ผมไปเกียวโตมา ไปแบบไม่ได้เที่ยวเมืองเก่าแบบที่ใคร ๆ เขาไปเลย แต่ผมไปตามหารถไฟสุดที่รักของผม ซึ่งเอาเข้าจริง เกียวโตนี่มีรถไฟมากกว่าที่คิด
เรื่องมันเริ่มจากตรงนี้ ผมดันไปเห็นรูปสถานีรถไฟแห่งหนึ่งซึ่งมีบันไดกลางใหญ่มากกกกกก จนเรียกเล่น ๆ ว่า บันไดสวรรค์ รู้แค่ว่าอยู่โซนโอซาก้าเนี่ยแหละ แต่ไม่รู้ว่าสถานีอะไร ไอ้ความที่มันจำไม่ได้ไงก็เลยพยายามตามหาจนได้พบว่าคือสถานีรถไฟเกียวโต นั่นจึงเป็นอีกหนึ่ง Wish List ที่ยังไงก็ต้องไปให้ได้
เกียวโตที่รู้จักคือเป็นเมืองหลวงเก่าก่อนโตเกียว และเป็นเมืองที่ประชากรขึ้นชื่อลือชาเรื่องการพูดแบบอ้อมแหลมกู๊ดโฮปมากกว่าประชากรจากภาคอื่น ๆ จนรู้สึกทึ่งในสกิลล์นึกคำให้ด่าเชิงอ้อมเป็นวงแหวนรอบนอกขนาดนี้ นอกจากนั้นแล้วเกียวโตที่รู้จักยังเป็นเมืองที่สงบ มีวัดสวย ภูเขางาม

เราไปเกียวโตจากโอซาก้าได้ง่ายมาก แค่นั่งรถไฟด่วนราว ๆ 30 นาทีเท่านั้น เรารู้สึกว่าเกียวโตเหมือนอยุธยาที่นั่งรถไฟไปเที่ยวจากกรุงเทพฯ ได้โดยไม่ต้องค้างคืนแต่อย่างใด ซึ่งเอาจริงรอบหน้าที่ไปก็อาจจะหาที่นอนในเกียวโตเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดี
จุดหมายแรกที่ผมปักหมุดก็คงไม่พ้นพิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโต สถานที่ซึ่งรวบรวมรถไฟของญี่ปุ่นฟากตะวันตกและรถจักรไอน้ำที่ยังวิ่งได้ ที่สำคัญคือมีพี่น้องของรถจักรไอน้ำของไทยอยู่ที่นี่ด้วย
การเริ่มต้นของผมออกสตาร์ตจากสถานีโอซาก้า (ที่ไม่ใช่ Shin-Osaka)
ในช่วงเวลาเร่งด่วนของโอซาก้าก็ยังมีความคล้ายคลึงกับโตเกียวอยู่บ้าง ผู้คนปริมาณมหาศาลเดินทางไปทำงานกันขวักไขว่เหมือนมด ระหว่างที่กำลังเดินลงชานชาลาไปนั้น หางตาผมก็แอบไปเห็นรถไฟขบวนหนึ่งที่สีแปลกตามาก มันเป็นสีตุ่น ๆ มืด ๆ ต่างจากรถไฟที่ผมเห็นผ่านไปผ่านมาอยู่ทุกวัน

