เราเป็นนักเขียนคนแรก ๆ ของ The Cloud และก็มีเรื่องรถไฟมาเสิร์ฟให้ทุกคนได้อ่านกันตลอดเวลา การเดินทางของผมนั้นมีรถไฟอยู่แทบจะตลอดทั้งชีวิต และมีประสบการณ์การเดินทางไปปักหลักเพื่อได้มาซึ่งรูปรถไฟทั้งหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนหลาย ๆ ครั้งแอบคิดอยู่เหมือนกันนะว่าผู้อ่านจะมีคำถามไหมว่าไปเอารูปมาจากไหนเยอะแยะ
จริง ๆ แล้วไอ้เจ้ากิจกรรมไปปักหลักถ่ายรูปรถไฟตามที่ต่าง ๆ ผมทำมานานมากกกกก ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมแล้ว ในยุคที่อินเทอร์เน็ตมีบทบาทเป็นสารตั้งต้นของการเข้าสู่วงการรถไฟ ในยุคนั้นเรามีเพียงแค่เว็บบอร์ดเอาไว้พูดคุยกันเรื่องรถไฟเท่านั้น เป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ รวบรวมคนที่ไม่เคยเจอหน้าค่าตากันมาก่อนในชีวิต บางคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนเป็นรุ่นใกล้เคียงกัน
การพบกันครั้งแรกเป็นมีตติ้งบอร์ด ยุคนั้นต้องสื่อสารกันผ่าน MSN เท่านั้นแล้วก็มีนัดกันไปเที่ยวบ้าง ซึ่งมันเป็นมิตรภาพในโลกออนไลน์แรก ๆ ของผมเลยด้วยซ้ำ และคอมมูนิตี้นี้บางคนก็ยังคบหากันเป็นเพื่อนฝูงที่เหนียวแน่นมากว่า 20 ปี
สิ่งที่เกิดจากการออกไปท่องเที่ยวดูรถไฟในแต่ละครั้งนั้น ช่วงแรก ๆ คือการไปดูที่แปลว่าไปดูจริง ๆ ด้วยตาเนื้อ จนกระทั่งเริ่มมีการรีวิวการเดินทางเกิดขึ้น กลายเป็นกระทู้อารมณ์พันทิป ใครไปไหนก็จะเอามาแชร์ให้อ่าน บางคนเขียนสนุกมากจนต้องติดตามไปนั่งรถไฟขบวนนั้นต่อ ซึ่งมันเป็นกระแสช่วงหนึ่งเลยที่ต้องออกไปหาทริปกันแบบจ้าละหวั่น วันเสาร์-อาทิตย์ไม่รู้จักคำว่าอยู่บ้าน ออกจากบ้านตากแดดตัวดำปี๋ครีมกันแดดเหรอไม่รู้จัก (ช่วง ม.ปลาย – ปี 1 นี่เป็นยุคมืดของข้าพเจ้าที่สุดแล้ว) พอทริปมันเริ่มเยอะเกินไป เก็บตังค์ไม่ทัน ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการถ่ายรูปมาให้ดูเฉย ๆ ว่าฉันไปเห็นอะไรมา

แล้วมันก็เลยกลายเป็นวัฒนธรรมการโพสต์แชร์รูปรถไฟที่เป็นคอลเลกชันของแต่ละคน ซึ่งจะมีเจ้าประจำที่โพสต์ปั๊บ เราต้องพุ่งเข้าไปดูทันทีเพราะรูปสวยมาก
เราก็อยากถ่ายให้สวยอย่างเขามั่ง แต่การเปลี่ยนแผ่นดินจากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ซึ่งไม่ง่ายเลย
กล้องฟิล์ม คือถ่ายไปก่อนแต่ต้องระมัดระวังว่าถ้าภาพเสียคือเสียเลย แต่กล้องดิจิทัลถ่ายได้เลยไม่ต้องคิดมาก ถ้าไม่สวยก็แค่ลบ ช่วงนั้นอาวุธติดตัวก็คือกล้องดิจิทัล (เป็นรุ่น ๆ เดียวกับที่น้องวัยรุ่น Gen Z กำลังนิยมกันอยู่นี่แหละ) ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ต้องมีรูปรถไฟติดตัวมาด้วยเสมอ นานเข้า ๆ จากทริปท่องเที่ยวกลายเป็นทริปที่เฉพาะเจาะจงว่าต้องไปสถานที่นั้น ๆ เพื่อไปปักหลักถ่ายรูปรถไฟ หรือแม้แต่การนั่งรถยนต์เพื่อตามติดรถไฟบางขบวนที่เป็นขบวนพิเศษ เราจึงเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ล่ารถไฟ’

