28 ธันวาคม 2024
844

นี่เป็นทริปมัลดีฟส์แรกในชีวิต เราเดินทางด้วยสายการบิน Bangkok Airways บินช่วงสาย ๆ ถึงมัลดีฟส์ช่วงบ่าย ๆ หลังเท้าก้าวออกจากสนามบิน เห็นวิวทะเลอยู่ลิบ ๆ ฟ้าใสและแดดจ้าสะใจมาก

เราพักกับ ‘Dusit Thani Maldives’ รีสอร์ตสัญชาติไทยบนเกาะมุดดูห์ (Mudhdhoo) ที่รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ เพราะทำเลที่ตั้งตรงนี้เป็นเขตสงวนชีวมณฑลแห่งแรกและแห่งเดียวในโลกที่ได้รับการประกาศโดยองค์กรยูเนสโก แถมอยู่ไม่ไกลจากมาเล (Male) เมืองหลวงของมัลดีฟส์ 

เรานั่งเจ้าเครื่องบินน้ำราว 30 นาทีก็ถึงรีสอร์ต มีพนักงานมาต้อนรับและสวัสดีทักทาย ซึ่งพนักงานที่ว่ารวม General Manager ด้วยนะ หลังจากซดเวลคัมดริงก์จนหมด บัตเลอร์จะเข้ามาแนะนำตัว พาเราไปนั่งรถบักกี้เพื่อทำความรู้จักพื้นที่รอบเกาะและสถานที่ต่าง ๆ ในรีสอร์ต (การทัวร์สั้น ๆ ช่วยเราได้เยอะมาก ขอเฉลยทีหลังว่าเพราะอะไร) ใช้เวลาไม่นาน 10 – 15 นาทีก็วนครบรอบ ถ้าสงสัยหรืออยากรู้อะไรก็ถามบัตเลอร์ได้เลย จากนั้นบัตเลอร์ขับรถไปส่งหน้าบ้าน เราพัก Waterfront Pool Villa ติดทะเล

“Welcome Home” – นี่คือประโยคแรกที่บัตเลอร์ชาวมัลดิเวียนพูดกับเราเมื่อมาส่งที่บ้านพัก ประโยคสั้น ๆ นี้ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ชวนให้เราอยากทำตัวสบาย ๆ เหมือนพักผ่อนอยู่บ้านจริง ๆ

ถึงเวลาสำรวจ! เราเดินสำรวจตั้งแต่หน้าบ้านยันชานระเบียง เราชอบที่ดุสิตธานีคงกลิ่นอายความเป็นไทยไว้อย่างแยบยล แม้เปิดรีสอร์ตไกลบ้านก็ตาม เริ่มตั้งแต่หน้าบ้าน มีตุ่มพร้อมกระบวยสำหรับล้างเท้า ภายในตกแต่งอย่างเรียบหรู เพดานสูงห้องโปร่งโล่ง แค่เปิดระเบียงรับลมก็อยู่สบายโดยไม่ต้องพึ่งแอร์คอนดิชัน นอกระเบียงมีสระว่ายน้ำ ที่สำคัญ บ้านพักยื่นลงไปในทะเล ก้าวเท้าลงบันไดก็ว่ายน้ำได้เลย

ความน่ารักคือกุญแจห้องเป็นรูปเต่า บนโต๊ะข้างเตียงก็มีตุ๊กตาปลากระเบนแมนตา เพื่อนรักใต้ท้องทะเลที่เป็นไฮไลต์ของคนมามัลดีฟส์ และรีสอร์ตแห่งนี้ก็เป็นจุดเช็กอินของกระเบนแมนตา (Manta Rays) น้อง ๆ จะแวะมาทักทายนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ทันดูนะ เพราะบัตเลอร์จะโทรแจ้งเราก่อนล่วงหน้า พร้อมมารับ-ส่งถึงที่ รับรองว่าคุณจะไม่พลาดช่วงเวลาสุดพิเศษใต้ท้องทะเลแน่นอน

เราได้พูดคุยกับ Jean-Louis Ripoche ที่เป็น General Manager ของ Dusit Thani Maldives เพื่อทำความรู้จักรีสอร์ตแห่งนี้มากยิ่งขึ้น เขาบอกว่าที่นี่มีคอนเซปต์หรูหราก็จริง มิใช่หรูหราแบบโอ้อวด แต่เป็นความหรูหราที่เข้าถึงง่าย ผสมผสานวัฒนธรรมไทย-มัลดีฟส์เข้าด้วยกัน ให้แขกรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง

“พวกเราเคารพทุกสิ่งที่นี่ รวมถึงธรรมชาติอันเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญ สปาของเราโดดเด่นมาก เพราะอยู่ในป่า หากคุณรับบริการที่สปา จะรู้สึกเหมือนได้อยู่บนต้นไม้เลยล่ะ ยังไม่หมดเท่านั้นนะ เรายังมีแนวปะการังที่สวยที่สุด ชนิดที่ว่าติดอันดับ 1 ใน 5 ได้เลย จุดเด่นคือแขกเข้าถึงแนวปะการังได้จากห้องพักเพียง 5 – 10 เมตรเท่านั้น นี่เป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้เราแตกต่าง” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

Jean-Louis ยังเล่าให้ฟังอีกว่า เดิมทีเราจะคุ้นตาว่านักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของมัลดีฟส์มักเป็นคู่รัก แต่รีสอร์ตนี้มุ่งเน้นนักเดินทางทุกกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันมีแขกกลุ่มครอบครัวมาท่องเที่ยวมัลดีฟส์มากขึ้น

“ปัจจุบันมัลดีฟส์ให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มครอบครัวมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาจะมาก็ต่อเมื่อรู้สึกปลอดภัย เพราะก่อนหน้านี้การมามัลดีฟส์ให้ความรู้สึกว่าต้องผญจภัย แต่ที่นี่เราทำให้การผจญภัยปลอดภัยมากขึ้น ในรีสอร์ตมีหมอและพยาบาลดูแลตลอด 24 ชั่วโมง มีคิดส์คลับสำหรับเด็ก ๆ ด้วย”

ขอยืนยันว่าในรีสอร์ตมีทุกอย่างครบครัน มีบ้านหลังเล็ก ๆ เสมือนคลินิก ซึ่งทุกคนภาวนาว่าขอให้คุณหมอไม่ต้องทำงาน (ฮา) ยังมีสนามเทนนิส มีลานดูหนังกลางแจ้ง มีแปลงผักปลอดสารพิษ ฯลฯ ที่เราจำได้ว่าบนเกาะมีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะพาหนะในการเดินทางไปที่ต่าง ๆ ของเราคือจักรยาน

ใช่แล้ว เราปั่นจักรยานทุกวัน ทำให้มีเวลาแวะตรงนั้นที ตรงโน้นที ซึ่งการนั่งรถบักกี้ทัวร์รอบเกาะก็ทำให้เราจำเส้นทางได้แม่นขึ้น แม้จะหลงบางอยู่ครั้งสองครั้ง แต่ก็ถือว่าสนุกและเรียกเหงื่อได้ดีทีเดียว

ต้นไม้บนเกาะเป็นต้นไม้ดั้งเดิมที่มีมาแต่แรก ทางรีสอร์ตไม่ได้ตัดทิ้งแม้แต่ต้นเดียว เพื่อรักษาธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งป่าบนเกาะยังเป็นบ้านของสัตว์มากมาย ตอนเช้า ๆ เราได้ยินเสียงนกร้อง นาฬิกาปลุกจากธรรมชาติทำงานดีเหลือเกิน ระหว่างปั่นจักรยานก็เห็นกะปอมน้อยโผล่มาทักทาย บางทีเห็นกิ่งไม้ไหว ๆ ไม่ทันตกใจ เพราะยิ้มละไมให้ความน่ารักของกระรอกตัวจ้อยที่กำลังปีนป่ายไปมา

จะว่าไป การติดเกาะก็รื่นรมย์ดีเหมือนกันนะ เพราะได้ใกล้ชิดธรรมชาติแบบถึงใจ เท้าย่ำทราย กายปะทะมหาสมุทร พอท้องฟ้าเปลี่ยนสีเข้าสู่ยามพลบเสียงคลื่นซัดก็คอยขับกล่อมจนหลับสนิท

