รถไฟชินคันเซ็นพาเรามาถึงโอซาก้า
ชินคันเซ็นคือนวัตกรรมแห่งยุคที่เริ่มให้บริการเมื่อปี 1964 เชื่อมระหว่างโตเกียวและโอซาก้า จากเดิมต้องนั่งรถไฟเกือบ 10 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 3 ชั่วโมง มันกลายเป็นตัวตั้งต้นให้หลาย ๆ ประเทศพัฒนาระบบรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูงออกมา ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว
ในปี 1970 หลังจากเปิดชินคันเซ็นได้ 6 ปี ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Expo ซึ่งเป็นมหกรรมระดับโลกที่แสดงนวัตกรรม เทคโนโลยี จากหลากหลายประเทศ หมุดหมายของการจัดงานครั้งนี้อยู่ที่ชานเมืองของโอซาก้าโดยมีธีมการจัดงานคือ ‘ความก้าวหน้าและความสามัคคีของมวลมนุษยชาติ’ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นก็ว่าได้ การจัดงานไม่ได้เพียงแต่มีพื้นที่ มีการรวมตัว หรือมีแลนด์มาร์กอย่าง Tower of the Sun ที่หน้าตาแปลกประหลาดชวนฉงน แต่ยังเป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเพื่อสอดรับกับการจัดงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ด้วย


ในปี 2025 โอซาก้าได้เป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Expo อีกครั้ง
รอบนี้ไม่ได้อยู่ที่เชิงเขาเหมือนปี 1970 แต่วิ่งลงทะเลไปไม่ไกลจาก Universal Studios Japan โดยสร้างเกาะขึ้นมาสำหรับงานนี้ชื่อว่า ‘ยูเมะชิมะ (Yumeshima)’
งาน EXPO2025 OSAKA,KANSAI,JAPAN มีกำหนดจัดยาวไป 6 เดือน ตั้งแต่ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม ปี 2025 ซึ่งเป็นมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ในปี 1970 ที่เชิญชวนให้ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลมาชมนิทรรศการโดยมีธีมการจัดงานคือ ‘การออกแบบสังคมเพื่อชีวิต : Designing Future Society for Our Lives’ มุ่งเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น
นานาประเทศพร้อมใจกันยกของดีของเด็ดของตัวเองแบบ OTOP ใคร OTOP มันมาพรีเซนต์ที่งานนี้ มีทั้งบูทเล็ก ๆ ในห้องนิทรรศการ ค่อย ๆ อัปสเกลให้ใหญ่เท่าตึกแถว ถ้าประเทศไหนโดดเด่นหน่อยอยากนำเสนอหมดทั้งนวัตกรรมและการออกแบบ ก็มีพาวิเลียนแบบบ้านเดี่ยวสุดหรูให้คนดูร้องว้าวแล้วต่อแถวเข้าไปชม
รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย
ก่อนวันเดินทางมาถึง เราทำการบ้านและเตรียมตัวเยอะแยะยุ่บยั่บไปหมด ตั้งแต่ซื้อบัตรผ่านเว็บ จองพาวิเลียน แม้กระทั่งต่อคิวเพื่อชิงล็อตโตสุ่มผู้โชคดีเข้าพาวิเลียนโดยไม่ต้องต่อแถว (ซึ่งไม่ได้สักที่)
เราเลือกวันพุธเป็นวันเข้างานเพราะคิดว่าวันนี้มวลมหาประชาชนน่าจะน้อยกว่าวันอื่น ๆ จากที่พักใจกลางโอซาก้าเรานั่งรถไฟสาย Osaka Loop Line ที่เป็นเหมือนรางเหล็กวงแหวนรอบเมืองมาลงที่สถานี Bentenchō แล้วต่อรถไฟสาย Chuo Line มุ่งตรงไปที่สถานี Yumeshima อันเป็นสถานที่จัดงาน
Chuo Line เป็นเส้นรถไฟที่หนาแน่นอีกสายหนึ่งของโอซาก้า ซึ่งรับคนจากทางฝั่งนารา ตัดทะลุผ่านโอซาก้า และไปจบที่อ่าวใกล้กับ Universal Studios ตลอดเส้นทางผ่านทั้งย่านเศรษฐกิจ ย่านชุมชน ย่านที่อยู่อาศัย ย่านการจัดงานโดยเฉพาะแถบ Cosmosquare