ก่อนที่จะได้เห็นตัวก็ได้เจอกับคำตอบก่อน มันคือรถไฟที่ผมตามหามาและเป็น Wish List ที่จะต้องเห็นใกล้ ๆ สักครั้งในชีวิต มันคือ ‘Twilight Express Mizukaze’
รถไฟสีเขียวมะกอกขลิบสีทองเป็น 1 ใน 3 รถไฟสุดหรูของญี่ปุ่น ซึ่งต่อยอดมาจากรถด่วน Twilight Express ที่เคยวิ่งระหว่างโอซาก้า-ซัปโปโร ก่อนที่จะหยุดให้บริการไปตามรถนอนขบวนอื่น ๆ ที่ยุติบทบาท แต่ JR West ยังคงเอาอัตลักษณ์ของรถไฟตู้นอนที่น่าหลงใหลมาปรับรูปแบบใหม่ให้เป็น Cruise Train ที่มีความหรูหรามากขึ้น ทั้งการบริการ การตกแต่ง และออกแบบด้วยรูปลักษณ์ที่ชวนสะดุดตา ส่วนหัวและท้ายรถทำไว้ให้เป็นระเบียงชมวิวด้วย
ความรู้สึกดีใจถาโถมเข้ามาสุด ๆ ภายในรถไฟบ่งบอกความหรูหราเหนือระดับ แล้วไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่มองดูรถไฟขบวนนี้ คนหลายคนบนชานชาลายกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป แต่ก็พินิจได้แค่ไม่นาน รถไฟที่จะไปเกียวโตกำลังจะเข้ามาเทียบชานชาลา


รถด่วน Thunderbird คือยานพานะไปเกียวโตเช้านี้ มันใช้เวลาเดินทางแค่ 30 นาทีเท่านั้น มีสถานีจอดระหว่างทางแค่ Shin-Osaka แล้วกระโดดไปเกียวโตเลย เจ้ารถไฟสีขาวสะอาดนี้มีส่วนหัวและท้ายที่หน้าตาเหมือนหม้อหุงข้าวไม่เบา จนผมตั้งฉายาให้ว่าเจ้าหม้อหุงข้าว ภายในห้องโดยสารมีเบาะขนาดใหญ่นั่งสบาย ด้วยความเร็วที่พุ่งทะยานวิ่งผ่านทุกสถานีสมชื่อวิหคสายฟ้า (Thunderbird) แต่ยังไม่ทันจะได้อิ่มเอมเท่าไหร่ก็มีเสียงประกาศบอกว่าเรากำลังจะถึงสถานีเกียวโตแล้ว
สถานีเกียวโตกับบันไดสวรรค์ในตำนาน
Thunderbird พาเรามาส่งที่ชานชาลาหมายเลข 0
ชานชาลาที่ 0 งงไหม ใช่! ผมก็งง แล้วก็งงกว่าเมื่อพบว่ารถไฟที่จะต่อไปพิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโตต้องไปขึ้นที่ชานชาลา 33 อะไรกัน สถานีนี้มันใหญ่กว่าโตเกียวอีกเหรอ

แล้วผมก็เห็นเฉลยว่า จริง ๆ แล้วสถานีไม่ได้มี 33 ชานชาลา โดยชานชาลาที่ 0 – 10 เป็นชานชาลารถไฟของ JR West ที่เป็นรถไฟปกติ (แต่ชานชาลาที่ 1 ไม่มี เพราะเป็นทางให้รถสินค้าวิ่งผ่าน)
ชานชาลาที่ 11 – 14 เป็นของ Tōkaidō Shinkansen ของบริษัท JR Central
ชานชาลาที่ 21 – 22 เป็นของบริษัทรถไฟเอกชน Kintetsu
ชานชาลาที่ 30 – 34 เป็นของรถไฟ Haruka Kansai Airport Line และ San’in Line

