บนที่ดินผืนใหญ่ใจกลางอำเภอศรีสัชนาลัยอันมีแม่น้ำยมไหลโอบล้อม บ้านทรงไทยประยุกต์หลังหนึ่งยืนเด่นเหนือลานหญ้าเขียวชอุ่ม ท่ามกลางแมกไม้นานาพรรณ ป้ายชื่อ ‘Akara House Sukhothai’ พร้อมด้วยเลขที่บ้านสุดสวยอย่าง 111/1 ปรากฏชัดบนกำแพงสีขาว เสมือนดั่งคำย้ำเตือนให้ผู้มาเยือนทั้งหลายมั่นใจว่า ที่นี่คือ ‘บ้านอัคระ สุโขทัย’ โรงแรมบูทีกที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อต้นปีนี้


ความเก่าแก่นับศตวรรษของตัวบ้านส่องสะท้อนให้เห็นผ่านลายไม้ที่ใช้เป็นโครงสร้างหลัก ทั้งบันได เสา คาน ตลอดจนราวระเบียง เมื่อประกอบเข้ากับภาพพระปรางค์วัดที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง กับลมเย็นที่รำเพยพัดจากลำน้ำแม่ยมไม่ขาดสาย ล้วนเป็นเหตุให้ มะตูม-อัคเรศ สุขตลอดชีพ รีบจับจองบ้านนี้เพื่อพัฒนาเป็นที่พักสไตล์ย้อนยุคโดยไม่รั้งรอ
“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ครับ เป็นนักธุรกิจที่ทำหลากหลายธุรกิจ ธุรกิจหลักคือทำโรงงานผลิตเครื่องสำอางส่งออกให้ห้างสรรพสินค้า 7-Eleven เป็นโรงงานที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ตั้งแต่ระดับ OTOP จนถึงมหาชนเลยครับ” เจ้าของบ้านแนะนำตัวคร่าว ๆ ก่อนเผยความจริงว่า เขาคือผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของเครือสุภาภรณ์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางสมุนไพรไทยมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า
ด้วยภูมิหลังที่เติบโตมาในครอบครัวซึ่งรักมั่นในวัฒนธรรมไทย ตั้งชื่อแบรนด์หลักในเครือเป็นชื่อไทยล้วน ๆ อย่างสุภาภรณ์ ปทุมมาศ รวมถึง ไอศิกา มะตูมเล่าด้วยความภูมิใจว่าข้าวของแทบทุกชิ้นที่ประดับอยู่ทั่วกายเขาเป็นผลิตภัณฑ์สัญชาติไทย ความชื่นชมนิยมของไทยนี้ยังบ่มเพาะให้เขาชื่นชอบบ้านไทยโบราณ และได้พบกับบ้านหลังนี้โดยบังเอิญในระหว่างท่องโลกออนไลน์
“เดิมบ้านนี้เคยเปิดเป็นคาเฟ่เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งเจ้าของเก่าคือ บาส-โสภณ ปลูกสร้าง เขาได้ขยับไปซื้อบ้านข้าง ๆ ในพื้นที่เดียวกัน เลยต้องการหาพาร์ตเนอร์ที่จะมาซื้อต่อบ้านหลังนี้ครับ”
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงกลาง พ.ศ. 2567 ภาพบ้านเก่าแห่งอำเภอศรีสัชนาลัยที่ฉายขึ้นบนกลุ่มคนรักบ้านเก่าในเฟซบุ๊ก เป็นที่ถูกอกถูกใจมะตูมมากเสียจนเขารีบจองตั๋วเครื่องบินตรงดิ่งมาถึงสุโขทัยในอีก 3 วันให้หลัง เมื่อได้สนทนาพาทีกับบาสที่ต้องการปล่อยขายบ้านหลังนี้แล้ว ต่างคนต่างก็พบว่าอีกฝ่ายมีมุมมองตรงกันในการพัฒนาที่นี่ การซื้อขายจึงตกลงกันได้อย่างฉับไว
“ผมมาเห็นที่นี่ครั้งแรกตอนเย็น พอทางเจ้าของเก่าเขาย้ายออกไปแล้ว ตัวบ้านก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อได้มาเห็นบรรยากาศรอบ ๆ ตัวบ้าน ผมรู้สึกว่าน่าจะทำให้บ้านหลังนี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการปรับเปลี่ยนจากคาเฟ่มาเป็นที่พักให้คนมาพักผ่อนแบบ Slow Life มาใช้ชีวิตแบบช้า ๆ หนีความวุ่นวายจากเมืองหลัก” เจ้าของรายใหม่เล่าพลางเดินอ้อมหลังบ้าน ผ่านแนวต้นหมากรากไม้อันร่มรื่น ไปยังจุดที่วิวสวยที่สุดในบ้านหลังนี้


