เรารู้มาว่า ‘Ḥokma Boutique Hotel & Tropical Lounge’ เป็น Hidden Gem บนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เพราะแอบแวบไปนั่งอ่านรีวิวจากกูเกิลมา แต่ก็ยังตะหงิดใจว่ามันจะขนาดนั้นเลยเหรอ
จนมีโอกาสได้สนทนากับคู่หูเจ้าของโรงแรม Mattia Previti นักมานุษยวิทยาจากอิตาลี และ Yoel Niko Putras กราฟิกดีไซเนอร์จากอินโดนีเซีย ก็พบว่ามันขนาดนั้นเลยแหละ


Ḥokma เป็นภาษา Aramaic แปลว่า ปัญญา (Wisdom) ออกเสียงแบบไทย ๆ ว่า ฮกม้า
โรงแรมบูทีกสีแดงฉานแห่งนี้สร้างขึ้นท่ามกลางบรรยากาศชุลมุนของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยมีปณิธานว่าอยากเป็นโรงแรมที่สร้างความตระหนักรู้ด้านมนุษย์ วัฒนธรรม และสังคม
ตอนนี้ถ้าใครเผลอคิดว่า
‘ก็แค่ทำโบรชัวร์ให้ความรู้มาวางไว้ในห้องใช่ไหมล่ะ ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นเลย’
เราต้องขอเบรกไว้ก่อนว่า คิด-ผิด-แล้ว
Ḥokma
“สำหรับพวกเรา Ḥokma แปลว่า ความเข้าใจลึกซึ้งในมนุษย์ วัฒนธรรม และสังคม เราไม่ได้อยากให้แขกได้แค่ความรู้กลับไป แต่อยากปลูกฝังความช่างสงสัยและกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย”
Mattia เปรยจุดประสงค์ ซึ่งไทยแลนด์ก็เคยเป็นสถานที่แบบนั้นสำหรับเขา
กระแสชีวิตพัด Mattia ออกจากเมดิเตอร์เรเนียนมาไกลถึงอันดามัน เขาทำงานกับเจ้าของธุรกิจรีสอร์ตในจังหวัดกระบี่ในฐานะนักมานุษยวิทยา ทำงานเป็นสะพานเชื่อมเจ้าของธุรกิจชาวไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนอยากเริ่มทำธุรกิจที่พักของตัวเอง เพื่อนเลยแนะนำโฮสเทลเก่า ๆ บนเกาะพีพีให้
ทีแรกเขาเห็นว่าเกาะนี้ไม่หลงเหลือเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอีกแล้ว มันกลายเป็นสถานที่รองรับนักท่องเที่ยว คนที่มาที่นี่คือชาวต่างชาติที่อยากมาเกาะสวย ๆ ในทะเลเขตร้อนเพื่อนอนอาบแดด แต่เขากลับตัดสินใจสร้าง Ḥokma ขึ้น เพราะอยากใช้ความรู้ที่มีมานำเสนอวัฒนธรรมไทยให้ผู้คนบนเกาะพีพี


“ประเทศไทยไม่ใช่แค่ทะเลสีฟ้า เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หรือกรุงเทพฯ
“ผมอยากให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักเมืองไทยมากกว่านั้น ถึงจะมาพักแค่ชั่วคราวก็เถอะ”
Mattia ต่อสายไปยังเกาะสุมาตรา ชวน Niko เพื่อนเก่ามาร่วมธุรกิจด้วยกัน ทั้งคู่ช่วยกันออกแบบโรงแรมแห่งนี้ และก่ออิฐก่อปูนจนโรงแรมเปิดให้พักเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมปีนี้เอง
ถ้าคุณเดินทางไปถึง Ḥokma จะพบอาคาร 2 ชั้น มีพื้นที่ตรงกลางอาคารให้แสงธรรมชาติจากเพดานส่องลงมา ชั้นล่างตกแต่งเป็นล็อบบี้ ห้องอาหาร และบาร์ ด้านบนเป็นห้องพัก ส่วนกลางทาสีโทนอุ่นสไตล์โบฮีเมียน เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นมาจากยุค 70 ทว่าตกแต่งกลิ่นอายไทย ๆ จีน ๆ ตะวันตกนิด ๆ


