โดยปกติแล้วเวลาต้องไปพูดคุยกับคนทำโรงแรม ที่พัก หรือแล้วแต่จะนิยามตามเจ้าของ หากไม่ไกลเกินเหนื่อย ผมมักจะเดินเท้าเพื่อทำความรู้จักย่านนั้นสักเล็กน้อยก่อนเข้าไปพูดคุยกับโรงแรมถึงละแวกที่พวกเขาตั้งอยู่ แต่หนนี้การเดินเหมือนเป็นสถานการณ์บังคับ
เพราะกระทั่งตัวเจ้าของก็ต้องเดินเข้ามาผ่านชุมชนวัดดาวดึงษาราม ย่านบางยี่ขัน ที่ยังเต็มไปด้วยร้านรวงของคนพื้นที่ ตั้งแต่ร้านตัดผมเปิดโล่ง ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ยันร้านก๋วยเตี๋ยวที่ตั้งอยู่ตรงข้ามที่พักติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดหมายของผมในวันนี้

แม้จะเรียกว่าที่พัก แต่เจ้าของสถานที่แห่งนี้กลับบอกว่า เธอไม่อยากเรียกมันว่าโรงแรมเลย อาจจะเพราะเคยเป็นบ้านเก่าของครอบครัว ตัวโฉนดที่อยู่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก็เขียนเอาไว้ว่า ร.ศ. 125 นับคร่าว ๆ ก็ปาเข้าไป 118 ปี
มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นบ้านของคุณยายทวดทั้ง 3 คน ผู้มีชื่อว่า มรกต, พลอย และ ทับทิม
ตกทอดมาสู่คุณยายที่มีชื่อว่า ชมพูนุท (ทองคำบริสุทธิ์)
และปัจจุบันนี้เองที่ รดา-รดามณี รอดเกิด อัญมณีคนล่าสุดของตระกูลตัดสินใจรีโนเวตบ้านของครอบครัวให้กลายเป็น ‘บ้านมณี’ (BAAN MANEE) คาเฟ่และที่พักมองเห็นป้อมพระสุเมรุ ร่วมกับ อิงค์-วรรณวลี วงศ์สวรรค์ คนรัก พร้อมโจทย์แรกที่ว่า
“เราไม่อยากให้มันกุ๊กกู๋ เพราะพอคนเห็นว่าเป็นบ้านไทยริมน้ำ เขาก็จะคิดว่ามีผีไหม” รดาเริ่มต้นบทสนทนานี้ด้วยอารมณ์ขัน

ความทรงจำสมัย ร.ศ. 125
พวกเรานั่งคุยกันในห้องพักชั้นล่างที่ชื่อว่า ‘มรกต’ เป็นห้อง Duplex ขนาดใหญ่สุดของบ้านมณี แถมยังเป็นห้องที่ส่วนระเบียงนั้นยื่นออกไปอยู่ใกล้และเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาชัดที่สุด
รดาไม่รอช้า เริ่มเล่าถึงความผูกพันที่เธอมี ทั้งความทรงจำที่เคยเล่นน้ำในแม่น้ำ ชิงช้ากลางบ้าน ที่นั่งดูทีวีก่อนไปโรงเรียน ชั้นลอยของห้องนี้ที่ยังคงเก็บไว้ เอาเข้าจริงไม่ใช่แค่เธอ แต่คนในครอบครัวก็รักบ้านริมน้ำหลังนี้มากกว่าจะมองมันเป็นแค่สมบัติตกทอดทั่วไป เพราะทั้งคุณพ่อคุณแม่และคุณตาคุณยายต่างก็แต่งงานกันที่นี่ แห่ขบวนขันหมากกันมาทางเรือ เพียงแต่เปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานไปตามกาลเวลา

“เรามีความทรงจำกับบ้านหลังนี้เยอะมากกก” รดาลากเสียงคำว่ามากยาวจนน่าเชื่อ “แต่เสน่ห์ของบ้านตอนนั้นเป็นเพราะผู้คนมากกว่า เมื่อก่อนคุณตาเป็นหมอ คุณยายเป็นพยาบาล ก็เลยเปิดคลินิกที่นี่ ด้วย ความที่คนเข้าออกตลอดเวลา บ้านก็จะมีสีสันเพราะไม่เคยเงียบเลย”
แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปในท่อนเปิด ด้วยขนาดของถนนในชุมชนที่เล็กแคบ พอรดาอายุได้ 5 ขวบ ครอบครัวของเธอจึงย้ายออกไปอยู่ในเมืองเพื่อการเดินทางที่สะดวกขึ้น ส่วนคนในบ้านก็ทยอยย้ายออกไป จนวันหนึ่งบ้านก็ถูกทิ้งร้างไร้ผู้อาศัยกว่าสิบปี
“คุณพ่อกับคุณแม่เข้ามาดูแลบ้านอยู่ตลอด แม่อยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด ทีแรกแค่จะดีดบ้านขึ้นเพราะกลัวทรุด ผ่านไปสักพักหนึ่ง เราที่เริ่มไม่มีความสุขกับงานประจำ อยากมีอะไรเป็นของตัวเอง เลยลองคิดดูว่าจะทำอะไรกับบ้านหลังนี้ดี ซึ่งเราเป็นคนชอบกินและชอบงานบริการ เลยอยากมีคาเฟ่กับห้องพัก”