สถานี Yumeshima สร้างขึ้นมาใหม่ต่อขยายจาก Cosmosquare ทางรถไฟลอดใต้ทะเลมาโผล่ที่เกาะจัดงาน สำหรับคนที่เดินทางมาด้วยรถไฟ คุณจะได้เข้างานทางประตู East Gate ซึ่งเป็นทางเข้าที่มีจำนวนผู้เข้างานมากที่สุด (แหงสิ โผล่จากสถานีรถไฟมาก็เจอทางเข้าเลย) แต่ถ้าหากเป็น West Gate (ที่คนไทยแซวกันว่ามีเซ็นทรัลไหม) จะเดินทางได้แค่รถยนต์และบัสเท่านั้น หากใครมาทางนี้ต้องนั่งรถไฟของ JR West ขบวน Expo Liner หรือขบวนที่มา Universal City มาลงที่สถานี Miyajima แล้วต่อรถบัสที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ใครวอล์กอินคือรอคิวไปเลย ซึ่งตอนลงทะเบียนนั้นจะต้องระบุเลยว่าเราจะเข้าประตูไหน นี่น่าจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับทุกคนได้
เราจอง East Gate เอาไว้ตอน 09.00 น. กะไว้แล้วว่าต้องมาถึงก่อนสัก 1 ชั่วโมงกำลังดี คิวน่าจะไม่เยอะ
ผิดคาด เหมือนทุกคนจะคิดเหมือนกัน
รถไฟสาย Chuo Line คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มองปั๊บรู้ปุ๊บ แกมางาน Expo แน่นอน ความรถไฟที่เบียดอยู่แล้วก็ยิ่งเบียดเข้าไปใหญ่ เมื่อถึงสถานี Yumeshima ทุกคนพร้อมใจกันจ้ำอ้าวออกไปที่ทางออกซึ่งมีป้ายสีเหลืองนำทางไปโดยทันที ผู้คนเดินกันด้วยความเร็วเท่า ๆ กันเหมือนหุ่นยนต์บนสายพานออกไปถึงทางออกนอกสุด ปรากฏเป็นบันไดขนาดยักษ์ที่ถูกแต้มด้วยมาสคอตงาน Expo เจ้าน้อง ‘มิยะคุ มิยะคุ (Myaku-Myaku)’ ที่เชื่อมั่นได้ว่าระบายคนออกจากสถานีได้เร็วและไม่ติดขัด

1 ชั่วโมงน่าจะน้อยไปสำหรับการมารอเข้างาน เพราะด้านหน้าตอนนี้คนแน่นและกองอยู่หน้างานรอประตูเปิด อากาศที่ค่อนข้างร้อนในเดือนพฤษภาคมเล่นเสียอยากจะเป็นลม กินน้ำมากก็ไม่ได้เพราะจะสละเรือไปห้องน้ำก็ใช่ที่ 1 ชั่วโมงผ่านไปกับการรอคิวขยับเข้าไปถึงประตูงานเป็นการเปิดวันที่คอแห้งผากและหลังคอไหม้เกรียม ที่จองเข้างาน 9 โมงเช้านั้นกว่าจะได้เข้าคือ 10 โมงพอดีเป๊ะ