มาพักที่นี่ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะมีกิจกรรมให้ทำสารพัด ทั้งกิจกรรมบนบกและกิจกรรมใต้ท้องทะเล และอย่างที่บอกตอนต้นว่า พื้นที่นี้อยู่ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลของยูเนสโก จึงมีกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างโครงการอนุรักษ์ทะเลที่แขกเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูปะการังและทำความสะอาดใต้ท้องทะเล รวมถึงการดำน้ำตื้น-ดำน้ำลึกกับไกด์มากประสบการณ์ เพื่อสำรวจเพื่อนพ้องในมหาสมุทร

ที่นี่มี Activity Centre ที่รวมกิจกรรมประจำสัปดาห์ให้แขกได้เพลิดเพลิน ถูกใจเด็ก ๆ เป็นพิเศษ เรามี 2 กิจกรรมที่ทำแล้วประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง หนึ่ง ทำกระดาษ เจ้าหน้าที่นำกระดาษใช้แล้วภายในสำนักงานมาปั่นละเอียด ผสมน้ำ แล้วชวนแขกทำกระดาษแผ่นใหม่ จะทำเป็นที่คั่นหนังสือก็ได้ ถ้าขยันหน่อยก็ทำเป็นสมุดเล่มจิ๋วก็ได้ ที่น่ารักดีคือแขกบางคนก็หยิบดอกไม้-ใบไม้แถวนั้นมาผสมกับเยื่อกระดาษด้วย เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่สนุกกันได้ทั้งครอบครัว และยังสะท้อนแนวคิดความยั่งยืนที่จับต้องได้ด้วย

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เราให้คะแนนเต็มคือ Back of the House Tour เป็นการทัวร์หลังบ้านของรีสอร์ต เราได้เห็นตั้งแต่ถังยักษ์เก็บน้ำมันกว่า 300,000 ลิตร การจัดการน้ำ ไฟ และพลังงานภายในรีสอร์ต ซึ่งคนนำทัวร์ก็เป็นวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งทำงานอยู่ที่ Dusit Thani Maldives นั่นเอง เราได้เห็นมุมจัดการขยะ-ขยะเศษอาหาร ซึ่งขยะเศษอาหารจะกลายเป็นปุ๋ยที่นำไปใช้ในแปลงผัก และที่นี่ใช้ขวดแก้วแทนขวดพลาสติก จึงมีห้องสำหรับล้างและฆ่าเชื้อขวดแก้วโดยเฉพาะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ 

“อย่างที่ทราบกันดีว่าดุสิตธานีให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาก ด้วยความที่เราอยู่บนเกาะ จำเป็นต้องผลิตน้ำใช้เองและบำบัดน้ำเสียเอง รวมถึงจัดการของเสียอินทรีย์ด้วย เรามีระบบหมักปุ๋ยที่ช่วยจัดการของเสีย และนำปุ๋ยนี้ไปใช้ในสวน เรายังผลิตน้ำดื่มผ่านระบบ RO และนำน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลไปใช้สำหรับการรดน้ำต้นไม้ ทำให้เราเป็นเหมือนเกาะที่พึ่งพาตัวเองและยังรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

“บนเกาะนี้คุณจะไม่พบขวดพลาสติกเลย เพราะเราไม่ใช้พลาสติก บางโครงการอาจติดต่อเรามาเพื่อขอเก็บพลาสติก แต่คำตอบคือเราไม่มีพลาสติกให้เก็บ เพราะเราเลิกใช้แล้วจริง ๆ และเรายังมีแผนช่วยเหลือชุมชนบนเกาะใกล้เคียง เช่น สนับสนุนการสร้างโรงงานบรรจุขวดน้ำเพื่อให้ชาวเกาะผลิตน้ำใช้เอง และช่วยลดการใช้พลาสติกในมัลดีฟส์ ซึ่งปัญหาพลาสติกเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำลายระบบนิเวศ

“ด้านพลังงาน แม้ว่าแหล่งพลังงานหลักของเราจะยังเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล แต่เราเริ่มติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานธรรมชาติ ช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และในปีหน้าเรามีแผนลงทุนเพิ่มในแผงโซลาร์เซลล์อีก เพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง” พี่ใหญ่ของที่นี่ให้คำมั่น

นอกจากเห็นการจัดการหลังบ้านที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เรายังได้เห็นความเป็นอยู่ของพนักงานที่นี่ที่มีทั้งคนไทย คนมัลดิเวียน และชนชาติต่าง ๆ อยู่ร่วมกัน ซึ่ง Jean-Louis ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพนักงานเช่นกัน เขาเข้าใจดีว่าการจากบ้านมาทำงาน-ใช้ชีวิตบนเกาะไม่ใช่เรื่องง่าย