รีโนเวตบ้านเก่า จะยากสักแค่ไหน
“โอ้… ยาก” รดาหัวเราะเมื่อเริ่มเล่าถึงความยากลำบากของการรีโนเวตบ้านริมน้ำอายุนับร้อยปีหลังนี้
“ช่างที่มาดูให้ก็บอกว่ายากมากเลยนะ ใช้เงินเยอะมากเลยนะ เราหยุดความคิดไปแป๊บหนึ่ง แล้วก็มาตัดสินใจช่วงก่อนโควิดไม่นานว่า เริ่มเลยดีกว่า รื้อถอนช่วงปลาย พ.ศ. 2563 ก่อสร้างใช้เวลาทั้งหมด 4 ปี ผลจากโควิดและเราไม่มีประสบการณ์ ตอนนั้นเราเด็กมาก เลยคิดว่ารีโนเวตบ้านคงไม่ยากหรอก สรุปเพิ่งเสร็จปีที่แล้ว จริง ๆ ยังไม่เสร็จดีด้วยนะ แต่รู้สึกว่าถ้าเราไม่เปิดตอนนี้ แล้วรอให้มันสมบูรณ์ น่าจะต้องรออีกเป็นปี”
เธอสารภาพทันทีว่าในระหว่าง 4 ปีนั้นท้อจนต้องต่อท้ายด้วยสุด ๆ ถึงขั้นบอกคุณพ่อกับคุณแม่ว่าจะไม่ทำต่อแล้ว
“พ่อกับแม่บอกว่าทำไปขนาดนี้แล้วจะไม่ทำต่อจริง ๆ เหรอ บ้านมณีเป็นบ้านเก่าของเรานะ ยายกับแม่รักบ้านนี้มาก โอเค งั้นขอพัก 2 วัน แล้วฮึบ ทำต่อ” รดาย้ำถึงความรักที่ครอบครัวเธอมีต่อบ้านหลังนี้อีกครั้ง
โจทย์ของการรีโนเวตบ้านไม้เก่าอาจไม่ใช่การคงรูปลักษณ์ให้เหมือนเดิมมากที่สุด แต่เป็นการเก็บความรู้สึกของตัวบ้านเอาไว้ให้แขกที่เข้ามาได้สัมผัสถึงอย่างผ่อนคลาย ควบคู่กับความร่วมสมัยของอาคารที่ลดความน่ากลัวลง หรือถ้าพูดให้ชัดเจนกว่านี้ คือความทึบของชั้นล่างที่ปรับให้เป็น High Ceiling เพื่อรับแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวอาคารได้มากขึ้น


เธอเล่าว่าสมัยก่อน เอกลักษณ์ของบ้านมณีคือการใช้บานเฟี้ยมเป็นผนัง เธอจึงนำบานเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นประตูห้องน้ำและผนังโซนทางเข้าคาเฟ่
หลังคาทรงจั่วก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เธอพยายามออกแบบให้คล้ายเดิม ซึ่งเวลาน้ำจากจั่วเล็กตรงกลางไหลลงมายังจั่ว 2 อันด้านข้าง ราวกับว่ามีน้ำตกไหลลงมาประดับ รดาแอบกระซิบว่า เธอมีแผนจะทำให้มีน้ำตกตลอดเวลาอยู่เหมือนกัน เพื่อความสวยงามและเพื่อความเย็นสบายของบ้าน


ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดัดแปลงเพื่ออนุรักษ์เอาไว้ เช่น ราวบันไดที่กลายเป็นขาโต๊ะ หัวเตียงของคุณแม่ที่กลายเป็นที่กั้นระเบียงชั้นลอย จักรเย็บผ้าของคุณยายที่นำมาทำเป็นโต๊ะ ไม้เก่าจากพื้นเดิมที่นำมาทำเก้าอี้ และตู้กับข้าวที่กำลังจะกลายเป็นเป็นตู้โชว์ของเก่า
“ในบ้านจะเปลี่ยนไปเยอะมาก เหมือนเดิมแค่หลังคา
“ตอนที่คุณตาคุณยายมางานทำบุญบ้าน คุณยายชอบพูดว่า นี่บ้านใคร นี่บ้านฉันเหรอ แต่เขาก็ยังจำได้และมีความสุขกับบ้านมณี คุณยายชอบมานั่งตรงริมหน้าต่างแล้วเล่าว่าแต่ก่อนบ้านฉันเคยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ให้ฟัง” เธอยิ้ม
อัญมณีแดง เหลือง น้ำเงิน เขียว
หลังปรับปรุงเสร็จสิ้น แม้รดาจะบอกว่ายังไม่เสร็จดี แต่เธอก็ทดลองเปิดให้ผู้คนเข้ามาซื้อที่นั่งรับชมงานพระราชพิธีเห่เรือ และนั่นคือครั้งแรกที่ผู้คนเริ่มรู้จักชื่อบ้านมณี พร้อม ๆ กัน ยังเป็นครั้งแรกที่บ้านได้เผยแผลบางจุดออกมา ซึ่งหากไม่ใช้งานก็คงไม่มีทางเห็น
“เรารู้เลยว่ายังขาดอะไรบ้าง แต่ก็ตื้นตัน เพราะเราฟูมฟักบ้านมณีมาตั้ง 4 ปี แล้วมีหลายช่วงที่คิดว่าจะรอดไหม เมื่อไหร่จะเสร็จ พอมาเห็นงานวันนั้นก็รู้สึกว่าเราทำได้
“วันที่ 15 ธันวาคม เราเปิดให้บริการครั้งแรกเฉพาะในส่วนของคาเฟ่ เป็น Soft Opening ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ Grand Opening เลย” รดาปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะ
ถ้าว่ากันตามลำดับการเดินเข้ามาในบ้าน คาเฟ่จะเป็นที่แรกที่ทุกคนเจอ และมี Grandpa’s Room ซึ่งเดิมเป็นคลินิกของคุณตาที่เปลี่ยนมาให้เป็นพื้นที่นั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือเล่นบอร์ดเกมตามอัธยาศัย โซนคาเฟ่จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนกลางตรงกลางบ้าน
ส่วนนี้จะเปิดให้เฉพาะแขกของโรงแรมใช้จนถึง 10 โมงเช้า หลังจากนั้นจะมีลูกค้าของคาเฟ่ร่วมใช้ด้วยจนถึง 1 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาคาเฟ่ปิด แต่ลูกค้าขึ้นไปนั่งที่ระเบียงชั้น 2 ได้ เนื่องจากไม่เชื่อมติดกับห้องพักใด ๆ

อย่างหนึ่งที่ลืมบอกไม่ได้ คาเฟ่ที่นี่เป็น Pet-friendly ทุกคนพาสัตว์เลี้ยงทุกสายพันธุ์และทุกขนาดมาได้ เคยมีคนพากระต่ายกับแร็กคูนมาแล้ว หรือถ้ามาถูกจังหวะเวลา อาจได้เล่นกับ ‘เจ้ากะปิ’ น้องหมาประจำบ้านมณีที่พลังเหลือล้นสุด ๆ
“เราทำคาเฟ่เป็น Pet-friendly ส่วนหนึ่งก็เพื่อสนองความต้องการของเราที่อยากเล่นกับหมาคนอื่น” เธอเล่าถึงเหตุผล
ในส่วนของห้องพักมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ห้อง แบ่งเป็นชั้นล่าง 2 ห้อง ชั้นบน 2 ห้อง ตั้งชื่อตามคุณทวดกับคุณยาย แถมทุกห้องไม่เหมือนกันเลยสักห้องเดียว

‘มรกต’ ที่ผมแนะนำไปในตอนต้นมีธีมสีเขียวตามตัวอัญมณี และมีความคล้ายบ้านเดิมมากกว่าห้องอื่น ๆ

‘ชมพูนุท’ ที่เปรียบดั่งทองคำบริสุทธิ์ ห้องนี้จึงมีวิวสีทองของสะพานพระราม 8 ยามค่ำคืน

‘ทับทิม’ มีธีมสีแดงตามชื่อ ถ้าถามว่าห้องไหนเหมาะกับครอบครัวที่สุด ก็คงยกให้ห้องนี้

‘พลอย’ ห้องที่ทำเอารดากับอิงคิดไม่ตกว่าจะเป็นสีอะไรดี ก่อนมาจบลงที่ธีมสีน้ำเงิน ขนาดของห้องใกล้เคียงกับชมพูนุท แต่มีระเบียงเพิ่มเติมเข้ามา หนำซ้ำยังเป็นห้องที่ช่างภาพของเราโหวตว่าถูกใจเขาที่สุด