ล่ารถไฟเตรียมตัวยังไง
เตรียมตัวเตรียมใจ คือ 2 สิ่งแรกที่ต้องเตรียม ส่วนเตรียมต่อมาคือสถานที่ เราต้องรู้ตัวก่อนว่าอยากได้รูปรถไฟอะไร อยากได้โลเคชันไหน แล้วกางตารางรถไฟดูซะว่าช่วงนั้นที่ไปมีขบวนไหนผ่านบ้าง สิ่งที่จะรู้ได้แน่ ๆ คือรถไฟโดยสารที่มีตารางเวลาแจกให้ทุกสถานี ส่วนรถไฟสินค้านั้นเป็นผลพลอยได้ สถานที่ที่เราจะมีผู้ Input ข้อมูลรถไฟที่ผ่านมาให้เราได้นั้นต้องเป็นพนักงานการรถไฟ แล้วที่ไหนบ้างที่เราจะมีคนมาให้ข้อมูลรถไฟนอกตารางหรือรถไฟขบวนที่ล่าช้ามา นั่นก็มีเพียงแค่สถานีรถไฟกับซุ้มกั้นถนน พวกเรามักจะไปปักหลักกันตามสถานีรถไฟ ตั้งแต่สถานีที่มีรถไฟผ่านในแต่ละวันมากมายจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ อย่างบางซื่อ รังสิต อยุธยา หรือออกไปไกลเรื่อย ๆ เพื่อความ ‘Rare’ ที่ภาพถ่ายเราจะถูกโพสต์ลงในเว็บบอร์ด ยิ่งสถานที่แปลก Engagement ของกระทู้เราจะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นและคนก็จะออกไปตามถ่ายรูปมากขึ้น โลเคชันที่อยู่นอกสายตาเริ่มเข้าสู่สายตามากขึ้นจนกลายเป็นโลเคชันที่ ‘ต้องไปให้ได้สักครั้ง’ ไม่ว่าจะเป็นขุนตาน คลองขนานจิตร หินลับ ผาเสด็จ

ประสาทสัมผัสคือสิ่งจำเป็น เพราะบางครั้งปัจจัยต่าง ๆ อาจจะทำให้พลาดรถไฟขบวนนั้นไปเลยก็ได้ หูเราต้องคอยเงี่ยฟังเสียงหวีด เสียงเครื่องยนต์ ตาต้องคอยดูสัญญาณไฟหรืออะไรก็ตามแต่ที่จะบอกว่ารถไฟกำลังจะมา หลาย ๆ ครั้งที่พบว่านักล่ารถไฟจ้องทางรถไฟตาไม่กะพริบ บ้างก็ดูไม้กั้นรถไฟว่าทำงานหรือยัง
นอกจากเตรียมตัวเรื่องสถานที่แล้ว อีกเรื่องที่พลาดไม่ได้คือการเตรียมเสบียงเอาไว้ด้วย การปักหลักรอไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเสียเวลาทั้งวันไปอยู่ตรงจุดที่มาร์กเอาไว้ คอยเงี่ยหูฟังเสียงรถไฟ พอรถไฟมาก็รัวชัตเตอร์ พอถึงเวลาก็กลับบ้าน นั่นหมายความว่ารูปหนึ่งที่เราเห็น คือความทุ่มเทและการสละเวลาจริง ๆ ของคนถ่าย

การล่ารถไฟในยุค Social Media
เมื่อ Social Media เดินทางมาถึงนั้นคอมมูนิตี้มันไปไกลกว่าเดิม ด้วยคาแรกเตอร์ของ Social Media ทำให้เรามีเครือข่ายมากขึ้น เริ่มต้นจาก Hi5 ไปสู่ Facebook และตอนนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะ Instagram, Twitter และ TikTok ทุกคนเป็นครีเอเตอร์ได้ บทบาทของเว็บบอร์ดก็ลดน้อยถอยลงไป จนคอมมูนิตี้รถไฟเริ่มย้ายตัวไปสู่ Social Media อย่างจริงจัง
รูปแบบของการล่ารถไฟก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เป็นการโพสต์ภาพเพื่อให้คนเข้ามาอ่านกระทู้เปลี่ยนไปสู่การได้รับยอดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์ สิ่งที่เรียกว่า Engagement จึงสำคัญมากต่อเจ้าของคอนเทนต์ ซึ่งก็มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี
เรื่องที่ดีคือพอมีตัวอย่างที่เข้าถึงง่าย จึงมีไอเดียการถ่ายภาพมากมายมาแชร์กัน และเจ้าของคอนเทนต์ก็ได้ฝึกปรือฝีมือ ภาพถ่ายในยุคหลัง ๆ จึงมีความน่าดึงดูดใจเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าถ้าย้อนไปดูรูปเก่า ๆ ของตัวเอง (โดยเฉพาะที่โชว์อยู่ตอนต้น) มาเทียบกับช่วงหลัง ๆ ถือว่าฝีมือและมุมมองพัฒนาไปมากทีเดียว
ส่วนเรื่องไม่ดีน่ะเหรอ ผมมองว่าคือเรื่องของ ‘การแข่งขัน’ เพราะเมื่อมีคนลงรูปสวย ตามธรรมชาติของมนุษย์คือฉันต้องสวยกว่า เท่กว่า เริ่ดกว่า และเจ๋งกว่า คนจึงต้องหาสารพัดวิธีที่จะทำให้รูปหรือวิดีโอสะดุดตาสะดุดใจตั้งแต่เมื่อแรกเห็น บางคนเริ่มล้ำเส้นความปลอดภัย ถ่ายรูปประชิดรางบ้าง ไปอยู่ในพื้นที่หวงห้ามบ้าง หรือไปอยู่ในพื้นที่ไม่ปลอดภัยบ้างเพื่อแลกกับ ‘รูปที่เท่’ แต่มันไม่ได้เท่เลยด้วยซ้ำ เราอยากจะอยู่ดูผลงานของเราอยู่ไหม นั่นคือสิ่งที่ต้องคิดและตระหนัก การแข่งขันควรแข่งแต่พอดีและมีมุมมองของภาพที่สื่อลงไปมากกว่าความผาดโผน

