ค่ำนี้ที่กรุงเทพอภิวัฒน์
รถเร็วขบวน 133 ที่เดินทางออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ในช่วงเกือบดึก ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองหลวงทาบด้วยแสงสีส้มของดอนเมืองโทล์ลเวย์ ที่อยู่ในระนาบเดียวกับทางรถไฟ ตั้งแต่ตระกูลรถเร็ว รถด่วน ย้ายจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) มาออกที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ การนั่งรถไฟในช่วงเมืองหลวงเหมือนจะผ่านไปอย่างว่องไวและรวดเร็วขึ้น เราไม่ต้องมานั่งประสาทเสียกับรถไฟที่ต้องจอดรอไม้กั้นถนนลง จนบางทีก็สงสัยว่าประเทศไทยเป็นที่เดียวในโลกหรือเปล่าที่รถไฟต้องจอดรอรถยนต์ที่ติดแสนติด จนล้ำมาบนทางรถไฟจนไม้กั้นลงไม่ได้ แล้วรถไฟที่ควรจะได้ผ่านไปอย่างราบรื่นต้องมาหยุดรออะไรแบบนี้ วันนี้เรากำลังจะนั่งรถไฟระหว่างไทย-ลาว ที่พิเศษกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะรถไฟขบวนนี้กำลังจะมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) สถานีรถไฟแห่งใหม่ของ สปป.ลาว ที่ขยายจากสถานีรถไฟท่านาแล้ง ตั้งอยู่แทบจะชิดแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองเวียงจันทน์หลายสิบกิโลเมตร เพื่อเข้าใกล้เมืองหลวงของประเทศได้มากขึ้นกว่าเดิม

5 มีนาคม พ.ศ. 2552 เป็นวันประวัติศาสตร์ของ สปป.ลาว เมื่อรถไฟขบวนแรกข้ามจากสถานีหนองคายฝั่งประเทศไทย ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไปสุดสายที่สถานีท่านาแล้ง สถานีรถไฟเพียงหนึ่งเดียวใน สปป.ลาว ซึ่งในวันนั้นนับเป็นประวัติศาสตร์ของรถไฟทั้งไทยและลาว
ทางรถไฟสายสั้น ๆ ในวันนั้นมีความยาวเพียง 3.5 กิโลเมตร การเดินทางเพียง 15 นาทีข้ามพรมแดนธรรมชาติอย่างแม่น้ำโขง เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้วยรถไฟที่ทำให้คนลาวและคนไทยเดินทางหากันได้มากกว่าการเดินทางทางถนน รถไฟระหว่างหนองคายกับท่านาแล้งวิ่งไปกลับ 4 เที่ยวต่อวัน ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ตั้งแต่เป็นรถดีเซลรางขบวนสั้น ๆ ก่อนจะเริ่มมีตู้สินค้าพ่วงเข้ามา เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจากจีนสู่ไทยที่มากับเส้นทางรถไฟจากคุนหมิงในโครงการรถไฟลาว-จีน ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นับเป็นการขยายเส้นทางรถไฟของ สปป.ลาว ที่ทำให้การเดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ไปวังเวียง หลวงพระบาง และบ่อเต็น ง่ายกว่าการเดินทางด้วยถนนที่แสนจะทุลักทุเล