การที่เขาแบ่งชานชาลาเป็นโซนแบบนี้ทำให้เราเห็นภาพสถานีชัดขึ้นและรู้ว่าชานชาลานั้นอยู่ตรงไหนโดยอาศัยเลขต้น ซึ่งผมก็มาอ๋อว่า เพราะทางรถไฟปกติมี 11 ทาง และเขาแยกชินคันเซ็นออกมาเป็นชานชาลา 11 – 14 จึงต้องตั้งชานชาลา 0 ขึ้นมาเพื่อให้ตัวเลขไม่ล้ำไปที่โซน 1X นั่นเอง
มาถึงที่แล้ว ไอ้ครั้นจะเดินทางต่อโดยทันทีก็กระไรอยู่ ขอไปดูบันไดสวรรค์ในตำนานด้วยตาเนื้อเสียหน่อย
พอเห็นปั๊บ ถึงกับตะลึงในความใหญ่และแกรนด์ของสถานี
ตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าชานชาลา มองไปซ้ายและขวา มันคือบันไดขึ้นไปชั้นบนทั้งคู่ จินตนาการว่าเรากำลังอยู่ในโถงของมหาวิหารอะไรสักอย่างที่มีหลังคาสูงเสียดฟ้า แล้วบันไดทั้ง 2 ฝั่งพาเราขึ้นไปถึงข้างบน
หากหันหน้าออกนอกสถานี ทางขวาจะเห็นบันไดทอดขึ้นไปประมาณ 5 ชั้น สุดทางบนนั้นคือทางเดินไปจุดชมวิวเกียวโตทาวเวอร์และจุดชมวิวรถไฟด้านหลังสถานี ส่วนอีกฝั่งเป็นบันไดที่ทอดขึ้นไปแบบสุดลูกหูลูกตาประมาณ 14 ชั้นได้ และมีขั้นบันไดสำหรับอีเวนต์อยู่เกือบบนสุด เมื่อเราไต่บันไดเลื่อนไปจนถึงชั้นบนสุด (แน่นอนว่าฉันไม่เดินบันไดปกติ ขอบคุณ) ก็จะเป็นสวนเล็ก ๆ บนดาดฟ้าห้าง Isetan ที่อยู่ในสถานี เพื่อเป็นพื้นที่ส่วนกลางและจุดชมวิวเมือง เรียกได้ว่าความใหญ่โตของสถานีไม่ใช่แค่ใหญ่ แต่ยังมีฟังก์ชันให้ใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่มีสารพัดกิจกรรม
โอเค ทำสำเร็จไปอีกสิ่ง ได้มาเห็นของจริงมิใช่แค่รูปถ่ายในเน็ต



พิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโต บ้านของรถไฟหลายชีวิต
จากสถานีเกียวโตไปพิพิธภัณฑ์รถไฟ เราต้องต่อรถไฟสาย San’in ไปลงที่สถานี Umekōji-Kyōtonishi ซึ่งห่างกันแค่ 1 สถานีเท่านั้น ซึ่งรถไฟสายนี้คนแน่นมากกกก ไม่ใช่แค่เพราะมีพิพิธภัณฑ์รถไฟ แต่ยังมี Kyoto Aquarium และยังเป็นสายที่นั่งต่อไปป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama) ได้ด้วย
พิพิธภัณฑ์อยู่ห่างจากสถานีแค่ไม่กี่ก้าวเดิน ที่นี่น่าจะใหญ่รองลงมาจากที่โอมิยะ ด้านหน้าเป็นจุดต้อนรับ ด้านหน้ามักมีเด็กนักเรียนอนุบาลและประถมมาทัศนศึกษา เมื่อก้าวผ่านที่ขายตั๋วไปแล้วก็จะเจอ Promenade เหมือนเป็นโซนอาหารเรียกน้ำย่อยที่มีรถไฟรุ่นเก่าจอดอยู่เต็ม ไม่ว่าจะเป็นรถจักรไอน้ำ C62 รถ EMU ชินคันเซ็นซีรีส์ 0 รถชานเมืองรุ่นเก่า รถนอนที่มองเข้าไปข้างในก็จะเห็นเตียงนอนและห้องนอนที่โอ่อ่าหรูหรา เรียกได้ว่า ถ้าใครได้นอนตู้นอนสมัยนั้นก็น่าจะโก้เก๋ไม่เบา


ส่วนของชินคันเซ็นมีตู้เสบียงซึ่งเป็นจุดเด่นของ Tokaido-Sanyo Shinkansen ให้ชมพร้อมกับอุปกรณ์เด่น ๆ ที่ทำให้ชินคันเซ็นเป็นรถไฟแห่งยุค รวมถึงทางขึ้นห้องขับชินคันเซ็นอีกด้วย ถ้าเดินขยับออกไปก็จะมีตู้นอนของขบวน Twilight Express ตัวจริงดั้งเดิมก่อนจะมาเป็น Twilight Express Mizukaze ที่เพิ่งพบเจอแล้วอยากก้มกราบไปเมื่อเช้า


เข้ามาถึงด้านในเป็นโถงขนาดใหญ่ มีรถไฟตัวเด่นจอดโชว์อยู่ 3 คัน เรียงจากซ้ายไปขวาคือ JR West 500 รถชินคันเซ็นที่มีรูปร่างปราดเปรียวที่สุดและเป็นตำนานของชินคันเซ็นด้วย คันกลางคือรถด่วน Gekko และคันขวาคือรถด่วน Taisho ซึ่งมุมนี้ถือว่าเป็นมุมมหาชนที่ใครมาก็ต้องถ่ายรูปก่อนเริ่มเดินเข้าคลาสรถไฟ 101

ลักษณะพิพิธภัณฑ์ที่นี่แตกต่างจากที่โอมิยะพอสมควร ด้วยพื้นที่โถงค่อนข้างกว้าง มีรถไฟโชว์น้อยกว่า แต่เนื้อหาเยอะกว่า ซึ่งเราได้เห็นทั้งแบบจำลองเครื่องจักรไอน้ำที่เป็นต้นกำเนิดของรถจักรไอน้ำ ประวัติศาสตร์รถไฟญี่ปุ่นซึ่งละเอียดมาก (แต่อ่านไม่ออก เห็นภาพแล้วก็เดาได้) วิวัฒนาการของเครื่องแบบพนักงาน รูปแบบกระเบื้องหลังคาของสถานี วิวัฒนาการของรถไฟแต่ละยุคที่มีรูปแบบบริการที่ต่างกัน แบบจำลองสถานีรถไฟในยุคที่เป็นอาคารไม้พร้อมร้านขายของ ทำให้ผมนึกถึงสถานีรถไฟรุ่นเก่าของไทยมาก


ส่วนโซนด้านหลังยิ่งทำให้ผมเข้าใจว่า ‘พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ที่เก็บของเก่า แต่เป็นที่เรียนรู้ให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ๆ’ เพราะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เราได้มีส่วนร่วมแบบ Interactive ไม่ว่าจะเป็นการจำลองให้เห็นกลไกของการปิดประตู การเดินลงไปใต้ท้องรถไฟแต่ละแบบเพื่อเห็นกลไกใต้ท้อง รูปแบบของตัวรับไฟ (Pantograph) ชนิดต่าง ๆ รูปแบบของตัวรับน้ำหนักโบกี้ รูปร่างของล้อรถไฟแบบไหนที่ทำให้รถไฟไม่ตกราง ระบบอาณัติสัญญาณ การสับราง รวมไปถึงพื้นที่สร้างการตระหนักรู้ (Awareness) ที่ทำให้เด็ก ๆ และคนมีอายุอย่างเราได้เรียนรู้และตระหนักรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยไปในคราวเดียวกัน เช่น ปุ่ม SOS บนชานชาลาที่ต้องกดเมื่อมีเหตุอยู่ตรงไหนและเหตุแบบไหนต้องกด หรือแม้กระทั่งบริเวณถนนข้ามทางรถไฟให้เด็ก ๆ เรียนรู้ว่าถ้าเสียงดังขึ้นต้องหยุดเพื่อรอ หรือถ้ารถติดอยู่กลางทางรถไฟต้องกดปุ่มไหนเพื่อเตือนให้รถไฟหยุด เรียกได้ว่ามีทั้งความรู้และความตระหนักรู้ให้ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน (เพราะเขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับรถไฟ)



