มีหลายคนบอกว่าเราเนิร์ด
ไม่ใช่แค่เนิร์ดรถไฟ แต่เนิร์ดในแบบที่ตัวเองชอบหรือสนใจ คนรอบตัวเราก็เป็นเนิร์ดในเรื่องต่าง ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว
วันหนึ่งเมื่อข้อความจาก สอง เด้งขึ้นมาบอกว่า “ไป Osaka Expo กันไหม” เราผู้ซึ่งไม่ได้อินอะไรมากกับงาน Expo (แต่สองอินมาก) ยังลังเลอยู่นิดหนึ่งจนเกิดการป้ายยาขึ้น และได้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจจากความอยากรู้ของตัวเองนับสิบอย่าง แค่อยากรู้ว่า Expo คืออะไร
Crystal Palace ที่ลอนดอนคือสถานที่จัดงาน World Expo ครั้งแรก (ขอบคุณข้อมูลจาก People You May Know EP 93 ควีนวิกตอเรีย ที่ประสิทธิ์ประสาทข้อมูลนี้)
หอไอเฟลที่ปารีสคือสิ่งที่เหลือจาก Expo
สวนลุมพินีคือสถานที่ที่เกือบได้จัดงาน Expo ที่ประเทศไทย แต่สิ้นรัชกาลซะก่อนเลยไม่ได้จัด ในสวนลุมฯ ยังเหลือพาวิลเลียนบางส่วนและหนึ่งในพาวิลเลียนที่เตรียมไว้สำหรับงานก็ถูกย้ายไปประกอบใหม่ที่หัวหินกลายเป็นสถานีรถไฟหัวหินที่เราเห็นตอนนี้
เรือสุพรรณหงส์และราชรถที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ คือสิ่งของที่เคยนำไปจัดแสดงในงาน Vancouver Expo ประเทศแคนาดาเมื่อ พ.ศ. 2528
หอคำหลวงและงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของงาน Expo ด้านพืชพรรณที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพ
เฮ้ย World Expo มันอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

หลังจากตัดสินใจอยู่นานมาก เราตกลงรับปากกับสองโดยทันที แล้วพกน้องคนสนิทที่ชอบรถไฟญี่ปุ่นเข้าเส้นไปด้วยอีกหนึ่งคน กลายเป็นว่าทริปนี้คือการรวมตัวคนเนิร์ดถึง 4 คนที่รวมตัวกันไปโอซาก้า แต่เราไม่ได้บินตรงไปที่โอซาก้าเลย เพราะเราอยากใช้โอกาสนี้เพื่อจะนั่งรถไฟให้หลากหลายที่สุดและแวะเที่ยวระหว่างทางไปด้วย เราจึงบินไปลงที่ฟูกูโอกะแล้วเดินทางไปต่อที่โอคายามะ (Okayama)
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าแล้วจะเหนื่อยทำไม ปลายทางของเราคืองาน Expo 2025 ก็จริง แต่จุดประสงค์เราไม่ได้อยากนั่งรถไฟไปเที่ยวงาน Expo ซะหน่อย แต่เราไปเพื่อจะได้นั่งรถไฟต่างหาก
Nozomi
2 เดือนหลังจากการวางแผนทุกอย่าง พวกเราก็เหินฟ้าสู่ฟูกูโอกะ เพียงชั่วข้ามคืนก็มาเหยียบเกาะคิวชู (รอบที่เท่าไรก็ไม่รู้) ในวันเกิดของเราพอดิบพอดี ทริปนี้คงเป็นการเที่ยววันเกิดปีที่ 38 หลังจากผจญความวุ่นวายในช่วงอายุ 37 ซึ่งยิ่งกว่ามรสุมชีวิตจนแทบจะกัดผ้าเช็ดน้ำตา