ศรีสัชนาลัย ในอดีตมีนามว่า เมืองเชลียง เป็นเมืองโบราณที่เริ่มปรากฏหลักฐานการตั้งชุมชนมาตั้งแต่สมัยทวารวดีเมื่อ 800 – 1,500 ปีก่อน ครั้นกรุงสุโขทัยได้รับการสถาปนาขึ้น เมืองเชลียงเดิมก็ย้ายตำแหน่งที่ตั้งจากเมืองเดิมมาประมาณ 1.5 กิโลเมตร เกิดเป็นเมืองใหม่ชื่อ ‘ศรีสัชนาลัย’ ซึ่งเติบโตเคียงคู่มากับเมืองสุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานกว่า 283 แห่ง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเมื่อ พ.ศ. 2534 ภายใต้ชื่อ ‘เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร’
หนึ่งในโบราณสถานที่งดงามและเลื่องลือที่สุดในศรีสัชนาลัย อยู่ใกล้บ้านใหม่ของมะตูมเพียงฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ นั่นคือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียงที่มีพระปรางค์ศิลาแลงองค์ใหญ่ยืนอวดลวดลายสลักอันวิจิตรอยู่กลางดงมะพร้าวและตาลซึ่งล้วนแลละลิบตา
“ศรีสัชนาลัยเหมือนเมืองรองของเมืองรองอีกทีหนึ่ง” หนุ่มกรุงเทพฯ ผู้ตกหลุมรักศรีสัชนาลัย ให้นิยามถึงที่นี่ด้วยรอยยิ้ม “สุโขทัยว่ารองแล้ว พวกเรายังรองกว่าอีก แต่มีความ Slow Life ความน่ารักของชุมชนอีกเยอะที่คนต่างถิ่นไม่รู้ แค่ข้ามสะพานเขียวตรงนี้ไปก็ได้เห็นประวัติศาสตร์ 800 ปีที่วัดพระปรางค์นี้แล้ว เงินแค่ 35 บาทที่นี่ก็กินอาหารได้อิ่ม แถมยังอร่อยด้วยนะครับ”

สำหรับตัวบ้านไทยประยุกต์หลังนี้ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนบ้านเดียวกันเพียงแต่แบ่งออกเป็น 2 ปีก ความจริงที่น่าตื่นเต้นคือทั้ง 2 ส่วนนี้เดิมเป็นบ้านคนละหลัง แถมยกมาจากคนละจังหวัด แต่นำมาผสานเป็นเนื้อเดียวกันลงตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ
“หลายคนจะคิดว่ามันเป็นบ้านเดียวกัน แต่ที่จริงมันแยกกันมา แล้วค่อยรวมเป็นหนึ่งเดียวกันครับ หลังหนึ่งย้ายมาจากสระบุรี อีกหลังหนึ่งย้ายมาจากสมุทรปราการ ทั้งคู่เป็นบ้านอายุร้อยกว่าปี เคยเป็นบ้านของพ่อค้าแม่ค้าที่จังหวัดเหล่านั้น เราสืบประวัติมาได้ประมาณนี้”
หลังได้ลองมานอนกินลมชมทิวทัศน์พระปรางค์ที่เห็นชัดเต็มทุกตารางเมตรของที่ดินแปลงนี้ มะตูมก็รีบติดต่อทีมช่างให้เข้ามาดูแล ด้วยไม่อยากให้บ้านโบราณที่ตนเพิ่งได้ครอบครองต้องทรุดโทรมลงไปอีก วัสดุที่ใช้สร้างส่วนใหญ่เป็นไม้เก่า ซึ่งหลายจุดผุพังเกินจะซ่อมบำรุงให้กลับมาดูดีได้ เขาก็เลือกใช้ไม้อย่างดีและช่างฝีมือเยี่ยมจากจังหวัดลำพูนที่ชำนาญด้านงานไม้แบบไทยมาเปลี่ยนใหม่