เนื่องจากเราจองพาวิเลียนไม่ได้เลย วันนี้จึงต้องเป็นการลุ้นเสี่ยงและสุ่มเอาว่าจะไปที่ไหนบ้าง เราลิสต์แต่ละประเทศที่สนใจมาก็พบว่าคิวยาวยิ่งกว่าหน้าประตูทางเข้าเสียอีก เลยคิดไว้ว่าจะเดินไปเรื่อย ๆ อันไหนคิวไม่ยาว คอนเทนต์น่าสนใจก็เข้าไป แต่ก่อนอื่นต้องแวะเข้าร้านขายของที่ระลึกก่อนเลย ถ้ารอถึงตอนกลับคงไม่เหลืออะไรแน่แท้
แน่นอนว่าความภักดีต่อแบรนด์ JR West (บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันตก) มันคุกรุ่นอยู่ในกายแข่งกับอากาศเสียเหลือเกิน เราต้องเดินตัดงานจากด้านตะวันออกไปตะวันตกเพื่อไปร้าน JR West ที่เราคิดไว้แล้วว่าจะต้องซื้อบัตร IC Card ลาย Expo ให้ได้ แต่เมื่อเดินฝ่างานไปจนถึงอีกฝั่งก็พบว่าคิวเข้าร้านยาวเหยียดและบัตร IC Card พิเศษนั้นหมดสิ้นไปแล้วตั้งแต่ 15 นาทีแรกหลังจากร้านเปิด เลยต้องซื้อแค่ตุ๊กตา ‘Myaku-Myaku’ สมุดประทับตราพร้อมสายคล้อง และรถไฟจำลองลาย Expo Liner เท่านั้น


พูดถึง Myaku-Myaku ในครั้งแรกเราเกลียดมาสคอตตัวนี้มาก มันเป็นตัวประหลาดสีน้ำเงินมีหัวเหมือนพอนเดอริงสีแดงแล้วตาเต็มไปหมด ดูสยองมากกว่าน่ารัก เจ้าของงานอธิบายไว้ว่า Myaku-Myaku (ミャクミャク) คือมาสคอตที่ออกแบบโดย โคเฮ ยามาชิตะ นักวาดภาพประกอบหนังสือภาพและหนังสือเด็ก และตั้งชื่อผ่านการประกวดสาธารณะโดยผู้เข้าแข่งขัน มิยู คาวาคัตสึ และ ฮินาตะ ซากุดะ ในช่วงต้นปี 2022 นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ อธิบายว่าชื่อเล่นนี้มีความหมายถึงการสืบทอดประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับโลก
สีน้ำเงินหมายถึงน้ำ สีแดงหมายถึงเซลล์ เจ้า Myaku-Myaku จะเปลี่ยนแปลงไปตามอิสระซึ่งหมายถึง ‘ชีวิต’ เจ้านี่ก็จะมีคาแรกเตอร์กวน ๆ (ที่เรียกได้ว่ากวนมาก) พอเห็นบ่อยเข้า ๆ จากที่ไม่ชอบก็เริ่มชอบขึ้นมาเสียอย่างนั้น

งาน Expo ล้อมด้วยวงแหวนไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘แกรนด์ริง (Grand Ring)’ ที่เป็นไฮไลต์ของงาน พาวิเลียนของแต่ละประเทศจะอยู่ในวงล้อมของแกรนด์ริงนั้นและแบ่งเป็นโซน ๆ
Connecting Lives Zone (โซนซีฟ้า) อยู่ด้านทิศเหนือ เป็นการเล่าถึงการเชื่อมโยงในการใช้ชีวิต ประเทศในโซนนี้เช่น อินโดนีเซีย สเปน UAE ออสเตรเลีย อิตาลี รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย
Empowering Lives Zone (โซนสีเขียว) อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เล่าถึงการเพิ่มพลังให้กับชีวิตผ่านธรรมชาติ มีประเทศในกลุ่มประเทศแอฟริกา โบลิเวีย เอเชียใต้ ประชาคมอาเซียน ฯลฯ
Saving Lives Zone (โซนสีส้ม) อยู่ทิศตะวันตก เล่าถึงการช่วยรักษาคุณภาพชีวิต ประเทศที่อยู่ในโซนนี้ คือปานามา สโลวาเกีย ยูเครน โครเอเชีย ชิลี ฯลฯ
นอกจากนี้ก็ยังมีโซนที่อยู่นอกแกรนด์ริง เป็นพาวิเลียนของเอกชนผู้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงประเทศญี่ปุ่นผู้เป็นเจ้าภาพ