จากสนามบินเรานั่งรถบัสตรงดิ่งไปที่สถานีฮากาตะ (Hakata Sta.) เพื่อเดินทางต่อโดยทันที โชคดีที่ตั๋วเครื่องบินที่จองมาเป็นแพ็กเกจบวก JR West Setouchi Pass เข้ามาด้วย เลยได้ตั๋วเดินทางจากบ้านเกิดพร้อมตั๋วขึ้นรถไฟ JR West ไม่จำกัดในโซนทะเลเซโตะ (Setouchi) จากฮากาตะยาวไปจนถึงเกียวโตเป็นเวลา 7 วัน ในราคาที่คำนวณแล้วคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม เมื่อออกพาสเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกเราจึงขึ้นชินคันเซ็น ‘โนโซมิ (Nozomi : のぞみ)’ ออกเดินทางต่อไปโอคายามะทันที

‘โนโซมิ’ แปลว่า ความหวัง ในช่วงที่ชินคันเซ็นเปิดให้บริการระยะแรกมีเพียง 2 ขบวนที่ให้บริการเท่านั้นคือ ‘ฮิคาริ (Hikari : ひかり)’ แปลว่า แสง ซึ่งจอดเพียงไม่กี่สถานี และ ‘โคดามะ (Kodama : こだま)’ แปลว่า เสียงสะท้อน ที่จอดทุกสถานีจนน่าสะเทือนใจ ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนามากขึ้นความเร็วก็เพิ่มมากขึ้นเฉียด ๆ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงเปิดชินคันเซ็นขบวนใหม่ชื่อว่า ‘โนโซมิ (Nozomi)’ ที่กลายมาเป็นความหวังสมชื่อ ให้การเดินทางใช้เวลาน้อยลง จอดน้อยลงไปอีก และสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม รถไฟขบวนนี้จึงกลายเป็นการเดินทางหลักของชินคันเซ็นช่วงระหว่าง โตเกียว-ชินโอซาก้า-ฮากาตะ ที่ใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง เรียกได้ว่ามีเที่ยวถี่ยิบจนขบวนอื่นแทบไม่มีที่แทรกในตาราง
ประมาณชั่วโมงนิด ๆ โนโซมิพาเรามาถึงสถานีโอคายามะ (岡山) มีเพื่อนในกลุ่มรถไฟจำลองเคยบอกไว้ว่าที่นี่เหมือน ‘เมืองของเนิร์ดรถไฟ’ เมืองหนึ่ง มีรถไฟท่องเที่ยวออกจากสถานีนี้ มีย่านเก็บชินคันเซ็น มีรถไฟรุ่นแปลก ๆ มีสะพานข้ามทะเลไปถึงเกาะชิโกกุ และมีรถรางตัวพิเศษ

Marine Liner
ในวันแรกนี้เราขอนั่งรถไฟข้ามไปเกาะชิโกกุ (Shikoku) ด้วยขบวนรถไฟที่ชื่อว่า ‘มารีนไลเนอร์ (Marine Liner)’ ที่หน้าตาดูแปลกจนชวนมอง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก เราอยากสัมผัสประสบการณ์การนั่งรถไฟเพื่อข้ามทะเลบนสะพานที่มีโครงสร้างร่วมกันระหว่างรถไฟและรถยนต์ นั่นคือสะพานเซโตะโอฮาชิ (瀬戸大橋 : Seto Ōhashi)
‘ฮาชิ’ แปลว่า สะพาน ‘โอฮาชิ’ แปลว่า สะพานใหญ่ ‘เซโตะโอฮาชิ’ คือสะพานใหญ่เซโตะ