“เรามีหมู่บ้านที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว และสิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมากที่นี่ คือคาเฟ่แคนทีนของเรา จริง ๆ แล้วเราเรียกมันว่าแคนทีนไม่ได้เลย เพราะมันดีกว่าร้านอาหารหลายแห่งเสียอีก ผมกับภรรยาทานอาหารที่นี่ทุกวัน เรามีความสุขมาก สิ่งนี้สำคัญมาก คือการมอบอาหารที่ดีให้กับพนักงาน

“ที่แคนทีนของเราให้บริการข้าวถึง 3 ชนิดในแต่ละมื้อ เพราะเรามีพนักงานจากหลายเชื้อชาติ เช่น คนอินเดียจะไม่ทานข้าวแบบเดียวกับคนไทย แม้แต่คนศรีลังกาก็ยังทานข้าวต่างจากคนอินเดีย เราใส่ใจในเรื่องนี้เพื่อให้พนักงานรู้สึกสบายใจที่สุด ส่วนความเป็นอยู่ เรามีที่พักที่ดีสำหรับพนักงาน และมีกิจกรรมบันเทิงมากมาย เช่น กีฬา โต๊ะสนุกเกอร์ ฟิตเนส สนามวอลเลย์บอล แบดมินตัน และฟุตบอล สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างทีมเวิร์ก พนักงานจากหลากหลายทีมจะได้เล่นด้วยกัน สร้างความผูกพันกันในทีม

“เราทำงานกันเหมือนครอบครัวครับ แม้จะไม่ได้จัดการในรูปแบบที่เป็นการดูแลเหมือนพ่อแม่ดูแลลูก แต่เราใกล้ชิดกับพนักงานมาก เรามีความยืดหยุ่นค่อนข้างมาก เพราะการใช้ชีวิตบนเกาะอาจดูสวยงามในช่วงแรก แต่เมื่อคุณต้องอยู่ในที่เดิมตลอดเวลา เราจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ที่พนักงานรู้สึกสบายใจ ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดแข็งของดุสิต ธานี มัลดีฟส์ ตั้งแต่เริ่มต้น หนึ่งในสิ่งที่น่าภูมิใจคือ 35% ของพนักงานที่นี่อยู่กับเรามาตั้งแต่เปิดตัวเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากรีสอร์ตอื่น ๆ ในมัลดีฟส์ที่ประสบปัญหาเรื่องการจ้างงานและอัตราการลาออกสูง เราเชื่อว่าเมื่อพนักงานมีความสุข พวกเขาก็จะส่งมอบบริการที่ดีให้กับแขกได้”

เราเชื่อดั่ง GM ว่าเพราะเราสัมผัสได้ถึงการบริการที่ดีจากพนักงานทุกคน เราดีใจทุกครั้งที่ไม่ว่าจะปั่นจักรยานไปมุมใดของเกาะก็ตาม พนักงานจะส่งยิ้มหวาน ๆ และเซย์ฮัลโหลทักทายอยู่เสมอ 

อ้อ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือสปา แน่นอนว่า Devarana Spa ชื่อเสียงเลื่องลือ เราได้นวดกับเทอราปิสคนไทย น้ำหนักมือดีมาก ท่วงท่าพลิ้วไหวราวไผ่ลู่ลม เราจำได้ว่าหลับลึกจนส่งเสียงกรน แต่ ณ วินาทีนั้นก็ไร้สิ้นความเขินอาย เพราะร่างกายฟ้องว่าช่างผ่อนคลายสบายอารมณ์เสียจริง ๆ 

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Wellnese จะจัดที่ Devarana Spa ทั้งคลาสโยคะ คลาสเสียงบำบัด ฯลฯ ก็แหม บรรยากาศดีเสียเหลือเกิน นอกจากเพลงชวนเคลิ้มก็มีแต่เสียงนกจากกิ่งโน้นกิ่งนี้ที่ขับขานแข่งกับเสียงบรรเลง และห้องสปาก็อยู่สูงลิ่วเทียบต้นไม้ เป็นการทำสปากลางป่าที่สงบและเพลินใจที่สุด

