง โรงแรมของเราทำให้เขารู้สึกเหมืือนได้ไปต่างประเทศหรือหายเข้าไปในอีกดินแดนหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาซึมซับความสุขได้ตั้งแต่ก้าวขาเข้ามาในโรงแรม แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทํางานในแวดวงศิลปะ แต่ถ้าเข้ามาพักโรงแรมเราก็อาจจะได้แรงบันดาลใจในการทํางานต่อไปในวันใหม่ของเขา แค่นี้ก็นับเป็นความสำเร็จของเราแล้ว
“สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดในการทําธุรกิจ คือการเห็นคนเข้ามาแล้ว โหย อันนั้นก็น่ารัก อันนี้ก็น่ารัก ที่นี่ก็เหมือนกัน ผมจะตื่นเต้นแน่ถ้าแขกเข้ามาแล้วตาเป็นประกาย เสียดายที่ไม่เห็นตอนที่เขาเข้าไปในห้องได้”
ลูกศรเสริมว่า Kitsch Hotel เหมือนการทำข้อสอบเตรียมสอบมา 8 เดือน เธอไม่รู้หรอกว่าผลสอบจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้น แขกท่านไหนที่เข้าพักแล้วประทับใจ อย่าลืมสะกิดบอกให้ทั้งคู่หายเหนื่อย
ส่วนเราขอตอบแทนด้วยความยาวของบทความที่บรรยายทุกความตั้งใจของพวกเขา
3 Things you should do
at Kitsch Hotel

01
ไปอุดหนุนดีไซเนอร์ไทยที่ร้าน FRANK! GARCON กับ Daddy And The Muscle Academy สาขาสยาม

02
กินข้าวต้มกุ๊ยร้านซุบซิบที่ชั้น 6 ของโรงแรม พร้อมวิวกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา

03
ซึมซับบรรยากาศในทุก ๆ รายละเอียดของห้องพัก เพื่อดื่มด่ำศิลปะสไตล์ Kitsch