จากสถานีโอคายามะขบวนมารีนไลเนอร์ทำหน้าที่เป็นรถเร็วจอดบางสถานีวิ่งรับ-ส่งเพื่อเชื่อมระหว่างเกาะชิโกกุกับเกาะฮอนชู เส้นทางตรงนี้ส่วนใหญ่ทำเป็นสะพานไปเกือบตลอดทาง มีอุโมงค์ลอดภูเขาและสถานีรถไฟยกระดับ จนมาถึงสถานีโคจิมะ (Kojima Sta.) ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายก่อนจะข้ามสะพาน มีการเปลี่ยนพนักงานที่สถานีนี้และเดินทางต่อ จากจุดนี้ไปรถไฟจะเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นเพื่อเตรียมข้ามทะเล


ทะเลเซโตะ (Seto) คือช่องแคบระหว่างเกาะฮอนชูกับเกาะชิโกกุ มีความยาวมาตั้งแต่โอซาก้า โกเบ ฮิโรชิม่า โอคายามะ ยาวไปจนถึงด้านเหนือของเกาะคิวชู สะพานที่ใช้ข้ามช่องทะเลนี้มีความยาวร่วม13 กิโลเมตร ด้านบนสุดเป็นช่องจราจรที่มีกี่เลนไม่แน่ใจ ส่วนด้านล่างมีทางรถไฟจำนวน 2 ทาง และด้วยความที่มันสูงมาก ตอม่อจึงต้องสร้างให้มีน้อยตามเพื่อให้เรือผ่านได้ สะพานจึงต้องมีโครงสร้างร่วมกันระหว่างสะพานขึงและสะพานแขวน รถไฟที่วิ่งบนสะพานมีเสียงดังกึงกังจากโครงสร้างสะพานเหล็กตลอดเวลา
ความเด็ดดวงของมารีนไลเนอร์ คือทั้งหัวรถและท้ายรถมีพื้นที่ให้เรามองทะลุห้องขับดูวิวด้านหน้าและท้ายตอนรถไฟผ่านสะพานได้ ฝั่งหนึ่งเป็นรถนั่งธรรมดาแบบรถไฟชั้น 3 บ้านเรา (ที่ติดแอร์และหน้าต่างบานใหญ่กว่า) ส่วนฝั่งที่หันไปทางสถานีทาคามัตสึ (Takamatsu Sta.) เป็นที่นั่งแบบกรีนคาร์ ตู้รถไฟแบบ 2 ชั้น (Double Deck) ที่นั่งปรับเอนได้และมีที่นั่งพิเศษหลังห้องขับเพื่อดูวิวข้ามสะพานได้แบบชัดเจนแค่ไม่กี่ที่นั่งเท่านั้น


19 นาทีตั้งแต่รถไฟวิ่งขึ้นสะพานจนมาถึงอีกฝั่ง นับเป็นเวลาที่นานพอตัว ยิ่งเทียบขนาดสะพานกับสิ่งปลูกสร้างแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่สะพานนี้ถึงเรียกว่า ‘โอฮาชิ’ เพราะมันใหญ่ทอดยาวไปจนเรามองไม่เห็นว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
มารีนไลเนอร์พาเรามาถึงสถานีทาคามัตสึซึ่งเป็นปลายทางบนเกาะชิโกกุตอนบน พวกเราไม่มีเวลามากนักเพราะต้องต่อรถไฟอีกขบวนหนึ่งไปเพื่อจะได้นั่งขบวนพิเศษ เราจึงออกมานอกสถานีเพื่อมาดูบรรยากาศรอบ ๆ และถ่ายรูปกับด้านหน้าสถานีที่เป็นเอกลักษณ์เชิญชวนให้ใครต่อใครมาถ่ายรูปพร้อมรอยยิ้ม กับคอนเซปต์ ‘Shikoku Smile Station’