ส่วนชั้น 2 เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเชิงเทคนิคพอสมควร มีทั้งแบบจำลองห้องควบคุมจราจรของรถไฟชินคันเซ็นในสมัยที่เป็นแผงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์) ป้ายบอกข้อมูลแบบพับทำงานยังไง เครื่องขายตั๋วทำงานยังไง ประตูที่ตรวจตั๋วทำงานยังไง ซึ่งอันนี้ผมชอบมาก เพราะเขาเปิดข้างเครื่องให้เห็นกลไกชัด ๆ เลยว่าตั๋วที่เราสอดเดินทางเข้าเครื่องยังไง อ่านยังไง และพลิกตั๋วที่ตีลังกากลับยังไง ไปอีกโซนหนึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับงานบริการ เล่าเรื่องการวิวัฒนาการของห้องน้ำบนรถไฟ รูปแบบเก้าอี้นั่ง ไปจนถึงการจัดข้าวกล่องรถไฟแบบไหนที่โดนใจคนเดินทาง
ส่วนที่ผมเพลินที่สุดคงไม่พ้น Rooftop ที่เอาไว้ชมรถไฟกันแบบ 360 องศา เพราะพิพิธภัณฑ์นี้คือโรงรถจักรและโรงซ่อมเก่าที่โอบล้อมไว้ด้วยทางรถไฟ เราได้มาดูชินคันเซ็น ดูรถไฟวิ่งผ่านกันแบบเพลิน ๆ แถมมีโอตะคุรถไฟมาคอยบอกด้วยว่า ต่อไปรถไฟขบวนไหนจะผ่านและจะมาจากทางไหน



และแน่นอนว่าเราไม่ได้มาแค่เพื่อมาดูมิวเซียม แต่เราจะมาเยี่ยมรถจักรไอน้ำ C56 ซึ่งเป็นพี่น้องกับรถจักรไอน้ำ C56 ที่ประจำการอยู่ในประเทศไทย แต่ที่นี่แตกต่างกับรถที่บ้านเรา คือเขาใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างไอน้ำ
เราต้องซื้อตั๋วคนละ 300 เยน เพื่อนั่งรถไฟแบบเปิดโล่งซึ่งลากด้วยรถจักรไอน้ำ C56 ซึ่งจะทำหน้าที่ดันรถไฟทั้งขบวนไปประมาณ 500 เมตร เลียบไปกับทางรถไฟ (ของจริง) และสวนสาธารณะที่มีคนรอโบกมือให้พวกเรา เมื่อถึงจุดทางตันแล้วก็จะลากรถไฟทั้งขบวนกลับไปที่จุดปลายทาง เป็นการนั่งไปกลับในระยะที่สั้นที่สุด แต่รู้สึกดีที่สุด

เสียงคันชักและไอน้ำที่พุ่งออกมาเชิญชวนให้ทุกสายตาในสวนสาธารณะจับจ้อง ไม่เว้นแม้แต่คนที่อยู่บนรถไฟเอง เสียงหวีดแหบห้าวทรงพลังยิ่งเชื้อเชิญให้ผู้คนจ้องมองแบบละสายตาไม่ได้ เป็นเพียงเวลาสั้น ๆ แต่รู้สึกอิ่มใจมาก เพราะในชีวิตนี้ผมเคยนั่งรถไฟในไทยที่ลากด้วยรถจักรไอน้ำ C56 เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นตอนไปกาญจนบุรี
พิพิธภัณฑ์นี้ถือว่ามีคุณค่าทางใจมาก นอกจากเต็มไปด้วยความรู้และความสนุกแล้ว ที่นี่ยังเป็นส่วนผสมระหว่างรถไฟที่ไม่มีชีวิตกับรถไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญ ยังมีรถจักรไอน้ำที่หาดูยาก ซึ่งน่าจะมากที่สุดในญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ถ้าจะให้ดีต้องอยู่ที่นี่ทั้งวัน แต่เราทำไม่ได้ในวันนี้เพราะยังมีรถไฟอีกขบวนที่รอผมอยู่