ภารกิจของเราคือเข้าไปดูในประเทศที่น่าสนใจพร้อมเก็บตราประทับของแต่ละบูทแต่ละพาวิเลียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และภารกิจสำคัญคือในหน้าสุดท้ายของสมุดตราประทับจะต้องเติมเต็มรูปเจ้าน้องมิยะคุมิยะคุให้เต็มด้วยการเข้าไปใน Commons Pavilion ให้ครบ ซึ่งแต่ละ Common ก็จะมีลายต่างกันเมื่อสะสมครบก็จะเป็นรูปที่สมบูรณ์ ต้องไปลุ้นเอาว่ารูปเต็มจะเป็นยังไง
โคตรจะญี่ปุ่น

ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อิตาลี เยอรมนี อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น คือพาวิเลียนที่ขอถอดใจก่อนเลย เพราะคิวยาวกว่ากำแพงเมืองจีนและไม่รู้ว่าจะได้เข้าเมื่อไหร่ ฉับพลันนั้นสายตามองเห็นเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์ ‘อินโดนีเซีย’ แถวไม่ยาวมาก รอคิวสักแป๊บหนึ่งก็ได้เดินเข้าไป
การเล่าเรื่องของอินโดนีเซียต้อนรับเราด้วยการทำความรู้จักคำทักทายง่าย ๆ และ Introduction ความเป็นอินโดนีเซียให้ชาวโลกรู้จักผ่านกาแฟดำที่รสชาติไม่เลวเลย ก่อนจะเปิดประตูให้เราเดินผ่านดงธรรมชาติกับต้นไม้เขตร้อนนานาพรรณที่อนุมานเอาว่ามันคือเกาะบอร์เนียวที่เต็มไปด้วยป่าดงดิบ
สัตว์ประจำประเทศถูกนำเสนอเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านป่านี้ตั้งแต่นกตัวเล็ก ๆ ไปถึงมังกรโคโมโด (ที่คุณญี่ปุ่นข้าง ๆ เรียกว่า มังกรโคโดโมะ) เส้นทางนำไปถึงมุมวัฒนธรรมและการจัดแสดงวัตถุงานศิลป์ อาวุธ เครื่องมือต่าง ๆ ที่เป็นงานหัตถกรรมซึ่งผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติ และห้องสุดท้ายคือการย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตามาที่เกาะบอร์เนียว ซึ่งมีการมองไปถึงความยั่งยืนที่อยู่ควบคู่กับสิ่งแวดล้อม

ประเทศต่อมาคือออสเตรเลีย เราถูกเชื้อเชิญจากจิงโจ้ที่นอนได้เซ็กซี่มาก ด้านในเล่าเรื่องธรรมชาติที่อยู่คู่กับชาวออสซี่ผ่านจอขนาดใหญ่ แทบไม่มีดิสเพลย์โชว์อะไรเลยนอกจากภาพวิดีโอที่ถ่ายมาราวกับเป็น Essay มีป่า คน ทะเล เป็นเรื่องเดียวกัน จบ ง่ายมาก ไวมาก


พาวิเลียนที่โดดเด่นมาก ๆ มีแต่คนสนใจนั่นคือ UAE เล่าเรื่องการดำรงชีวิตของผู้คนในดินแดนทะเลทราย นวัตกรรมและความยั่งยืนที่ทำให้การใช้ชีวิตในทะเลทรายไม่เป็นอุปสรรค เราชอบการออกแบบพาวิเลียนที่เรียบง่าย หรูหราแบบไม่ต้องตะโกนอะไรทั้งนั้น ให้ฟีลเดินเข้าซอกในดินแดนทะเลทรายที่เต็มไปด้วยโขดหินและหุบผา

และที่นี่ไม่มาไม่ได้ ไทยแลนด์แดนบ้านเกิด
พาวิเลียนประเทศไทยถูกนำเสนอด้วย ‘วิมานไทย’ ที่ฉลาดลึกล้ำมาแค่ครึ่งเดียวแต่ให้สะท้อนในกระจกจนเห็นเป็นวิมานเต็มหลัง ซึ่งเราเห็นคนญี่ปุ่นทวีตในทวิตเตอร์ว่า ถ้าวันไหนฟ้าใสมาก ๆ กระจกจะสะท้อนกับท้องฟ้าแล้วเหมือนล่องหนไปเลย จะเห็นแค่คำว่า ‘THAILAND タイ’ ลอยอยู่บนฟ้าใสนั้น