Shiokaze Anpan Man
จากทาคามัตสึ เรานั่งรถไฟท้องถิ่นไปอีกประมาณ 20 นาทีสู่สถานีทาโดสึ (Tadotsu Sta.) ที่นี่เป็นสถานีเล็ก ๆ รอบ ๆ ไม่มีอะไรเลยนอกจากชุมชนและรถจักรไอน้ำที่จอดในสวน 1 คัน เรามาที่นี่เพียงเพราะจะขึ้นรถไฟด่วน ‘ชิโอคาเซะ (Shiokaze)’ ที่มีลวดลายการ์ตูน อันปังแมน สุดน่ารัก ซึ่งเป็นจุดขายของรถไฟในเกาะชิโกกุ
ในเกาะชิโกกุมีรถไฟลายอันปังแมนหลายขบวน หลายเส้นทาง แต่ละขบวนมีชื่อไม่เหมือนกันและตกแต่งไม่เหมือนกัน มีทั้งวิ่งในเกาะและวิ่งเชื่อมไปที่โอคายามะ


ขบวนที่เรานั่งเป็นสีขาว มีคาแรกเตอร์อันปังแมนและผองเพื่อนพิมพ์ประทับที่ข้างตู้และมีสีสันเป็นรุ้ง 7 สี ซึ่งขบวนนี้มีความสำคัญกับใจเรามาก เพราะพี่เลี้ยงของเราสมัยไปอบรมที่ญี่ปุ่นซื้อโมเดลรถไฟรุ่นนี้ ขบวนนี้ ลายนี้ให้เราเป็นของขวัญวันกลับบ้าน เราเลยอยากมานั่งรถไฟขบวนนี้แบบตัวเป็น ๆ แล้วถ่ายรูปส่งไปอวดว่า “ได้มานั่งแล้วนะคุณพี่”
รถไฟขบวนนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหัวจำนวน 5 ตู้ ปลายทางที่ทาคามัตสึ ส่วนด้านท้ายปลายทางที่โอคายามะ เท่ากับว่าทั้ง 2 ขบวนจะต้องแยกกันที่สถานีใดสถานีหนึ่ง โดยในขบวนนี้จะมีตู้เดียวเท่านั้นที่ตกแต่งพิเศษเป็นลายอันปังแมน ซึ่งแน่นอนว่าเต็มไปด้วยเด็กทั้งตู้! เอาจริง ๆ ต่อให้ไม่ใช่เด็กก็รู้สึกว่าคันนี้มันน่านั่งเป็นบ้าเลย


เจ้าอันปังแมนวิ่งกึงกังไปตามราง ไม่นานนักก็มาถึงสถานีอุทาซุ (Utazu Sta.) ซึ่งเป็นจุดแยกระหว่าง 2 ขบวน เจ้าหน้าที่ประจำชานชาลายืนเตรียมพร้อมเพื่อรอถอดตู้ กระบวนการนี้ได้รับความสนใจจากคนบนรถอย่างเหลือล้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่ลงมาดูการถอดตู้ซึ่งกินเวลาประมาณ 5 นาทีเท่านั้นกับการปลดตะขอพ่วง เก็บแผงคลุมทางเดินเชื่อมตู้ (Gangway) เมื่อพร้อมขบวนหน้าก็เคลื่อนตัวออกจากสถานีมุ่งหน้าไปที่ปลายทางทันที ส่วนท้ายของเราก็ออกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นและข้ามสะพานเซโตะโอฮาชิไปจอดสถานีปลายทาง