เขาบอกว่าจริง ๆ ยังตกแต่งไม่เสร็จดี เพราะห้องพักเต็มตลอด ไม่รู้จะหาเวลาไหนมาตกแต่ง
“ผมว่าที่นี่คงไม่มีวันสร้างเสร็จ เราอยากให้ Ḥokma มีชีวิต มีความลื่นไหล เหมือนพิพิธภัณฑ์”
พวกเขามองว่ามนุษย์และวัฒนธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน
ตราบใดที่มนุษย์ไม่หยุดพัฒนา วัฒนธรรมก็ไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่
Ḥokma เองก็จะขอปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เช่นกัน
It’s a Trap!
แขกส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นลูกค้าต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ตามที่พวกเขาคาดไว้
แน่นอนว่าหลาย ๆ คนก็ตั้งใจมาค้างแรม นอนตีพุงสบาย ๆ หารู้ไม่ว่า Ḥokma ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นกับดักที่ใครหลงเข้ามาแล้วต้องถูกบังคับ (กลาย ๆ) ให้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและเอเชีย
ยังไม่ต้องก้าวเท้าเข้าห้องพัก แค่มาเช็กอิน แขกก็จะถูกโจมตีแบบไม่รู้ตัวด้วยดีไซน์ของ Niko
เขาตั้งใจใช้ศิลปะตะล่อมให้แขกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับที่นี่มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการออกแบบของใช้หลาย ๆ อย่างให้แขกงง ถ้าใครไม่กล้าถามก็จะใช้ไม่เป็น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณมาถึงที่นี่แล้วขอรหัสไวไฟ พวกเขาจะยื่นม้วนกระดาษที่หน้าตาเหมือนบุหรี่ให้ม้วนหนึ่ง คุณจะอึ้งจนต้องถามว่า “นี่มันอะไร” พวกเขาก็จะบอกให้คุณลองคลี่กระดาษออกดูสิ เมื่อนั้นคุณถึงจะพบกับรหัสไวไฟ
พวกเขาจะถือโอกาสบอกคุณว่า “นี่คือกระดาษห่อยาเส้น เอามามวนเส้นยาสูบได้นะ”
คุณตกหลุมพรางไปแล้ว 1 รอบ จากนั้นพวกเขาจะพาคุณเดินไปที่ห้อง
ห้องพักมีทั้งหมด 7 ห้อง ตกแต่งต่างกันชนิดที่ว่า เปิดเข้าไปคนละประตูเหมือนหลุดเข้าไปคนละมิติ แต่ยังคงธีมความเป็นไทยและเอเชีย ทั้งคู่เลือกของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์เองทุกชิ้น บางชิ้นมีอยู่แล้วเพราะพวกเขาชอบสะสมของเก่า แต่บางชิ้นก็ต้องไปเสาะแสวงหามาให้ได้ตามแบบที่ต้องการ


ห้องทั้ง 7 ได้แก่ ห้องฝิ่น ห้องอีสาน ห้องอันดามัน ห้องมิดเซนจูรี ห้องจีน ห้องอินเดีย ห้องรอยัล
แต่ละห้องมีแฟ้มข้อมูลทางประวัติศาสตร์เบื้องหลังที่ไม่เหมือนกัน และแขกจะต้องอ่านมันเพื่อตอบคำถามชิงรางวัลจาก Mattia และ Niko (พวกเขาไม่บอกว่ารางวัลคืออะไร ต้องไปลุ้นเอาเอง)
ถ้าคุณเลือกพักห้องฝิ่น ห้องจะมีบรรยากาศสลัว ๆ แดดส่องเข้ามาน้อย ๆ ให้บรรยากาศเหมือนกำลังนอนสูบฝิ่นควันโขมง แฟ้มข้อมูลในห้องเล่าว่าสมัยก่อนดินแดนแถบนี้ถูกชาติตะวันตกกดดันให้ปลูกฝิ่น คุณจะได้รู้จักดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ และจะได้รู้ว่าทำไมคนในภูมิภาคนี้ถึงเคยติดฝิ่นกันงอมแงม
ห้องมิดเซนจูรี แต่งสไตล์เวสเทิร์นสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง คุณจะได้รู้ว่า รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จประพาสยุโรปและพัฒนาชาติตามบรรทัดฐานชาวตะวันตก เพื่อไม่ให้สยามตกเป็นประเทศอาณานิคม