แม้ว่ารถไฟสายลาว-จีน จะเป็นโครงการของรัฐบาลลาว แต่ผู้มีอิทธิพลและถือหุ้นส่วนใหญ่ของเส้นทางนี้กลับเป็นประเทศจีนที่ระบบทุกอย่างตั้งแต่การก่อสร้าง ตัวรถไฟ ระบบสัญญาณ สถานี ระบบตั๋ว โขลกจีนมาแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว ยังไงก็ตาม ด้วยความที่เป็นรถไฟเทคโนโลยีใหม่ ใช้ทางกว้าง 1.435 เมตร เท่ากับทางรถไฟของจีน มีระบบไฟฟ้าตลอดทาง และรูปร่างหน้าตาของรถไฟเฟี้ยวฟ้าวน่าดู ทำให้หลายคนเรียกเจ้ารถไฟลาว-จีนที่บริหารโดย LCR (Laos – China Railway) ว่า ‘รถไฟความเร็วสูง’ แล้วก็เรียกกันติดไปหมดตั้งแต่ทัวร์ยันคนทำคอนเทนต์ ซึ่งในความเป็นจริง เจ้ารถไฟสายนี้เป็นเพียงรถไฟธรรมดา ๆ ที่ใช้อัตราเร็วสูงสุด 160 กม. / ชม. เท่ากับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์บ้านเรา และการนิยามคำว่ารถไฟความเร็วสูงจะวัดที่อัตราเร็วสูงสุด 250 กม. / ชม. ขึ้นไป บนเส้นทางที่สร้างขึ้นมาใหม่ แล้วถ้าให้ดูข้อมูลที่ LCR ใช้เรียกรถไฟขบวนนี้ เขาเรียกว่า EMU เท่านั้น ไม่ได้ใช้คำว่ารถไฟความเร็วสูงแต่อย่างใด

กลับมาที่รถไฟไทย-ลาว กันต่อ
ผ่านไป 15 ปี หลังจากที่รถไฟจากหนองคายข้ามมาถึงท่านาแล้ง และลาวได้สร้างทางรถไฟเพิ่มต่อไปอีก 7 กิโลเมตรให้เข้าใกล้ตัวเมืองเวียงจันทน์มากขึ้น สถานีแห่งใหม่ที่เป็นสถานีหลักของเมืองหลวงแห่งนี้จึงปักหมุดบริเวณบ้านคำสะหวาด มีชื่อสถานีอย่างเป็นทางการว่า ‘สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด)’ อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างดาวน์ทาวน์เวียงจันทน์ กับสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ของรถไฟลาว-จีน
แต่ดั้งแต่เดิม ใครจะนั่งรถไฟไปเที่ยวลาวจะต้องโดยสารรถไฟที่ไปสุดสายสถานีหนองคายที่มีให้เลือกตั้งแต่รถด่วนพิเศษตู้นอนแอร์เย็นฉ่ำ ชื่อว่า ‘อีสานมรรคา’ ไปจนถึงรถเร็วที่มีแต่รถนั่งชั้น 3 แบบ Open Air ทั้งขบวน
จากนั้นก็ต้องเลือกเดินทางต่อว่าจะเข้าไปเวียงจันทน์ด้วยวิธีไหน ถ้าไปทางรถไฟก็ต้องนั่งรถท้องถิ่นสายสั้น ๆ จากหนองคายไปท่านาแล้ง ด้วยระยะการเดินทาง 15 นาที และต่อรถรับจ้างเข้าไปตลาดเช้าเวียงจันทน์ ด้วยระยะทางอีกนับสิบกิโลเมตร ก็แอบทุลักทุเลอยู่ คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเดินทางด้วยรถบัส ซึ่งมีให้เลือกขึ้นทั้งอุดรธานีและหนองคาย

และนับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป ประวัติศาสตร์ของรถไฟลาวกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง (รวมถึงรถไฟไทยด้วย) เมื่อรถไฟจากกรุงเทพมหานครจะมุ่งหน้าสู่นครหลวงเวียงจันทน์เป็นครั้งแรก ที่ปลายทางสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด)
การเดินทางครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นรถไฟที่เชื่อมเมืองหลวง 2 แห่งเข้าด้วยกันจริง ๆ เพราะแม้ไทยเราจะมีรถไฟระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย แต่ปลายทางนั้น (เคย) เป็นเพียงสถานีบัตเตอร์เวอร์ธที่ปีนังเท่านั้น
การรถไฟแห่งประเทศไทย (SRT) และรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว (LNRE) ได้จับมือกันขยายปลายทางรถเร็ว 133 กรุงเทพอภิวัฒน์-หนองคาย ให้ข้ามไปสุดสายที่เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และเที่ยวกลับจากเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) มากรุงเทพอภิวัฒน์ ก็เป็นเลขขบวน 134
นอกจากนั้นแล้วยังมีรถไฟที่เชื่อมระหว่างเมืองใหญ่อย่างอุดรธานีกับเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) อีกด้วย เลขขบวนทั้ง 2 เที่ยวนั้นคือขบวน 147 และ 148 ทำให้มีตัวเลือกของคนลาวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวที่อุดรธานี และนั่งรถไฟหรือรถบัสต่อไปขอนแก่นได้อีกทางหนึ่งด้วย
เช้านี้ที่หนองคาย