Yakumo, Sunrise Express และแขก (ไม่ได้) รับเชิญสุดหรู
มาเมืองที่เต็มไปด้วยรถไฟหลากหลายทั้งทีจะอยู่เฉย ๆ ได้ยังไง ระหว่างที่สองกับเพื่อนเข้าโรงแรม เรากับ น้องทิกเกอร์ ผู้เป็นเนิร์ดรถไฟก็ได้เวลาออกมาล่ารถไฟขบวนโปรด ซึ่งจุดหมายคือขบวนยาคุโมะ (Yakumo : やくも) รถด่วนที่วิ่งระหว่างโอคายามะ-อิซึโมชิ (Izumoshi)
ความพิเศษของยาคุโมะคือการใช้รถรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านั้นยาคุโมะใช้รถรุ่นสมัย JNR (การรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นรุ่นคลาสสิกวิ่งมาโดยตลอด พอรถรุ่นเก่าแก่รีไทร์ไป รุ่นใหม่จึงมาแทนที่ หน้าตาของมันแหวกไปจากของเก่าเสียจนเรียกได้ว่าพลิกโฉม ลวดลายรูปเมฆซึ่งมาจากคำว่าคุโมะ (くも) เป็นสัญลักษณ์อยู่ที่หัวรถ แต่ด้วยความที่พาสของเรานั่งเข้าไปสายแยกไม่ได้ เราจึงตัดสินใจนั่งรถท้องถิ่นไปสถานีคุราชิกิ (Kurashiki Sta.) เพื่อไปรอรถเที่ยวเข้าโอคายามะ ซึ่งจะได้นั่งขบวนนี้เพียงแค่ 10 นาทีเศษ ๆ เท่านั้น อันนี้น่าจะเป็นการนั่งรถไฟที่สั้นที่สุดในทริปนี้แล้วก็ได้

รถด่วนยาคุโมะเผยโฉมสีน้ำตาลทองที่ชานชาลาตรงเวลาเป๊ะ พร้อมความตกตะลึงของเราผู้ซึ่งเคยเห็นเขาด้วยตาเนื้อครั้งแรก ประตูเปิดเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งในที่นั่งที่จองไว้ ภายในห้องโดยสารสวยและลงตัวมากจริง ๆ ไฟสี Cool White ตัดกับสีพื้นรถลายไม้น้ำตาลเข้ม มีเบาะนั่งกำมะหยี่สีเขียวและน้ำเงินซึ่งโทนสีลงตัวผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะใกล้ถึงปลายทางมากจึงแทบไม่มีคนในรถเลย เราเสพความสุขบนขบวนนี้ได้อย่างเต็มที่ และดูทุกซอกทุกมุมจนรู้สึกว่าอยากได้การออกแบบรถไฟแบบนี้มาใช้กับบ้านเราเหลือเกิน


ความสุขก็ต้องมีวันเลิกรา เมื่อเสียงเมโลดี้ดังขึ้นพร้อมเสียงประกาศว่าถึงสถานีปลายทางแล้ว เรา 2 คนก้าวเท้าออกจากรถและรอส่งรถไฟกลับอู่ไปพักผ่อน ก่อนที่จะเหลือบตามองกันพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า ค่ำคืนแห่งรถไฟยังไม่หมดแค่นี้แน่นอน กลับโรงแรมเหรอ ฝันไปเถอะ
ขบวนแรกที่เรารอรับคือซันไรส์เอกซ์เพรส (Sunrise Express) รถไฟตู้นอนวิ่งประจำขบวนเดียวและขบวนสุดท้ายของญี่ปุ่น มันวิ่งมาจาก 2 เมือง คืออิซึโมชิ (Izumoshi) ภายใต้ชื่อขบวนว่า ‘ซันไรส์อิซึโมะ (Sunrise Izumo)’ และทาคามัตสึ (Takamatsu) ภายใต้ชื่อ ‘ซันไรส์เซโตะ (Sunrise Seto)’ ทั้ง 2 ขบวนจะมารวมร่างกันที่โอคายามะแล้ววิ่งจับมือไปด้วยกันจนถึงสถานีโตเกียวในเช้าวันรุ่งขึ้น