Why don’t you eat เผ็ด
ใครคิดว่าแค่นี้ก็สุดแล้ว แต่มันยังไปสุดกว่านี้ได้อีก เพราะแขกไม่มีทางอยู่ในห้องตลอดไป พวกเขาต้องออกมาทานอาหารและเดินยืดเส้นยืดสาย ซึ่งช่วงเวลานี้แหละที่ Mattia จ้องจะเล่นงานคุณ
ระวังให้ดี! ถ้าคุณเผลอเดินเข้าห้องอาหาร แล้วสั่งอาหารไทยไม่เผ็ด Mattia จะเดินเข้าไปชาร์จ
“ทำไมไม่กินเผ็ด” Mattia ถาม
คุณพูดแบบนั้นกับแขกเลยเหรอ – เราถาม
“แบบนั้นเลย” Mattia ตอบ
คุณถามแขกตรง ๆ แบบนั้นเลยเหรอ – เราย้ำ
“ก็ถามตรง ๆ ไปเลยสิ” Mattia ยืนยัน
เรามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะก๊ากออกมา
ไม่คิดเลยว่าพอพ้นวัยอนุบาลที่โดนครูบังคับให้กินผักแล้ว จะต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกรอบ แถมยังมาเจอที่โรงแรมบนเกาะพีพีเนี่ยนะ ก่อนเราจะคิดไถลไปไกล Mattia ก็ยกมือขออธิบายให้ฟังว่า
“ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องชอบรสเผ็ดนะ และผมก็ไม่ได้นำเสนอว่าอาหารไทยต้องมีรสเผ็ดเท่านั้นถึงจะเป็นอาหารไทยแท้ ๆ ผมอยากทำให้แขกเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คนไทยกินอาหารรสชาติแบบไหนกันนะ ถ้าเราทำให้เขาอยากรู้จนกล้าที่จะลอง ผมว่านี่แหละความสำเร็จของ Ḥokma”
เขาบอกว่า บางทีคนเราก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงไม่อยากทำบางสิ่งบางอย่าง อาจกลัวไปก่อนเท่านั้นเอง การที่เขาถามไม่ได้อยากให้แขกยิ่งกลัว แต่ถามเพื่อให้แขกตามหาคำตอบ คำตอบที่เป็นที่มาของการปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ เพราะไม่แน่ว่าถ้าเราเจอสาเหตุแล้ว มันอาจปลดล็อกบางอย่างในจิตใจเราก็ได้
แขกในอุดมคติของพวกเขาคือคนที่อยากทดลองอะไรใหม่ ๆ ชอบตั้งคำถามเยอะ ๆ ส่วนพวกที่ไม่ค่อยชอบคือพวกที่ไม่ยอมออกจากห้อง แล้วพวกที่เกลียดที่สุดก็คือพวกที่ขัดขวางการเรียนรู้ของคนอื่น
“ที่นี่มีห้องพักแค่ 7 ห้องครับ ถ้าทุกห้องยินดีมาทำกิจกรรมร่วมกัน ใช้พื้นที่ส่วนกลางด้วยกัน จำนวนคนไม่ได้เยอะเกินกว่าที่เราจะรับมือไหว แต่กลับกัน ถ้ามีห้องใดห้องหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ไม่อยากฟังเพลงไทย ๆ ที่เราเปิด มาขอให้เราเปลี่ยนเพลง แขกที่เหลือทั้งหมดก็จะอดฟังไปด้วย”