รถเร็ว 133 ห้อตะบึงผ่านความมืดมาตลอดทาง ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีหมึกค่อย ๆ ทอทับด้วยสีทองของรุ่งอรุณ เรากำลังอยู่แถวขอนแก่นเข้าใกล้อุดรธานีแล้ว อีกประมาณชั่วโมงนิด ๆ รถไฟขบวนนี้ก็จะถึงหนองคาย
การนั่งรถไฟดีอย่างตรงที่มีตู้นอนให้เราได้นอน เหมือนอยู่บนเตียงในบ้านที่อาจจะไกว ๆ นิดหน่อย ให้เราเคลิ้ม ๆ เหมือนนอนเปล การได้นอนโดยไม่ต้องตื่นมากลางดึกบ่อย ๆ ก็สบายอยู่เหมือนกัน ยิ่งนอนเฉย ๆ ดูวิวไปเรื่อย ๆ เผลอแป๊บเดียวก็มาถึงสถานีหนองคาย
เมื่อรถไฟถึงสถานีหนองคาย ทุกคนบนรถและสัมภาระต้องลงจากรถทั้งหมด เหมือนกับว่าเราถึงปลายทางแล้ว ใครที่สิ้นสุดการเดินทางที่หนองคายก็ออกนอกสถานีได้เลย แต่คนที่ซื้อตั๋วปลายทางเวียงจันทน์ต้องเตรียมพาสปอร์ต และลากสัมภาระทั้งหมดไปที่ช่องตรวจหนังสือเดินทาง เพื่อทำพิธีผ่านแดนขาออกประเทศไทยซึ่งอยู่บนชานชาลาติดกับรถไฟแบบใกล้ชิดสนิทสนม

ระหว่างเรารอตรวจพาสปอร์ตนั้น รถไฟก็จะเปลี่ยนหัวรถจักรแล้วตัดต่อเอาท้ายขบวนออก มีเพียง 4 ตู้แรกเท่านั้นที่เดินทางต่อไปลาว รถไฟจะขยับขึ้นหน้าไปอีกเล็กน้อย และจอดบริเวณทางออกของด่านตรวจคนเข้าเมืองขาออกแบบพอดิบพอดี หมายความว่า ถ้าเราตรวจพาสปอร์ต ตรวจสัมภาระกับศุลกากรเสร็จ ทางออกจุดตรวจคือบันไดรถไฟเลย ผู้โดยสารที่ไม่ได้เดินทางต่อไปลาวจะเข้ามาโซนนี้ไม่ได้
สำหรับเรื่องการข้ามแดนนั้น พาสปอร์ตคือสิ่งที่ง่ายที่สุด ถึงแม้ว่าเราจะทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border Pass) ได้ก็จริง แต่ด้วยเวลาที่จำกัด รวมถึงเวลาเปิดของสำนักงานออกหนังสือเดินทางอาจจะไม่มากพอให้เราไปทำเอกสาร ส่วนใหญ่แล้วคนที่ทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวจะเป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดหนองคายที่ทำเอกสารล่วงหน้าได้ เราจึงแนะนำว่าหากคุณจะไม่ค้างคืนที่หนองคาย ควรใช้พาสปอร์ตในการนั่งรถไฟข้ามแดนเท่านั้น
เนื่องจากพรมแดนระหว่างไทยกับลาวเป็นแม่น้ำโขงกั้น ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียที่เป็นการขีดเส้นพรมแดน สถานีที่ใช้สำหรับตรวจคนเข้าเมืองจึงมีระบบที่แตกต่างกัน
มาเลเซียเป็นสถานีร่วมทั้ง รฟท. และ KTMB (รถไฟมาเลเซีย) ที่ทำการสถานี การขายตั๋ว ระบบ CIQ (Customs Immigration Quarantine) ตั้งอยู่ในสถานีรถไฟทั้งหมด
เมื่อรถไฟถึงสถานีแล้ว ผู้โดยสารแค่ลงจากรถไฟ เดินเข้าห้องสำหรับตรวจคนเข้าเมือง ผ่านจุดตรวจขาออกประเทศไทย เดินไปอีกห้องจะเจอจุดตรวจขาเข้ามาเลเซีย แล้วค่อยแยกย้ายไปซื้อตั๋วหรือกลับไปขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางต่อ
แต่สำหรับพรมแดนไทย-ลาว สถานีที่ตรวจคนเข้าเมืองอยู่คนละฝั่ง ไม่ได้ตั้งเป็นสถานีร่วม การตรวจเอกสารต้องทำขาออกที่ประเทศไทยก่อน จากนั้นขึ้นรถไฟขบวนเดิม รถไฟก็จะข้ามประเทศไปถึงปลายทางแล้วจึงทำการตรวจหนังสือเดินทางเพื่อเข้าประเทศที่สถานีนั้น คล้าย ๆ กับการตรวจทางด่านถนนของสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