พูดถึงวิธีการออกไปล่ารถไฟในยุคนี้สบายกว่าแต่ก่อนมาก เราตามข่าวขบวนรถไฟพิเศษได้ เราเช็กเวลารถไฟผ่านอินเทอร์เน็ตได้ และที่สำคัญคือเช็กสถานะรถไฟแบบ Real Time ได้ทั้งรถโดยสารและรถสินค้าว่าอยู่ที่ไหน แถมระหว่างรอยังมี Social Media ให้เล่นให้เช็กข่าวไปเรื่อย ๆ หรือแม้จะใช้ Google Maps ช่วยกำหนดจุดให้ว่าต้องไปที่ไหน มุมมองและโลเคชันเป็นอย่างไร แถมถ่ายรูปเสร็จปุ๊บ แต่งปั๊บ โพสต์ปึ้ง เป็นอันจบ ได้ไลก์ ได้แชร์ ได้คอมเมนต์ให้สมใจกันไป


เคยมีจังหวะเฟลไหม
จังหวะนรกกับชีวิตเป็นของคู่กันเสมอ เราไม่มีทางเป็นลูกรักพระเจ้าได้ตลอดเวลา หลายต่อหลายครั้งที่มีการคำนวณพื้นที่ไว้แล้วว่า ฉันต้องได้ภาพตรงนี้ มุมนี้ เวลานี้ แต่ของจริงคือตอนแรกแดดมาอย่างแจ้ง พอรถไฟมาแดดหุบรูปมืดทะมึน อยู่ ๆ ฝนก็ตกขึ้นมาเฉย ๆ รถไฟมาดีเลย์กว่าตารางบ้าง จะถ่ายขบวนนี้แต่อีกขบวนหนึ่งสวนมาบังจนมิด คนเดินตัดหน้ากล้องซะจนรูปคนเดินตัดหน้าชัดกว่ารูปรถไฟ หรือแม้กระทั่งรถไฟไม่มาเลยก็มี!


ไม่ว่าเราจะเจอจังหวะนรกแค่ไหนก็ตาม มันไม่ได้มืดมนตลอดไป หลาย ๆ ครั้งที่การถ่ายรูปก็มี Magic Moment ของมันเหมือนกัน อยู่ ๆ ตอนถ่ายรูปก็เจอรุ้งกินน้ำโผล่มาพอดี หรือว่าเป็นแสงสวย ๆ จังหวะดี ๆ ทำให้รูปที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจถ่ายสวยจึ้งขึ้นมาเลยก็ได้เหมือนกัน บางครั้งจังหวะพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะมองให้เป็นศิลปะได้เหมือนกัน


การล่ารถไฟที่ไทยกับญี่ปุ่นต่างกันแค่ไหน
ตามที่ทุกคนซึ่งได้อ่านบทความเรามาตั้งแต่วันแรกที่เราเขียนจะเห็นว่า มีช่วงหนึ่งเราไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมา และเราก็ไม่ทิ้งการล่ารถไฟเหมือนที่อยู่ในไทย
สิ่งที่สนุกในไทยคือเราคุ้นเคยกับพื้นที่ เราคุ้นเคยกับภาษาและการใช้ชีวิต แม้จะเจอคำถามจากชาวบ้านแปดที่เห็นมนุษย์คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งนั่งเฝ้าทางรถไฟว่ามาถ่ายรูปอะไรกันอยู่บ้างก็ตาม แต่เราก็คิดว่าการถ่ายรูปรถไฟที่ไทยสนุกไม่น้อย เราสนุกกับการลุ้นว่ารถไฟจะมาตอนไหน เพราะรถไฟบ้านเรามันไม่ถี่ เราสนุกกับการวางแผนในแต่ละสถานที่และเฝ้าคอยเจ้ารถไฟขบวนยาวให้มาอยู่ในเฟรมของเรา