ความพิเศษของขบวนนี้คือทั้งขบวนเป็นตู้นอนหมดเลย มีทั้งแบบชั้นเดียวและ 2 ชั้น มีที่นอนรวมกันยาว ๆ เหมือนค่ายลูกเสือเป็นรถที่ราคาถูกที่สุด มีทั้งเป็นห้องนอนส่วนตัวชั้นบนและชั้นล่างแยกห้องใครห้องมัน มีห้องเดี่ยวแบบเป็นสัดส่วน หรือแม้แต่เป็นห้องคู่เหมือนเตียงสวีท และที่สำคัญคือเป็นรถนอนขบวนเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อสิ้นสุดยุครถนอนและเต็มไปด้วยชินคันเซ็นที่รวดเร็ว รถไฟข้ามคืนจึงไม่มีเหลือเลย และชินคันเซ็นก็ไม่วิ่งหลังเที่ยงคืน แต่ก็ยังมีคนโหยหารถไฟตู้นอนอยู่เพื่อจะได้ถึงปลายทางในช่วงเช้า รถไฟขบวนนี้จึงถูกจองเต็มในทุก ๆ วัน และเป็นหนึ่งในขบวนที่จองยากที่สุดของญี่ปุ่น
ระหว่างที่ 2 ขบวนเข้ามา มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมชานชาลาเพียงเพราะจะมาดูทั้ง 2 ต่อขบวน ซึ่งสองในกลุ่มคนนับสิบบินข้ามทะเลมาจากประเทศไทย และเราก็อยากเห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเองเหมือนกัน ไม่นานนักซันไรส์ขบวนแรก (ที่เราตื่นเต้นจนจำไม่ได้ว่ามาจากไหน) ก็มาถึงชานชาลา รถไฟร่างโมเดิร์นสีครีม-แดงเหมือนรถไฟสมัยการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่นค่อย ๆ คลานเข้ามาและจอดตรงจุดที่กำหนด มวลชนก็ขยับมาอยู่ตรงท้ายขบวนที่จะเป็นจุดเชื่อมระหว่างรถไฟ 2 ขบวน และในอีกไม่กี่นาทีซันไรส์อีกขบวนก็เข้ามาถึง

จังหวะนี้เหมือนคนรอดูดาราที่ตัวเองชอบ คนบนชานชาลารวมถึงคนที่ลงมาจากซันไรส์ทั้ง 2 ขบวนเดินมารวมตัวที่จุดเดียวกันจนถ่ายรูปลำบาก ทุกคนยืนถือกล้องเพื่อเก็บช่วงเวลาที่รถไฟ 2 ขบวนจะรวมร่างกัน (ซึ่งจริง ๆ มันเกิดขึ้นทุกวันนะคุณพี่)
จริง ๆ จังหวะนี้คล้ายกับการแยกขบวนกันของขบวนอันปังแมน แต่เป็นจังหวะที่ตรงข้ามกันเฉย ๆ จากการปลดขบวนออกจากกัน เป็นการเตรียมทุกอย่างเพื่อให้รถไฟ 2 ขบวนต่อกัน มีเจ้าหน้าที่ลงไปอยู่บนรางเพื่อถอดฝาครอบขอพ่วง ด้านบนเปิดประตูหน้ารถที่จะทำให้รถไฟ 2 ขบวนเชื่อมกันได้ เตรียมกูบทางเดิน (Gangway) เมื่อพร้อมแล้วทั้ง 2 ขบวนก็ค่อย ๆ จูบกันอย่างช้า ๆ จนตะขอพ่วงต่อกันสนิทดังกรึ้บ เป็นอันสำเร็จ พร้อมมวลประชาชนที่อยู่เต็มชานชาลาเมื่อกี้กระจายตัวกันขึ้นรถไฟ ใครไม่ไปกับรถไฟก็วิ่งไปหัวขบวนเพื่อถ่ายคลิป ไม่นานนักซันไรส์เอกซ์เพรสความยาว 14 ตู้ก็เคลื่อนออกจากชานชาลา และอยู่ ๆ หางตาเราก็แวบไปเห็นอะไรเขียว ๆ ดำ ๆ วิ่งเข้ามาจากอีกฝั่ง
จากตาที่ตี่ ๆ เพราะเริ่มง่วงก็โตขึ้นทันที พร้อมก้าวเท้าวิ่งข้ามไปอีกชานชาลา เพราะรถไฟสุดหรู ‘ทไวไลต์เอกซ์เพรส มิซุคาเซะ (Twilight Express Mizukaze)’ ปรากฏตัวขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและไม่มีการเตือนใด ๆ นี่คือรถไฟสุดหรูแห่งภาคตะวันตกที่ใคร ๆ ก็อยากได้นั่งสักครั้งในชีวิตกับค่าโดยสารหลักล้านเยนต่อหัว
นี่เป็นการส่งท้ายวันเกิดอายุครบ 38 ที่เต็มคอมโบมากอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ฉันนอนหลับสบายแล้วล่ะคืนนี้