รถไฟความยาว 4 ตู้ เคลื่อนออกจากสถานีได้สักระยะหนึ่ง รถไฟทั้งขบวนก็ขึ้นไปอยู่บนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแล้ว
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เป็นสะพานเพียงหนึ่งเดียวที่รถไฟจะข้ามไปได้ มันใช้ร่วมกันทั้งถนนและราง เป็นสะพานที่ดูแปลกน่าดู ปกติแล้วเราจะคุ้นเคยกับรถยนต์ที่วิ่งบนถนน แต่ที่นี่รถไฟก็วิ่งบนถนนด้วย
เมื่อรถไฟจะผ่าน สะพานทั้ง 2 ฝั่งจะปิดไม่ให้รถสัญจรขึ้นมา ซึ่งการปิดสะพานจะทำล่วงหน้าก่อนรถไฟออกจากสถานีหนองคาย นับเวลาตั้งแต่รถไฟเดินทางขึ้นสะพานและลงสะพาน ใช้เวลาปิดถนนทั้งหมด 15 นาที
เมื่อเรามองดูรถไฟวิ่งบนสะพานนี้ เหมือนกับรถรางที่วิ่งบนถนนไม่มีผิด ภาพนอกหน้าต่างคือแม่น้ำโขง พรมแดนธรรมชาติที่กว้างใหญ่ แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนหลากหลายประเทศ ตั้งแต่จีนลงไปจนถึงเวียดนาม บนสะพานมีธงคอยบอกไว้ว่าตอนนี้เราอยู่เขตแดนของประเทศไหน ซึ่งกลางสะพานเป็นจุดที่ธงไทยและลาวอยู่คู่กัน