โรแมนติกเทรน ชมธรรมชาติใกล้แค่ปลายจมูก
ผมจับรถไฟสาย JR San’in จากหน้าพิพิธภัณฑ์มุ่งหน้าสู่สถานี Saga-Arashiyama ที่ใครหลาย ๆ คนมักจะไปเที่ยวป่าไผ่และไปนั่งรถไฟสายโรแมนติก ซึ่งผมเองก็ตั้งใจจะไปนั่งขบวนนี้เช่นกัน
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักลงที่สถานี Saga-Arashiyama เพื่อเที่ยวป่าไผ่และนั่งรถไฟโรแมนติกเริ่มต้นจากสถานีนี้
แต่จะให้เราทำเหมือนชาวบ้านก็คงจะได้ประสบการณ์ที่แมสเกินไป ระดับคนชอบรถไฟมันต้องตีลังกาเล่นท่ายากกันบ้าง
ผมนั่งรถไฟสาย San’In ไปลงที่สถานี Umahori ข้ามเขาไปอีกฝั่งเพื่อไปตั้งต้นรถไฟสายโรแมนติกที่จุดเริ่มต้นของสายอีกฝั่งหนึ่ง ที่สถานี Torokko-Kameoka
เมื่อลงรถไฟของ JR ที่สถานี Umahori เราเดินเลียบทางรถไฟต่อไปอีกนิดเดียวก็จะเจอสถานีที่ขึ้นรถไฟสายโรแมนติก จากตรงนี้ไปเราจะได้นั่งรถไฟที่เปิดข้างโล่ง ๆ เพื่อชมวิวทางรถไฟเลียบแม่น้ำคัตสึระ (Katsura River) ซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยมาก

ทางรถไฟสาย Sagano เคยเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสาย San’In ในยุคการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น (JNR) แต่ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทำให้ JR West ซึ่งเป็นผู้ดูแลเส้นทางตัดสินใจสร้างทางใหม่ให้อุโมงค์กว้างขึ้น ตัดตรงกว่า และเป็นทางคู่เพื่อรองรับการเดินรถให้เร็วยิ่งขึ้น ทางรถไฟสายนี้จึงกลายเป็นเส้นทางเก่าไปโดยปริยาย และ JR West ก็ได้ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดูแลทางรถไฟความยาว 7.3 กิโลเมตรนี้ให้กลายเป็นเส้นทางรถไฟท่องเที่ยวภายใต้ชื่อ Sagano Romantic Train
รถไฟสายโรแมนติกนี้มีคนขึ้นเยอะตลอดเวลา เยอะทุกเที่ยว ไม่จองล่วงหน้า ไม่ได้ที่นั่งแน่นอน เพราะโดยส่วนใหญ่เมื่อนักท่องเที่ยวนั่งรถไฟชมวิวแล้ว เขาจะไปนั่งเรือเพื่อล่องแม่น้ำเลียบกับทางรถไฟต่อ และแน่นอนว่าผู้โดยสารบนรถไฟขบวนนี้ส่วนใหญ่มีแต่ต่างชาติ (รวมถึงคนไทย)
รถไฟสีแดงเหลืองความยาว 5 ตู้ค่อย ๆ วิ่งเข้ามาเทียบชานชาลา ในส่วนของขากลับไป Arashiyama นั้นใช้หัวรถจักรดีเซลรุ่นเก่าลาก ตัวตู้รถไฟโดยสารดัดแปลงมาจากรถไฟเก่าของ JR West โดยมีหน้าต่างที่เปิดโล่งเหมือนเรานั่งเกวียน เก้าอี้นั่งเป็นไม้สร้างบรรยากาศการนั่งรถไฟชมวิวได้ดีมาก
เมื่อคนเต็มรถไฟก็ออกเดินทางเมื่อสิ้นเสียงระฆัง (บรรยากาศไทยเวอร์) ความเร็วของรถไม่ได้มากเหมือนรถไฟบนเส้นทางหลัก เสียงล้อบดรางดังเป็นระยะ ๆ มีความโคลงเคลงนิดหน่อย บรรยากาศตอนนี้รู้สึกถึงความเย็นของป่า มองไปทางซ้ายก็เห็นต้นไม้และแม่น้ำไหลเอื่อย ๆ อยู่ข้างทางรถไฟ มีบางช่วงที่รถไฟลอดเข้าอุโมงค์แคบ ๆ และผ่านสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่