ด้วยความเป็นประชากรประเทศไหน ก็จะได้ Fast Track ประเทศนั้น เราเลยได้เลนพิเศษเพียงแค่โชว์พาสปอร์ตไทย จริง ๆ เราถามน้องสตาฟด้วยว่าถ้าไม่ใช้พาสปอร์ตเป็นหลักฐานเรา โห่ ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ แล้วคนไหน ฮี้ววว ก็ปรู๊ฟไปเลยว่าเป็นคนไทยได้ไหม
น้องตอบกลับทันที “ญี่ปุ่นก็ฮี้วเป็นแล้วค่าพี่”
ประทับใจ
ก่อนเข้าไปชมด้านในพาวิเลียนไทย มาทำความรู้จักกันก่อนว่าเรานำเสนออะไร
แนวคิดหลักของไทยคือ ‘Designing Future Society for Our Live’ เพื่อเป้าหมายชีวิตที่มีความสุขและสุขภาพดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)
เมื่อเข้าไปในห้องแรกก็จะพบกับวิดีโอแนะนำประเทศไทย ที่ท่องเที่ยว ธรรมชาติ คำทักทายง่าย ๆ ‘สวัสดี’ ‘ไม่เป็นไร’ ‘สบาย ๆ’ เห็นคนญี่ปุ่นท่องกันสนุกใหญ่ และจบท้ายด้วยอาหารและสุขภาพ ก่อนหน้าจอจะดับลงแล้วให้เดินเข้าไปโซนต่าง ๆ ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพและอาหาร ยาสมุนไพร ผักพื้นบ้านที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค ดูแลสุขภาพไปทำอาหารอะไรได้บ้าง มีทั้งเมนูแบบปกติอย่างผัดกะเพราไปจนถึงเมนูแอดวานซ์แบบพิซซาแกงส้ม และที่คนชอบมากที่สุดจะเป็นโซนไม้นวดด้วยตัวเอง มีครบทั้งไม้กดหลัง เหล็กกดหัว เหล่าบรรดาผู้เข้าชมก็ลองนวดแบบเก้ ๆ กัง ๆ จนคนไทย 4 ชีวิตตรงนั้นถึงกับอดรนทนไม่ได้ ต้องเข้าไปสอนให้รู้จักความฟินที่ได้นวด (ใช่ครับ ทั้ง 3 ใน 4 คน คือมนุษย์ออฟฟิศที่เป็นออฟฟิศซินโดรม)


ส่วนห้องสุดท้ายเป็นอาหารไทยที่ชาวต่างชาติหลายคนตั้งใจเข้ามาโดยเฉพาะ กลิ่นข้าวกะเพราที่คุ้นเคยหอมฉุยอยู่ในห้องนี้ แถวยาวเหยียดต่อคิวซื้อกะเพราและส้มตำ ซึ่งอาหารไทยเองก็เป็นของขึ้นชื่อลือชาสำหรับชาวต่างชาติไม่น้อย รู้สึกดีใจอยู่เหมือนกันที่มีคนสนใจมากมายขนาดนี้ เล่นซะอยากกินบ้างเหมือนกัน แต่ก็มาคิดอีกที เออกลับไปกินที่บ้านดีกว่า


เผลอแป๊บเดียวพระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว เราหมดเวลาไปกับการเดินวนตาม Commons Pavilion จนได้แสตมป์พิเศษจนครบเป็นรูป Myaku-Myaku โต้คลื่นมีฉากหลังเป็นฟูจิ ซึ่งต้องเดินทั้งหมด 5 พาวิเลียนถึงจะได้รูปนี้ครบ ซึ่งการเดินตามหาพาวิเลียนนั้นมันทำให้เราเห็นการออกแบบของประเทศต่าง ๆ ที่งัดเอาจุดเด่นของแต่ละประเทศออกมาจนเราสนุกมากกับการทายว่านี่คือประเทศอะไรโดยยังไม่ดูชื่อ
สเปน ออกแบบให้เป็นพระอาทิตย์ที่กำลังตกน้ำและมีโทนสีที่เด็ดดวงตั้งแต่ข้างนอกยันข้างใน
เบลเยียม ดูเรียบง่ายแบบมินิมอลล้อเงาจากแกรนด์ริง
สิงคโปร์ เป็นลูกโลกสีแดง
โปแลนด์ เป็นไม้มาประกอบร่าง
โปรตุเกส เป็นพาวิเลียนที่ล้อมไปด้วยเชือก