รถไฟลงจากสะพานแล้วก็เข้าสู่สถานีท่านาแล้ง ซึ่งเคยเป็นสถานีปลายทางในลาว และเป็นสถานีเดียวในลาวตั้งแต่ พ.ศ. 2552 เมื่อก่อนเราต้องลงรถไฟที่จุดตรวจหนังสือเดินทางแล้วเข้าประเทศ แต่ตอนนี้เป็นการจอดเพื่อเปลี่ยนพนักงานขับรถไฟจากคนไทยเป็นคนลาว
เดิมเลยสมัยที่ยังสิ้นสุดที่ท่านาแล้ง พนักงานขับรถเป็นคนไทยเท่านั้น เมื่อมีการขยายเส้นทางลึกเข้าไปจากชายแดน การขับรถไฟตกเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายลาว ซึ่งฝ่ายไทยรับหน้าที่ฝึกอบรมให้พนักงานขับรถของลาวขับรถจักรได้
พื้นที่ท่านาแล้งเปลี่ยนหน้าที่จากสถานีรถไฟปลายทางที่รับส่งคน กลายเป็นพื้นที่ขนส่งสินค้า ตู้คอนเทนเนอร์มากมายกองเก็บไว้ที่นี่ พวกมันส่งมาจากหลากหลายที่ในลาว รวมถึงมากับรถไฟสายลาว-จีน มากองพักเอาไว้เพื่อย้ายขึ้นรถไฟไทย แล้วเดินทางต่อไปจนถึงแหลมฉบังและมาเลเซีย และในอนาคตการขนส่งสินค้าทางรถไฟจากจีน ผ่านลาว เข้าไทย ไปมาเลเซีย จะเป็นภาพที่เราจะได้เห็นจนชินตา


เวียงจันทน์ที่คำสะหวาด
รถไฟค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ภาพของตึกสูงเหมือนอาคารสร้างใหม่เริ่มแซมเข้ามาให้เห็น อาคารสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า
รถไฟจอดสนิทบนสถานี ผู้โดยสารชุดใหญ่ที่จะเดินทางขึ้นรถไฟข้ามไปฝั่งไทยยืนรออยู่ คนที่เพิ่งลงจากรถไฟถูกเชื้อเชิญให้เข้าไปตามเส้นทางเพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
สถานีนี้ก็ทำหน้าที่เหมือนสนามบิน
เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองแบ่งออกเป็น 3 ช่อง ทั้งหนังสือเดินทางราชการ หนังสือเดินทางทั่วไป หนังสือเดินทางอาเซียน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องทำ Visa on Arrival กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองถือว่าไวทีเดียว ยื่นพาสปอร์ตพร้อมบัตรขาเข้าขาออกให้ แป๊บเดียวก็เสร็จ เดินออกจากสถานีได้


สำหรับผู้โดยสารขาออกก็ปฏิบัติแบบเดียวกัน เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วจะต้องนั่งรอในโถงสถานีก่อน เมื่อสับเปลี่ยนหัวรถจักร ทำความสะอาด และตรวจสอบความเรียบร้อยของตู้รถไฟแล้ว จึงจะปล่อยผู้โดยสารเข้าพื้นที่ชานชาลาขึ้นรถรอเวลาออกต่อไป
ขบวน 133 ที่เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ ไม่ได้หมดหน้าที่แต่เพียงเท่านี้
เมื่อส่งคนเรียบร้อย ผู้โดยสารชุดใหม่จากลาวก็ขึ้นรถโดยทันที พร้อมแปลงร่างเป็นรถเร็วขบวนที่ 148 ต้นทางจากเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ไปปลายทางที่อุดรธานี และเมื่อถึงอุดรธานีก็จะตีกลับมาที่เวียงจันทน์อีกครั้ง เพื่อมารับผู้โดยสารในช่วงเย็นยิงยาวกลับเข้ากรุงเทพฯ นี่คือวัฏจักรของรถไฟระหว่างประเทศขบวนนี้