การบูรณะทุกขั้นตอนใช้เวลานานหลายเดือน ทั้งยังต้องสูญเงินบาทไปมากกว่า 8 หลัก เกินกว่าที่คะเนไว้ในชั้นแรกมากโข แต่กระนั้นนักธุรกิจผู้นี้ก็ไม่ได้นึกเสียดาย ค่าที่เขาได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่บ้านหลังนี้แล้ว
‘บ้านอัคระ’ คือชื่อใหม่ที่มะตูมมอบให้บ้าน นอกจากแผลงมาจากชื่อจริงว่า อัคเรศ ของเขาแล้ว คำนี้ยังมีความหมายว่า ชั้นเลิศ ชั้นยอด เขามองว่าเหมาะกับจังหวัดอันเป็นราชธานีเก่าของไทยมากที่สุด
“สุโขทัยเคยเป็นเมืองหลวงแรกของประเทศไทย แล้วก็ลดบทบาทไป ปัจจุบันกลายเป็นแค่เมืองรอง ที่ตั้งชื่อนี้ให้เพราะอยากให้สุโขทัยและศรีสัชนาลัยมีความเป็น อัคร- อีกรอบหนึ่งครับ”
ทายาทเครือสุภาภรณ์อย่างมะตูมอาจเคยจับธุรกิจมาหลายชนิด ไม่เว้นแม้แต่ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หากธุรกิจโรงแรมก็ยังเป็นงานใหม่สำหรับเขาที่เพิ่งเข้ามาทดลองทำเป็นครั้งแรก กอปรกับภาระหน้าที่ในธุรกิจหลักที่ต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับออสเตรเลีย ส่งผลให้ต้องอาศัยสั่งงานและติดตามความคืบหน้าของที่นี่ผ่านหน้าจอโทรศัพท์เป็นหลัก มะตูมกล่าวว่าโครงการบูรณะบ้านอัคระคงเป็นไปอย่างล่าช้าและลำบากกว่านี้มาก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของเก่าอย่างบาส ซึ่งปัจจุบันขยับไปทำที่พักอีกแห่งหนึ่งในบริเวณเดียวกันชื่อ ‘บ้านชมปรางค์’ ปัจจุบันทั้งสองก็ยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ อาหารที่ใช้เสิร์ฟแขกในบ้านอัคระก็ยังทำที่บ้านชมปรางค์อยู่


“คุณบาสเข้ามาช่วยวางผังการจัดสวน การจัดตำแหน่งต่าง ๆ เขารู้จักคนในพื้นที่มากกว่าผม เพราะผมอยู่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มากว่าผมไม่ค่อยได้มาดูงานเอง แต่มีทีมงานที่ดี อีกท่านหนึ่งก็คือ คุณนิด ที่เป็นแม่บ้านประจำ เขาทำได้หลายอย่างนะครับ ช่วยกันดูงาน เรามีทีมงานที่ส่งไปฝึกงานที่บ้านชมปรางค์ของคุณบาส บ้านเขาก็เป็นบ้านโบราณเหมือนกัน แต่เป็นอีกสไตล์ เราไม่ข้ามเส้นกันในเรื่องของดีไซน์ครับ”
ด้านการตกแต่งภายในบ้านอัคระ มะตูมออกตัวว่าในการพัฒนาบ้านนี้เป็นโรงแรมบูทีก ตัวเขาไม่ได้ใช้บริการช่างเฉพาะทางเลย เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น การเลือกใช้สี และการวางผังทั้งหมดมาจากความขยันขันแข็งของเขาในการดูข้อมูลออนไลน์ อ่านหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบที่เขาสะสมไว้ รวมทั้งอาศัยแรงบันดาลใจและความช่วยเหลือบางส่วนจากคุณพ่อคุณแม่ของคู่รัก
“แรงบันดาลใจในการแต่งบ้านนี้ได้มาจาก เจ-วรกร จาติกวณิช เยอะครับ ท่านเป็นคุณแม่ของแฟนผม ท่านแต่งบ้านเก่ง ชอบซื้อและประมูลของเก่ามาสะสมไว้ เฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่นี่ก็ได้มาจาก กรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นคุณพ่อของแฟน ท่านช่วยเลือกเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่ท่านมีมาให้ ข้าวของน่าจะสัก 30 เปอร์เซ็นต์ของบ้านอัคระที่เห็นก็มาจากคุณเจและคุณกรณ์ครับ”
มะตูมเผยแนวคิดในการตกแต่งที่นี่ว่า เขานำเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเป็นสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน เพื่อปรับโทนบ้านให้ดูสบายตายิ่งขึ้น ไม่ได้มีแต่ของเก่าจนดูน่ากลัวเกินไป
บ้านอัคระมี 2 ชั้นครึ่งนี้แบ่งห้องพักออกเป็น 4 ห้อง ตามปีกซ้าย-ปีกขวา ชั้นบน-ล่าง แต่ละห้องมีระเบียงของตัวเองที่เห็นวิวสวน วิวแม่น้ำ และพระปรางค์โบราณสถานฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดเชื่อมถึงกันด้วยพื้นที่ส่วนกลาง อันเป็นส่วนที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อเชื่อมบ้าน 2 หลังเข้าไว้ด้วยกัน


ห้องพักทั้ง 4 มีรูปแบบและแนวคิดในการตกแต่งที่แตกต่างกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีสัน เครื่องใช้ และการประดับประดาทั้งหลาย
เริ่มจากห้องศรีสัชนาลัยที่ใช้โทนสีแดงยืนพื้น โดยรวมเป็นห้องแบบไทย แต่มีเตียงจีนโบราณอายุเกิน 80 ปีที่มะตูมได้รับจากคุณแม่ของแฟนเป็นจุดเด่นประจำห้อง


ห้องราชพฤกษ์ โทนสีเหลืองตามชื่อดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย เน้นการตกแต่งแบบเรโทร ทั้งในห้องนอนและห้องน้ำต่างก็เน้นสีเหลืองล้อไปกับสีของดอกราชพฤกษ์


ห้องแม่ยม ซึ่งได้ชื่อมาจากแม่น้ำสายหลักของจังหวัดสุโขทัย แน่นอนว่าต้องใช้โทนสีฟ้า เน้นการตกแต่งแบบโมเดิร์น ห้องนี้และห้องราชพฤกษ์มีเตียงที่แยกและรวมเป็นเตียงใหญ่ได้


สุดท้ายคือห้องกริสโวลด์ ซึ่งเป็นห้องโปรดของมะตูม ชื่อห้องนี้ตั้งตาม เอ. บี. กริสโวลด์ (A. B. Griswold) นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอเมริกันผู้หลงใหลในศิลปะสุโขทัยและความเป็นไทย โทนสีในห้องนี้เป็นสีเขียววินเทจ ภายในอุดมไปด้วยรูปภาพชาวต่างชาติ ภาพเงินดอลลาร์ และศิลปะแบบตะวันตกให้ดูตัดกับความเป็นไทย เตียงห้องนี้ก็นำเข้ามาจากฝรั่งเศส จึงมีสมญาว่า ‘ห้องลูกครึ่ง’
ด้วยความเป็นโรงแรมบูทีกขนาดเล็กที่มีแค่ 4 ห้องพัก แนวคิดที่มะตูมถ่ายทอดผ่านทุกการออกแบบ คืออยากให้แขกมาอยู่แล้วรู้สึกเหมือนบ้าน ได้พักผ่อนท่ามกลางความเงียบสงบ เงี่ยหูฟังเสียงนก อิงแอบกับความรื่นรมย์ของสายน้ำ พืชพรรณ แสงแดด และสายลมที่อยู่รายรอบ ‘บ้าน’ หลังนี้ เขาจึงจัดวางเก้าอี้และมุมสงบให้แขกได้พักผ่อนในทุก ๆ พื้นที่ของบ้านอัคระ

“เราอยากให้บ้านอัคระเป็นที่นั่งชิลล์ อ่านหนังสือ กินหมูกระทะ จิบไวน์ ดื่มกาแฟ สูบซิการ์ หรืออะไรก็ได้ เน้นให้ทุกคนมาพักผ่อนเติมพลังให้ตัวเองจริง ๆ ครับ” เจ้าของบ้านนามว่าอัคเรศยังคงเอ่ยถึงที่นี่ด้วยคำว่า ‘บ้าน’ ทุกคำ ไม่มี ‘โรงแรม’ แซมแทรกเข้ามาเลยแม้แต่คำเดียว
“เพราะอย่างนี้เราถึงได้ทำหลายจุดให้นั่งพักผ่อนได้ สังเกตว่าในห้องไม่มีโทรทัศน์ มีจุดเดียวคือห้องนั่งเล่น เนื่องจากคนที่มาพักหลายคนเป็นครอบครัวเดียวกัน เวลาอยู่บ้านกลับไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เราอยากให้บ้านอัคระเป็นบ้านที่เขามาแล้วได้ใช้เวลาร่วมกัน ล้อมวงคุยกัน เล่นบอร์ดเกมทั้งโมโนโปลี ไพ่ หมากรุก ฯลฯ”
มะตูมสะสมหนังสือเก่าอายุกว่า 60 – 70 ปีไว้หลายเล่ม เหล่านี้มีให้บริการยืมอ่านในชั้นหนังสือ
ใครชอบภาพยนตร์ก็เลือกหยิบแผ่นดีวีดีที่มีเป็นร้อย ๆ เรื่องไปดูได้ตามอัธยาศัย


ชั้นบนสุดของบ้านยังมีห้องพระซึ่งตั้งใจไว้ที่สูงเพื่อปกปักรักษาคนทั้งบ้าน สำหรับให้แขกผู้ฝักใฝ่ธรรมะได้สวดมนต์ภาวนา บนชั้นเดียวกันนี้ยังมีหอดูดาวสำหรับผู้สนใจในดาราศาสตร์ หรือถ้าใครอยากสูบบุหรี่หรือซิการ์ ชั้นนี้ก็เป็นที่เปิดกว้างสำหรับพวกคุณเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ห้องครัวของบ้านอัคระยังเปิดให้ทุกคนนำวัตถุดิบมาลงมือประกอบอาหารด้วยเครื่องครัวมีให้บริการครบครัน เหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากว่าผู้สร้างตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘โรงแรม’ มากกว่า ‘บ้าน’ อย่างที่เขาเรียกมาตลอด
ในวันที่เรามาเยี่ยมเยือนมะตูมที่บ้านอัคระแห่งเมืองศรีสัชนาลัย ที่นี่เพิ่งเปิดให้บริการลูกค้าได้เพียง 14 วัน แต่ก็มียอดการจองมากถึง 7 ครั้ง ลูกค้าที่เข้ามาก็มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างละครึ่ง ๆ หลายเสียงให้ผลตอบรับที่ดีกับเรื่องบรรยากาศแสนสงบ การบริการชั้นเลิศของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเพียง 2 คนคือแม่บ้านกับคนสวน แต่แน่นอนว่ากิจการที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ยังต้องอาศัยการลองผิดลองถูกอีกมากจึงจะเข้าที่ มะตูมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง กับการได้รับคำติชมจากแขกผู้เข้าพักทุกราย
“บางคนเขียนเป็นสิบรายการเลยว่าให้ปรับอะไรบ้าง ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาทำก็ได้ครับ ทางเราเลยยินดีมากที่พวกเขาสละเวลามาให้ข้อเสนอแนะ บางคนอยากให้เพิ่มอาหาร บางคนอยากให้เพิ่มโปรแกรมทัวร์ ชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องการในเรื่องพวกนี้”
นั่นคงเป็นเหตุผลให้มะตูมคิดต่อยอดสิ่งใหม่ ๆ ให้กับบ้านอัคระ อาจเป็นทัวร์ที่ร่วมงานกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่น หรือการร่วมมือกับชุมชนข้างเคียง หรือแม้แต่ตึกใหม่อีกสักหลัง เพื่อจะเพิ่มจำนวนห้องพัก ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นแผนการในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นวันหนึ่งวันใดก็ได้


แม้ตัวยังอยู่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ออสเตรเลียเป็นรอง แต่ส่วนหนึ่งในหัวใจของมะตูมก็ผูกติดอยู่กับอำเภอศรีสัชนาลัยและจังหวัดสุโขทัยแห่งนี้แล้ว โดยเขาย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในบ้านเลขที่ 111/1 แห่งเมืองเล็กแสนน่ารักที่เขาไม่เพียงแต่มาทำธุรกิจใหม่ แต่ฝันอยากให้ชุมชนที่นี่เติบโตไปในระยะยาวด้วยเสน่ห์อันเหลือล้นของชาวศรีสัชนาลัยที่ไม่อาจหาได้จากเมืองอื่น ๆ
ความฝันของผู้ประกอบการโรงแรมหน้าใหม่รายนี้ คือการกระตุ้นให้ผู้คนหันมาท่องเที่ยวเมืองรองกันมากขึ้น และให้ลูกหลานเจ้าของบ้านโบราณแต่ละหลังแลเห็นคุณค่าของนิวาสถานที่บุพการีส่งต่อมาให้ เพราะเขาเชื่อเสมอว่า หากคนในพื้นที่ตัวจริงปรับปรุงบ้านตัวเองให้เป็นที่พัก บ้านหลังนั้นย่อมทรงคุณค่ากว่าการที่นักธุรกิจหรือนายทุนใหญ่ซื้อไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
“สุโขทัยและศรีสัชนาลัยมีที่เที่ยวอีกเยอะ อาหารอร่อย ผู้คนเป็นมิตร ค่าครองชีพไม่แพง นอกจากที่นี่แล้ว อยากฝากสนับสนุนเมืองรองอื่น ๆ รวมถึงบูทีกโฮเต็ลเล็ก ๆ ที่เจ้าของตั้งใจทำ โดยเฉพาะในภาคเหนือของเราตั้งแต่สุโขทัยขึ้นไปอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน ยังมีอะไรให้ทุกท่านได้สำรวจอีกเยอะ หลีกหนีจากเมืองใหญ่มาพักผ่อนที่เมืองรองสัก 2 คืน เชื่อเถอะครับว่ารีชาร์จได้แล้ว ไม่ต้องไปถึงเมืองนอกก็ได้ เมืองรองในไทยมีอีกเยอะที่เที่ยวสบาย นักท่องเที่ยวน้อย ยังมีอีกหลายเมืองเลยที่ต้องการไทยเที่ยวไทยครับ”

3 Things you should do
at Akara House Sukhothai

01
ลองให้เวลาตัวเองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในบ้านอัคระ

02
ลองใช้เวลาร่วมกับคนพิเศษที่มาด้วยกัน เช่น เล่นบอร์ดเกม สนทนาชีวิต

03
ลองเดินหรือปั่นจักรยานสำรวจชุมชนศรีสัชนาลัยและชมพระปรางค์