นอกจากนี้ ความสนุกของการเข้าพักที่บ้านมณีไม่ใช่แค่เพราะติดแม่น้ำใหญ่ มีเรือแล่นผ่านมากมายทั้งตอนฟ้าสว่างและพาเหรดยามฟ้ามืด ไหนจะภาพของวิถีชีวิตชุมชนริมน้ำที่ชวนทำความรู้จัก แต่พวกเขายังคิดเมนูซิกเนเจอร์ไว้ 4 แก้ว โดยตั้งชื่อตามห้องพักและออกแบบตามคาแรกเตอร์ของสีนั้น ๆ อีกทีหนึ่ง
โมฮิโตปั่นที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เป็นตัวแทนของห้องมรกต
กาแฟคาราเมลน้ำผึ้งท็อปด้วยขนมดัลโกน่า (Dalgona) ที่หลายคนอาจคุ้นเคยจากซีรีส์เรื่อง Squid Game เป็นตัวแทนของห้องชมพูนุท
ชาเบอร์รีผสมกับทับทิมและเลมอน เป็นตัวแทนของห้องทับทิม
น้ำมะพร้าวเผาปั่นอัญชันท็อปด้วยครีมกะทิ เป็นตัวแทนของห้องมรกต
ส่วนผมที่ไม่ได้เข้าพักห้องไหนเลย อยากบอกว่าข้าวเม่าที่เป็นเมนูทานเล่นนั้นอร่อยมาก ซึ่งอิงมาเสริมว่าเมนูนี้เธอรับซื้อมาจากคนในชุมชนใกล้เคียงนี้เอง

บ้านของครอบครัวในอดีต บ้านของทุกคนในปัจจุบัน
ในตอนนี้บ้านมณีเพิ่งเปิดทำการได้ประมาณ 2 เดือน และอาจจะครบ 2 เดือนเต็มแล้วในวันที่บทความเผยแพร่ แต่หลังจากนี้ รดากับอิงค์ก็มีแผนการอีกมากมายรอต้อนรับแขก ไม่ว่าจะเป็นการพาแขกล้อมวงทำไข่นกกระทากินด้วยกัน หรือสอนแขกต่างชาติร้อยพวงมาลัย เพราะเป้าหมายหลักของรดาคือการพัฒนาชุมชนนี้ให้กลับมาครึกครื้นอีกครั้งหนึ่ง
“ในภาพจำเราแต่ก่อนที่นี่ครึกครื้นมาก มีร้านขายโอเลี้ยงของอาแปะ มีร้านขายขนมไทย มีร้านขายไก่ย่าง-ส้มตำ แต่จะมีช่วงที่คนย้ายออกไปกันเยอะ พอเราเข้ามาก็อยากพัฒนาชุมชน อยากทำเหมือนที่ทรงวาด ตลาดน้อย บางลำพู ให้คนแถวนี้มีอาชีพ มีรายได้ ให้คนที่มาคาเฟ่ไปร้านอื่น ๆ ในชุมชนต่อได้อีก
“ล่าสุดเราเพิ่งให้ช่างไปปูพื้นที่ผุพังของชุมชน ทำทางเดินให้ พยายามให้เขายินดีกับการที่เรามาอยู่ตรงนี้มากที่สุด”
ผมถามรดาเป็นอย่างสุดท้ายว่า อะไรในบ้านมณีที่เธอหวงแหนที่สุด
“ความเป็นบ้าน” เธอตอบ

“เวลาคุยกับลูกค้า เราพยายามไม่พูดว่าร้าน จะใช้คำว่า บ้าน เหมือนให้เขารู้สึกตั้งแต่แรกเลยว่าคุณกำลังมาบ้าน ชุมชนก็จำเราได้จากการที่เคยเป็นคลินิกสมัยคุณตา คนเฒ่าคนแก่บางคนก็เดินมาคุยกับเราว่า เขาคิดถึงคุณหมอ เราอยากให้เขารักบ้านมณีตอนนี้เหมือนที่เขารักในตอนนั้น” รดาตอบคำถามสุดท้ายด้วยรอยยิ้มที่มีต่อบ้าน ชุมชน และความทรงจำ

3 Things you should do
at BAAN MANEE

01
ลองทานอาหารของคนในชุมชน

02
นั่งดูพาเหรดเรือในยามค่ำคืน

03
ไหว้พระ ดูจิตรกรรมฝาผนัง ส่องกระจกที่มีตำนานว่าทะลุมิติได้ในวัดดาวดึงษาราม