เทวารัญสปาอยู่ติดกับ Tree of Life ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำ Dusit Thani Maldives หากแวะไปดูใกล้ ๆ จะมีแผ่นป้ายไม้แขวนไว้รอบ ๆ ซึ่งแขกจากทั่วโลกมาเขียนคำอธิษฐานไว้ อ่านเพลินดีเหมือนกัน

บ่ายคล้อย เราปั่นจักรยานไปตามนัดหมายของสมาชิกในทริป เรานัดกันที่ห้องอาหารเบญจรงค์ (คุ้นชื่อใช่ไหม) ห้องอาหารไทยที่ผสานรสชาติสไตล์มัลดีฟส์ แต่ถ้าอยากกินแบบถึงเครื่องไทยแท้ก็กระซิบบอกเชฟได้นะ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่รีสอร์ตกำลังจะเปิดตัวห้องอาหารใหม่พอดี เราจึงได้ร่วมกิจกรรมสนุก ทำกิมจิโฮมเมดกับเชฟมากฝีมือ อ้อ ห้องอาหารที่ว่า ชื่อ Sala เสิร์ฟอาหารวีแกนผสมผสานอาหารแพลนต์เบสที่กินได้ทุกวัย บอกเลยว่าเป็นอาหารวีแกนที่รสชาติเยี่ยมยอด อร่อยยกนิ้วจนลืมเนื้อสัตว์ไปเลยล่ะ

ที่นี่ยังมีอีก 2 ห้องอาหาร คือ Sea Grill บริการอาหารทะเลสดใหม่ เมนูเนื้อและมังสวิรัติ The Market ห้องอาหารบุฟเฟต์นานาชาติที่เสิร์ฟอาหารให้อิ่มอร่อยตลอดวัน ตอนเช้าเรามากินเบรกฟาสต์ที่นี่ มีโอกาสลองเมนูท้องถิ่นมัลดีฟส์หลายเมนู จานที่ชอบที่สุดคือ Tuna Mashuni ปิดท้ายด้วย Sand Bar (อยู่ใกล้ระยะเดินถึงจาก Sea Grill) บาร์ริมชายหาดที่มีค็อกเทลสูตรพิเศษ พร้อมวิวอาทิตย์ลับขอบฟ้า

ซึ่งตอนกลางคืนที่ห้องอาหาร The Market จะมีการแสดงท้องถิ่นด้วย เต้นกันสนุกมาก 

สายถ่ายรูปต้องไม่พลาดอาหารเช้าที่เสิร์ฟในสระว่ายน้ำ สีสันของเมนูอาหาร ผัก ผลไม้ ช่างตัดกับสีน้ำทะเลและสระว่ายน้ำสีเขียวสดใสได้ดีเหลือเกิน แนะนำให้ตื่นเช้ามาแชะนะ! เพราะแดดแรง

คืนสุดท้ายก่อนกลับประเทศไทย เราทบทวนความรู้สึกและประสบการณ์ตลอด 3 คืน เรารู้สึกหายเหนื่อยเมื่อหย่อนกายลงในเตียงนุ่ม ๆ หลังจากผจญภัยมาทั้งวัน เราภูมิใจมากที่ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเพราะแสงแดดอ่อนสาดส่องกระทบกระจก ที่สำคัญ เราได้ใกล้ชิดธรรมชาติทั้งยามหลับตาและลืมตาตื่น การได้เห็นสีเขียวขจีของป่าไม้และเทอร์ควอยส์ของมหาสมุทร เติมเต็มพลังกายและพลังใจได้มากโข และ Dusit Thani Maldives ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมพวกเราควรรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ

เรานั่งอยู่บนเครื่องบินน้ำลำเล็ก ๆ ที่กำลังลอยอยู่บนฟ้า เห็นพนักงานชุดเดิมกับที่ยิ้มหวานและกล่าวทักทายในวันที่เรามาถึง พวกเขาโบกมืออำลาด้วยรอยยิ้มจนพวกเราหายวับเข้าไปในมวลเมฆ

3 Things

you should do

at Dusit Thani Maldives

01

ลองว่ายน้ำกับปลากระเบนแมนตา

02

ลองกินอาหารมัลดิเวียนรสชาติต้นฉบับ

03

ลองปั่นจักรยานชมธรรมชาติและสัตว์จิ๋วรอบเกาะ

Dusit Thani Maldives

Writer & Photographer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก