ช่วงปีที่ผ่านมาผมเดินทางในประเทศน้อยมาก เป็นเพราะภาระงานที่หนักหน่วงและเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเรียนปริญญาโทแล้ว การจะมีทริปสักทริปมันไม่ได้ง่ายเลยที่จะจัดสรรเวลาให้ลงตัว ถึงแม้ว่าใจอยากแค่ไหน แต่เมื่อสายตามองไปเห็นลิสต์การบ้านที่ต้องทำส่งแล้วก็ต้องพับไปโดยปริยาย
ชีวิตผมจึงยังคงหมุนวนเหมือนเดิมทุกวัน เหมือนหุ่นยนต์ – ตื่นนอน นั่งรถไฟไปทำงาน ทำงาน ดื่มกาแฟ เลิกงาน ปั่นจักรยานไปเรียน เรียน คุยงานกลุ่ม ซ้อนมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ทำการบ้านเล็กน้อย อาบน้ำ แล้วก็นอน เป็นกิจวัตรซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ บางครั้งเสียงรถไฟที่แล่นผ่านหน้าบ้านก็กลายเป็นแอมเบียนซ์เบา ๆ ให้รู้ว่ายังมีเพื่อนรักอยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้หายไปไหน แม้บางทีหูจะชินจนไม่ได้ใส่ใจเสียงนั้นแล้วก็ตาม ทั้งที่จริง ๆ เสียงนี้เป็นเหมือน ‘เสียงสวรรค์’ ที่คอยชุบชูใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ ถ้ารถไฟมีความรู้สึกก็คงน้อยใจไปแล้ว
มีอยู่วันหนึ่งที่ผมออกจากห้องสี่เหลี่ยมของตัวเอง แบกคอมพิวเตอร์ไปนั่งทำงานที่ห้องเพื่อนซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าสิรินธร จังหวะที่รู้สึกเหนื่อยสมองจนต้องออกไปนอกระเบียงแล้ว สายตาของผมมองเห็นรถไฟ 2 ขบวนสวนกันโดยมีวิวกรุงเทพฯ เป็นฉากหลัง

รถไฟในกรุงเทพฯ แนบเนียนเป็นส่วนหนึ่งของเมือง เป็นเหมือนองค์ประกอบที่ทำให้เมืองนี้ขยับและมีชีวิตชีวา ไม่ใช่สิ่งแปลกแยก รถไฟแทรกตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ให้เราได้ใช้เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ ‘รถไฟปู๊น ๆ’ ที่เชื่อมเมืองหลวงกับจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ถ้าเราเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่นี้ รถไฟก็เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้เมืองนี้เคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวาด้วยสินะ

ผมเลยลองวิธี ‘รถไฟบำบัด’ ด้วยการไม่นั่ง แต่เป็นการเดินออกไปถ่ายรูปรถไฟในเมืองหลวง และพบว่ามันสนุกกว่าที่คิด มีหลากหลายมุมที่สวยงามจนได้มองกรุงเทพฯ ในแง่มุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งถ่าย ยิ่งสนุก ยิ่งอยากเดินหามุมใหม่ ๆ ที่ทำให้รถไฟโดดเด่นขึ้นมา หรือบางครั้งก็ถ่ายให้รถไฟดูเล็กที่สุด เพื่อขับให้ภาพเมืองรอบข้างกลายเป็นเวทีหลัก ผลลัพธ์คือภาพที่เต็มไปด้วยความหมายของคำว่า ‘รถไฟในเมือง’ อย่างแท้จริง







ไม่ใช่แค่เมืองที่เป็นส่วนประกอบของรถไฟ แต่เมื่อก้าวเข้าไปใกล้ตัวตนของมันมากขึ้น เราจะยิ่งสัมผัสได้ถึง ‘ชีวิต’ ที่เป็นองค์ประกอบของรถไฟจริง ๆ โดยเฉพาะรถไฟของ รฟท. ที่เรามักชินกับภาพมันกับต่างจังหวัดหรือในชนบท แต่จริง ๆ แล้วรถไฟ รฟท. เป็นอีกจังหวะชีวิตหนึ่งของคนชานเมืองเลยก็ว่าได้ มันไม่ได้จบอยู่แค่เป็นรถไฟที่เชื่อมต่างจังหวัด แต่เป็นตัวหลอมรวมคนเมือง คนนอกเมืองที่ชีวิตเคลื่อนไหวไปบนรางจนจังหวะของรถไฟที่ดัง ‘ฉึก กะ ฉัก’ ยิ่งชัดเจนขึ้น
และอาจจะไม่ใช่แค่การเดินทาง ย่านต่าง ๆ ที่อยู่ตามเส้นทางรถไฟก็ขับให้เราเห็นชีวิตของคนที่อยู่สองข้างทาง แม้ว่าจะเป็นคนในเมือง แต่ชีวิตของพวกเขาก็สอดประสานกันกับรถไฟไปอย่างแนบเนียน และดูเหมือนกับว่าบางทีรถไฟกับพวกเขาเป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้