ส่วนที่ญี่ปุ่นสนุกตรงที่มีรถไฟหลากหลายละลานตา รถมีเยอะมากจนไม่ต้องนั่งรอ ยิ่งในโตเกียวยิ่งกดชัตเตอร์จนนิ้วล็อก รถไฟตรงเวลาเช็กสถานะได้เหมือนกับไทย และที่สำคัญเราคิดว่าทัศนียภาพของญี่ปุ่นสวยจนเป็นองค์ประกอบให้ภาพนั้น ๆ ดูสวยงามสะดุดตาสะดุดใจไม่เบา และเราก็ได้ Reference จากเหล่าแฟนรถไฟญี่ปุ่นไม่น้อยเลย
แต่ถามว่าประทับใจอะไรที่สุดของญี่ปุ่น คงไม่พ้นคอมมูนิตี้ของ Railfan ที่เขาเรียกกันว่า ‘เท็ตจัง’ ที่มาถ่ายรูปรถไฟกันเหมือนใช้ชีวิตประจำวัน ทุกคนพูดคุยเรื่องรถไฟเหมือนกัน และที่สำคัญ ไม่มีใครถามด้วยซ้ำว่าถ่ายรูปรถไฟไปทำอะไรเหมือนที่ไทย


สิ่งที่เกิดความตระหนักรู้เป็นอย่างมากสำหรับเราคือ ‘การไม่ลงไปบนทางรถไฟ’ และ ‘อยู่ในระยะปลอดภัย’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากของหลาย ๆ ประเทศ เพราะทางรถไฟคือทางเฉพาะที่ให้รถไฟวิ่ง และในหลาย ๆ ประเทศการลงไปบนทางรถไฟคือเรื่องร้ายแรงมาก (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) เรียกได้ว่าการมีคนลงไปอยู่บนทางรถไฟจะต้องทำให้รถไฟในรัศมี 1 กิโลเมตร ต้องหยุดชะงักเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยโดยทันที และคนอีกหลายพันหลายหมื่นคนต้องได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้ ซึ่งเรื่องนี้เราก็ได้รับมาจากการไปอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็ยอมรับนะว่า เมื่อก่อนเราก็เป็นคนหนึ่งที่เดินบนทางรถไฟ ถ่ายรูปบนทางรถไฟ ส่วนตอนนี้ไม่ทำเลย ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องข้ามทางรถไฟก็จะรีบข้ามและยืนให้ห่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราตระหนักว่าความปลอดภัยคือเรื่องสำคัญ

จริง ๆ ในญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน มี Railfan บางส่วนที่ทำตัวไม่น่ารัก ชอบล้ำเส้นความปลอดภัย ไปอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม กรณีที่ชาวญี่ปุ่นสาปกันถ้วนหน้าคงเป็นกรณี Railfan วัยคะนอง 3 คนไปยืนใกล้ทางรถไฟมากจนดูไม่ปลอดภัยเพื่อถ่ายรูปขบวน Cassiopeia แล้วรถไฟต้องลงเบรกฉุกเฉินทันที ส่วน Railfan เจ้าปัญหาวิ่งหนีเข้าป่า พร้อมคำก่นด่าสาปแช่งและคลิปวิดีโอที่มีคนถ่ายได้เป็นดิจิทัลฟุตพรินต์ไปตลอดชีวิต
การล่ารถไฟสำหรับเรายังเป็นงานอดิเรกหนึ่งที่อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แค่การออกไปถ่ายรูป แต่เป็นการพาตัวเองไปเจอกับสถานที่ใหม่ ๆ และมุมมองใหม่ ๆ ต่อสถานที่และรถไฟขบวนนั้น ๆ รวมถึงภาพบางภาพเมื่อเวลาผ่านไป มันจะกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่มองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยที่เราไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร
คุณล่ะ อยากลองออกไปล่ารถไฟเหมือนกับเราและเพื่อน ๆ ไหม


เกร็ดท้ายขบวน
- เว็บไซต์ที่เอาไว้ติดตามสถานะคือ ttsview.railway.co.th/v3 มีเว็บนี้ติดตัวไว้อุ่นใจทุกครั้ง
- ยังย้ำเสมอว่าทางรถไฟคือพื้นที่ที่ควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปอยู่
- นอกจากล่ารถไฟไทยและญี่ปุ่นแล้ว แต่ละสถานีรถไฟยังมีแสตมป์ให้ล่าด้วย อย่าลืมพกสมุดเล่มเล็ก ๆ ไปประทับตรากันนะ ทั้งไทยและญี่ปุ่นเลย