สถานีรถไฟที่สร้างใหม่มักทำแบบเดียวกันแทบทั้งหมด นั่นคือการสร้างอยู่นอกเมือง เพราะในเมืองตัดทางรถไฟเข้าไปไม่ได้แล้ว
สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) และสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ ก็เช่นเดียวกัน
ถ้าเรามองตามแผนที่ หากตัวเมืองเวียงจันทน์อยู่ด้านซ้ายมือของหน้าจอ สถานีเวียงจันทน์ (รถไฟลาว-ไทย) อยู่ด้านทิศตะวันออกทางด้านขวามือของหน้าจอ และสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ (รถไฟลาว-จีน) อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง และทั้งหมดนั้นห่างกันเป็นระยะประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร
การเดินทางจากสถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) มีรถประจำทางจำนวน 4 เที่ยว เข้า-ออกตามเวลารถไฟ ส่งตรงจากสถานีไปถึงตลาดเช้าสนนราคา 20,000 กีบ แต่ถ้าเป็นตัวเลือกอื่นก็มีรถแท็กซี่กับรถตู้ ซึ่งจะแชร์กับคนอื่นหรือจะเหมาเลยก็ได้ ซึ่งเส้นทางของแท็กซี่กับรถตู้นั้นมีหลากหลายกว่า คุณจะเข้าเมืองเวียงจันทน์ก็ได้ ไปสนามบินก็ได้ ไปสถานีขนส่งก็ได้ หรือจะไปสถานีนครหลวงเวียงจันทน์ต่อรถไฟไปหลวงพระบาง วังเวียง และคุนหมิงก็ได้เช่นกัน ราคาก็จะสูงขึ้นมาอีก อยู่ที่เราเลือกได้เลยว่าจะเดินทางแบบไหน

ทริปนี้เราเข้าไปพักเวียงจันทน์ การเดินทางด้วยรถเมล์ใช้เวลาเพียง 20 นาทีโดยประมาณก็เข้าถึงใจกลางเมือง
การมาเวียงจันทน์ครั้งนี้ถือว่าแปลกตาพอสมควร เพราะเมืองดูเงียบกว่าแต่ก่อนมาก ร้านค้าหลายแห่งปิดตัวไป คนลาวที่เจอเล่าให้ฟังว่าเป็นผลมาจากช่วงโควิด-19 ด้วย บวกกับรถไฟลาว-จีน เปิดตัว คนเดินทางไปวังเวียง หลวงพระบาง ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนใครจะไป 2 เมืองนั้นต้องเข้ามาพักที่เวียงจันทน์เพื่อต่อรถไป แต่นี่คือเมื่อข้ามแดนมาก็มุ่งหน้าไปสถานีรถไฟลาว-จีน แล้วขึ้นรถไฟไปได้เลย หลายคนจึงผ่านเวียงจันทน์ไป นักท่องเที่ยวจึงลดน้อยลงไปด้วย


ซึ่งก็จริงอย่างว่า การเที่ยวตอนนี้ถ่ายรูปแทบไม่ติดคนเลย เอาเข้าจริงสิ่งที่เวียงจันทน์ต้องการคือนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักในเมืองก่อนโดยไม่มุ่งตรงไปเมืองอื่น เสน่ห์ของเวียงจันทน์เองจริง ๆ แล้วก็ยังมีมนต์ขลังอยู่ ทั้งสภาพเมือง โบราณสถาน วัด หรือแม้แต่อาหารการกิน บางทีแล้วการที่รถไฟวิ่งเข้าใกล้เวียงจันทน์มากขึ้น อาจช่วยให้ผู้คนอยากแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนก่อนเดินทางต่อได้ไม่มากก็น้อย
นั่งรถไฟไปเที่ยวลาวกันเถอะ


เกร็ดท้ายขบวน
- ขบวนรถเร็ว 133/134 กรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) มีให้บริการแบบรถนั่งพัดลมชั้น 3 รถนั่งแอร์ชั้น 2 และรถนอนแอร์ชั้น 2 เลือกซื้อเลือกนั่งได้ตามสะดวก จองตั๋วล่วงหน้าได้สูงสุด 180 วัน

- ที่สถานีเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) มีช่องจำหน่ายตั๋วของรถไฟลาว-จีน (LCR) ชำระเป็นเงินกีบเท่านั้น ซื้อตั๋วก่อนเดินทางไปขึ้นรถไฟได้ โดยจองล่วงหน้าได้ 3 วัน

- การเที่ยวในเวียงจันทน์จ่ายด้วยสกุลกีบและบาท สำหรับการจ่ายเงินบาทจะได้รับทอนเป็นเงินกีบ ถ้าพกไปทั้ง 2 สกุลเลยก็ทำให้เที่ยวได้ง่ายดายขึ้น