Spoonful of Sugar Helps the Medicine Go Down
สิ่งที่พวกเขาทำฟังดูสนุก บางคนก็อาจรู้สึกน่ากลัวนิด ๆ แต่จริง ๆ เราจะบอกว่า Mattia และ Niko พยายามอย่างมากที่จะทำให้ที่พักของพวกเขาน่าสนใจมากกว่า เพราะถ้าไม่สนุก คนก็ไม่อยากมาเรียนรู้ จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้โหดขนาดนั้นหรอก พวกเขามักจะเลือกทำอะไรที่เข้าใจง่าย เช่น บางวันพวกเขาจะสั่งบัวลอยหรือขนมอะไรที่กินสบาย ๆ มาให้แขกลองชิม เพื่อที่เขาจะได้เล่าที่มาของขนมเหล่านั้นได้
ครัวของที่นี่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากหลายชุมชนในไทย มาทำอาหารฟิวชันไทย-ญี่ปุ่น เพราะอยู่บนเกาะ หาปลาสด ๆ ง่าย เหมาะกับทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่นเน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ และปรุงรสชาติให้ออกมาแบบไทย ๆ ที่แฝงเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของวัตถุดิบต่าง ๆ ถือเป็นตัวเลือกที่ทั้งอร่อย ทั้งสนุก
ส่วนบาร์สไตล์ Jazz Kissa เสิร์ฟตั้งแต่ไวน์ไทยดี ๆ จนถึงเหล้าขาวที่เราคุ้นเคย
ตกค่ำหน่อยที่นี่ก็เปิดหมอลำบ้าง เปิดเพลงลูกทุ่งบ้าง เปิดเพลงแจ๊สบ้าง
ถ้าคุณอยากไปสำรวจรอบเกาะ Ḥokma ยังช่วยประสานเรือเช่าของลูกหลานชาวประมงให้โดยไม่ไม่คิดค่าคอมมิชชันสักบาทเดียว รับรองว่าคุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ล้ำค่าบนเกาะแห่งนี้แน่นอน


“ผมเคยพูดไทยไม่ได้ เคยไม่รู้ว่าอาหารไทยรสชาติยังไง แต่การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สนุกนะ”
Mattia เล่าวีรกรรมสมัยมาไทยแรก ๆ ว่า เคยไปนั่งก๊งกับชาวประมง ช่วยเขาซ่อมแห ฟังเขาแหลงใต้ เพราะอยากรู้จริง ๆ ว่าคนไทยอยู่กันอย่างไร เขาเข้าใจดีว่าการมาอยู่ในที่ใหม่ครั้งแรกยากเสมอ
เราจะบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะพวกเขาตั้งใจมาก ๆ ที่จะทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับแขก
เราถามคำถามสุดท้ายว่า ทำไมต้องตั้งใจอยากให้แขกสนใจวัฒนธรรมขนาดนั้นด้วย ว่ากันตรง ๆ ทั้ง 2 คนก็ไม่ใช่คนไทยเสียหน่อย ถ้าทำเพื่อการตลาดก็ว่าไปอย่าง แต่นี่จะลงแรงกันเยอะไปไหม
“เพราะวัฒนธรรมต้องเจอการเปลี่ยนแปลงและเลือนหายไปในสักวันหนึ่ง ก่อนจะถึงวันนั้นเราขอเล่าถึงมันสักหน่อยแล้วกัน พอถึงเวลาที่มันหายไปก็ไม่รู้จะเอากลับมายังไง” เหตุผลง่าย ๆ แค่นั้นเลย
ไม่ว่าจะเป็นการที่ Niko ตั้งใจออกแบบสิ่งต่าง ๆ ให้น่าสนใจหรือ Mattia ที่ตั้งใจมานั่ง Deep Talk กับแขก ก็ทำไปด้วยความหวังที่ว่าอยากให้แขกได้รับอะไรกลับไปมากกว่าแค่การพักผ่อน
ไม่ใช่แค่แขกที่ได้เรียนรู้จากที่นี่ เขาทั้งคู่ก็บอกพวกเขาพร้อมเรียนรู้จากแขกเช่นเดียวกัน ถ้าชาวไทยคนไหนอยากมาติดเกาะ (พีพี) ที่ Ḥokma หรืออยากไปแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ พวกเขายินดีอย่างยิ่ง

3 Things you should do
at Ḥokma

01
ลองเปิดหู – รับฟังเสียงของผู้คนและเสียงเพลง

02
ลองเปิดตา – ดูงานศิลปะที่ Mattia และ Niko ตั้งใจจัดแสดง และอ่านข้อมูลต่าง ๆ

03
ลองเปิดต่อมรับรส – กล้าชิมสิ่งที่ไม่เคยชิม