Okaden Chuggington
เช้าวันนี้ก่อนเราจะไปโอซาก้า ขอเที่ยวในโอคายามะสักครึ่งวันก่อน เมืองนี้มีเสน่ห์ต่อการพักค้างคืนมาก ความเงียบของเมืองที่ค่อนข้างสงบใช้ได้ แม่น้ำอาซาฮิผ่าใจกลางเมืองให้เดินเล่นผ่อนคลายพร้อมปราสาทโอคายามะที่โดดเด่นอยู่กลางเมือง แม้ว่าปราสาทแห่งนี้จะสร้างขึ้นมาใหม่เพราะเสียหายจากสงคราม แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่านี่คือสิ่งใหม่ การเดินเท้าไปตามริมแม่น้ำและแวะเข้าไปในปราสาทจึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักเดินทางไม่ควรพลาด


เราค้นพบว่าที่โอคายามะมีรถรางแบบพิเศษที่ออกแบบโดยใช้คาแรกเตอร์การ์ตูนรถไฟ พร้อมพิพิธภัณฑ์ที่ไว้จัดแสดงผลงานของนักออกแบบรถไฟชื่อดัง เอจิ มิโตโอกะ
เรานั่งรถรางกันไปจนสุดสายถึงสถานีฮิกาชิยามะ (Higashiyama) ที่นั่นคือ Okaden Museum ซึ่งมาจาก ‘รถรางโอคายามะ’ ที่นี่คือโรงงาน โรงซ่อม และพิพิธภัณฑ์ในที่เดียวกัน แต่น่าเสียดายตรงโรงเก็บรถที่เข้าไปดูไม่ได้ แต่เราเข้าไปชมแกลเลอรีงานออกแบบของ เอจิ มิโตโอกะ ได้


เมื่อเปิดประตูเข้ามาใน Okaden Museum ก็พบกับลายเซ็นของอาจารย์เอจิที่กระแทกตาและร่างกาย มีแต่ของคุ้นตาเต็มไปหมด ทั้งแมวทามะของรถรางโอคายามะ บ่อลูกบอลไม้ที่อยู่บนรถไฟ Aso Boy! ตัวการ์ตูนหลากหลายที่คุ้นตา และมีเจ้าแมวมิวจัง ผู้เป็นเหมือนเจ้าของบ้านนอนอยู่ในตู้กระจกพร้อมมองเราด้วยสายตาแบบ… มาแล้วเหรอนังตัวดี หน้าเธอเหวี่ยงดีจัง (ฮา)