เมื่อมองลงไปข้างล่างก็จะเห็นเรือแจวที่นักท่องเที่ยวหลายคนได้มาสัมผัสประสบการณ์ ความสนุกของการนั่งรถไฟสายนี้คือการโบกมือและทักทายคนที่อยู่ในเรือ และแน่นอนคนที่อยู่ในเรือก็จะสนุกกับการโบกมือกลับให้กับคนบนรถไฟด้วยเช่นกัน เป็นการเดินทางที่สร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมได้เป็นอย่างดี
ช่วงที่ตื่นตาที่สุดคงเป็นช่วงที่ทางรถไฟประชิดติดกับแม่น้ำเลย ทำให้ผมนึกถึงทางรถไฟช่วงแก่งหลวงบนเส้นทางสายเหนือของไทย และช่วงเลียบแม่น้ำแควน้อยของกาญจนบุรี จริง ๆ แล้วถ้าประเทศไทยเรามีรถไฟแบบนี้วิ่งสั้น ๆ ช่วงทางรถไฟที่สวยและควรค่าแก่การสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย มีทางรถไฟในไทยอีกหลายที่ที่มีศักยภาพจะทำรถไฟนำเที่ยวแบบโรแมนติกเทรนนี้ได้ ทั้งสายเขื่อนป่าสักฯ สายเหนือช่วงขุนตาน ช่วงแก่งหลวง หรือแม้แต่ทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรี รับรองว่าดึงนักท่องเที่ยวมาได้มหาศาลเลย



แค่ 30 นาทีรถไฟก็มาถึงสถานี Torokko-Arashiyama ซึ่งผมลงที่นี่ และสถานีนี้ตั้งอยู่ปากอุโมงค์ของรถไฟสาย San’in จากตรงนี้เราก็เดินเท้าขึ้นไปป่าไผ่ Arashiyama ที่โด่งดัง (และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจนถ่ายหัวคนได้มากกว่าไผ่) ทางเดินเลาะป่าไผ่นี้จะพาเราไปโผล่ที่ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคนที่นั่งเรือแจวเช่นกัน
นอกจากนั่งรถไฟแล้ว ส่วนตัวผมมองว่า Arashiyama เป็นเมืองท่องเที่ยวที่บรรยากาศดีมาก ทั้งธรรมชาติของภูเขา ป่าไผ่ รถไฟสายโรแมนติก แม่น้ำ สะพานไม้ แถมยังมีร้านกาแฟ Arabica (%) สาขาแรกของญี่ปุ่น มีรถลากให้เรานั่ง ทำให้รู้สึกว่าเป็นเมืองที่จับต้องได้หลายทางทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม
หากใครที่เล็งเกียวโตเอาไว้ ลองมาตามเส้นทางนี้ก็ได้นะครับ เผื่อว่าเราจะได้มีหมุดหมายของเกียวโตที่แตกต่างจากคนอื่น แบบฉบับคนชอบนั่งรถไฟ


เกร็ดท้ายขบวน
- ห้องอาหารของพิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโตเป็นมุมที่ดีมาก เพราะมองเห็นรถไฟมุมเดียวกับ Rooftop การนั่งกินข้าวไปดูรถไฟไปมันเพลินใจจนไม่อยากลุกจากที่นั่งเลยด้วยซ้ำ
- รถไฟโรแมนติกเทรน มีวิว 2 ฝั่งสวยพอ ๆ กันทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องนั่งฝั่งไหนโดยเฉพาะ
- บันไดสวรรค์ของสถานีเกียวโตบางวันจะมีอีเวนต์ด้วย ซึ่งบันไดก็ทำหน้าที่เป็นอัฒจันทร์ไปในตัว
- เกียวโตอาจจะไม่ใช่เมืองหวือหวา ถ้าใครชอบความสงบ (กว่าโอซาก้า) ก็มานอนค้างคืนได้ครับ