ในเมืองแห่งนี้ สีเขียวดูจะเหลือน้อยเต็มที หันไปทางไหนก็มักพบแต่ตึกคอนกรีตสีเทาเรียงรายเต็มสายตา จริงอยู่ว่ายังมีต้นไม้แทรกอยู่บ้างในเมือง แต่ก็มักถูกบดบังจนเราแทบไม่ทันสังเกต
การออกเดินเท้าครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูง ยังมีมุมสีเขียวเล็ก ๆ ที่ทรงพลัง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสวนสาธารณะเสมอไป อาจอยู่ตามข้างทาง ในหญ้าที่ขึ้นบนพื้นดิน หรือแม้แต่ต้นไม้หน้าบ้านใครสักคน
ถ้ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย คงทำให้ ‘ชีวิต’ ของเมืองดูอ่อนโยนลง และกรุงเทพฯ อันวุ่นวายจะน่าอยู่ขึ้นมาจนอยากจะหยิบกล้องมาถ่ายรูปเลยก็ได้





จากในเมืองออกไปนอกเมืองเพียงเล็กน้อย การได้นั่งมองรถไฟบนเส้นทางสายสีแดงเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง เพราะที่นั่นเป็นเหมือนส่วนผสมระหว่างรถไฟทางไกลกับรถไฟฟ้าสายสีแดง และยังมีโครงสร้างทางด่วนทอดยาวเคียงข้างอยู่ด้วย ภาพตรงนั้นทำให้รู้สึกถึง ‘การคมนาคม’ อย่างแท้จริง อีกอย่างด้วยเพราะรถไฟทางไกลวิ่งผ่านไปเลยแบบไม่ต้องจอด การได้มองเห็นรถไฟผ่านสถานีไปด้วยความเร็วเป็นความรู้สึกหนึ่งที่แตกต่างจากรถไฟในเมืองที่ทุกขบวนต้องจอด ณ สถานีนั้น
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคงเป็นตอนบ่าย รถไฟจะผลัดกันวิ่งผ่านไปมาไม่ขาดสาย หากเป็นโซนเส้นทางสายเหนือเลียบถนนวิภาวดี ตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ เป็นต้นไป รถไฟขาเข้ากรุงเทพฯ จะทยอยเข้ามาทีละขบวน แต่ถ้าไปทางสายตะวันตก จะได้เห็นรถไฟสายใต้ขาออกวิ่งสลับกับรถไฟสายสีแดงที่มาเรื่อย ๆ ให้ดูเพลิน ๆ พร้อมกับแสงที่ค่อย ๆ จางลง





ทุกครั้งที่ได้มองรถไฟวิ่งผ่านไปมา ไม่ว่าจะเป็นขาเข้า ขาออก หรือรถไฟฟ้าที่ขนานเคียงกัน ภาพเหล่านั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้พักหายใจกลางความเร่งรีบจากชีวิตในเมืองใหญ่อีกครั้ง
จริงอยู่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบถ่ายภาพรถไฟ แต่บางครั้งการได้พาตัวเองออกจากห้องสี่เหลี่ยม เปลี่ยนบรรยากาศจากคาเฟ่หรือแกลเลอรีมานั่งมองรถไฟที่สถานีใดสักแห่ง เฝ้ามองขบวนที่วิ่งเข้าออกทีละรอบ ทีละขบวน อาจกลายเป็นการบำบัดใจเล็ก ๆ ที่ทำให้เราได้ชาร์จพลังและกลับไปใช้ชีวิตอย่างเบาสบายมากขึ้นก็ได้