ชั้นล่างเหมือนเอาสวนสนุกและห้องสมุดมาจัดวางไว้ เราได้เห็นหนังสือรวมงานออกแบบ ทั้งสื่อทั่วไป รถไฟ รถราง สถานีรถไฟ ส่วนชั้นบนเป็นเมืองรถไฟ Tomy รางสีฟ้าที่มีแทบทุกบ้านมาทำเป็นเมืองเล็ก ๆ เอาไว้ให้เด็ก ๆ (และคนแอ๊บเด็ก) ไปนั่งเล่นหรือมองรถไฟเพลิน ๆ ได้
เรายังไม่เจอรถรางลายพิเศษ Chuggington การ์ตูนดังจาก BBC เลย รู้แค่ว่าตอนนี้มันออกไปวิ่งข้างนอก เราอยากนั่งมากแต่ไม่รู้ว่ามีรอบไหนบ้าง บวกกับเวลาที่ต้องเดินทางต่อไปโอซาก้า เราเลยต้องรีบออกเดินทางพร้อมความรู้สึกละห้อยนิด ๆ มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างรถรางจนกระทั่งเห็นเจ้า Chuggington วิ่งสวนไป… อ้าว ถ้ารออีกนิดก็เจอแล้ว ไม่ได้! ฉันต้องเจอมัน ก็เลยตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือไปยืนรอที่หน้าสถานีโอคายามะ เอกิมะเอะ (Okayama Ekimae)


หลังจากรอไปนานแสนนาน เธอก็ปรากฏตัวออกมา ซึ่งตอนแรกเราเข้าใจว่าเป็นแค่รถรางธรรมดาแต่เป็นลายพิเศษเหมือนเจ้าทามะหรือโมโม่ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ มันเป็นรถรางท่องเที่ยวที่มีค่าโดยสารถึง 3,500 เยน จะได้รับประสบการณ์บนรถรางที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ บวกกับค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์พร้อมกิจกรรม… ไม่ได้นั่ง แต่ขอให้ได้ดูได้เห็นก็พอ
เมื่อหนำใจแล้วก็ถึงเวลาเดินทางต่อ เราจับชินคันเซ็นขบวน ‘ซากุระ (Sakura : さくら)’ เดินทางต่อไปโอซาก้า เลือกที่นั่งแบบสำรองที่ (Reserved Seat) เพราะทำการบ้านมาแล้วว่าชินคันเซ็นรุ่น N700 – 8000 แตกต่างจากรุ่น N700A และ N700S เพราะที่นั่งแบบสำรองที่จะจัดวางที่นั่งแบบ 2 – 2 ส่วนที่นั่งอิสระ (Non-reserved Seat) จัดวางที่นั่งแบบ 2 – 3 ซึ่งว่ากันตรง ๆ เบาะจะกว้างและสบายกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่ไม่ว่าจะแบบจองหรืออิสระจะจัดวางแบบ 2 – 3 ทั้งหมด ที่นั่งจึงแคบกว่า สบายน้อยกว่า ซึ่งขบวนที่ใช้รถรุ่น N700 – 8000 มีเพียงแค่ขบวนซากุระและมิซุโฮะ (Mizuho : みずほ) ที่ให้บริการโดย JR West และ JR Kyushu เท่านั้น
การเดินทางของทริป Expo ยังไม่จบ เรายังเจอรถไฟเพื่อนรักอีกหลายขบวนที่ทำให้ความเนิร์ดมันปะทุตลอดทริป

เกร็ดท้ายขบวน
- JR West Setouchi Area Pass ใช้ได้ 7 วัน ในราคา 22,000 เยน นั่งซันโยชินคันเซนได้ตั้งแต่ชินโอซาก้าถึงฮากาตะ รวมถึงรถด่วนที่ไปเกียวโตและข้ามไปเกาะชิโกกุตอนบนได้ ซึ่งเที่ยวเมืองรองและเมืองที่กระจายตัวตามทะเลเซโตะได้ ทั้งโกเบ ฮิเมจิ ฮิโรชิมา โอคายามะ ยามะกุจิ รวมถึงฟูกูโอกะ ได้สบาย ๆ
- ชินคันเซ็นของ JR West มีขบวนเยอะมาก แนะนำให้ลองทำความเข้าใจก่อนเดินทาง เพราะจะมีผลต่อความสะดวกสบาย สถานีจอด และการตัดสินใจว่าจะจองที่นั่งหรือไม่
- ควรนอนโอคายามะ 1 – 2 คืน เพราะโรงแรมถูกกว่าเมืองอื่น ๆ ในเส้นทางนี้