มองไปทางไหนก็เจริญหูเจริญตาทั้งนั้น และถ้าให้เจริญยิ่งกว่าต้องขึ้นไปเดินบนแกรนด์ริงตอนพระอาทิตย์จะตกดิน
แกรนด์ริงคือโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุด ออกแบบโดย โซ ฟูจิโมโตะ สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีคอนเซปต์ ‘เอกภาพในความหลากหลาย’ โดยแกรนด์ริงจะล้อมพาวิเลียนของงานเอาไว้ สร้างด้วยเทคนิคสมัยใหม่ผสมกับการต่อแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นลักษณะการสร้างศาลเจ้าและวัด ไม้ที่นำมาสร้างนั้นเป็นจากญี่ปุ่น (สนไซเปรสและซีดาร์) 70% ส่วนอีก 30% เป็นไม้จากต่างประเทศและคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ต่อหลังจากสิ้นสุดงาน
โครงสร้างแกรนด์ริงมีความยาวรวมกันเกือบ 2 กิโลเมตร และมีความสูงประมาณ 12 – 20 เมตร ทางเดินเป็นรูปคลื่นมีสูงมีต่ำ มีบันไดเลื่อนและลิฟต์ขึ้นไปด้านบนได้ ส่วนด้านใต้ออกแบบให้เป็นทางเดินที่หลบร้อนหลบฝน (แต่หลบหนาวไม่ได้)


ด้านบนของแกรนด์ริงมีความสวยงามและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในช่วงแดดร่มลมตกได้เป็นอย่างดี ถ้าจะเดินเพลิน ๆ ก็คงใช้เวลาพอสมควร เลยอยากแนะนำให้เดินไปทางทิศตะวันตกซึ่งติดกับทะเล เราจะเห็นพระอาทิตย์ตกดินยามเย็นโดยมีเมืองโกเบไกลลิบเป็นฉากหลัง ส่วนถ้าหันมาในแกรนด์ริงก็จะเห็นอาณาเขตทั้งหมดของงานที่เต็มไปด้วยสีสันและเริ่มมีกิจกรรมกลางแจ้งตอนเย็น



ในช่วงเวลาหัวค่ำนั้นเป็นจังหวะที่ดีมากหากใครอยากเก็บพาวิเลียนที่ยังไม่ได้เข้า เพราะคนส่วนใหญ่มักจะออกจากงานในช่วงเวลานี้ เรายังเดินเล่นไปได้จน 4 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน
เราแอบเสียดายที่ซื้อตั๋วเข้างานเพียงแค่วันเดียว ใครอยากเก็บให้ได้มากแนะนำว่าควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน และต้องวอร์มเท้ามาเป็นอย่างดี จริง ๆ ประสบการณ์ครั้งนี้ถือว่าดีทีเดียวกับงานมหกรรมระดับโลกซึ่งเราเคยร่วมจริง ๆ แค่ครั้งเดียวก็คืองานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็น World Expo ประเภทหนึ่ง ถ้าคุณมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้จนถึงเดือนตุลาคม ปี 2025 คุณไม่ควรพลาดงานนี้ด้วยประการทั้งปวง


เกร็ดท้ายขบวน
- งาน Expo แรกของโลกเกิดขึ้นที่อังกฤษ และสิ่งที่หลงเหลือไว้คือ Crystal Palace
- เช่นเดียวกันกับที่ปารีสเป็นเจ้าภาพ มรดกนั้นคือหอไอเฟล
- ประเทศไทยก็เคยเกือบได้จัดงาน Expo เหมือนกัน โดยมีสวนลุมพินีเป็นสถานที่จัด ตั้งชื่อว่า ‘สยามรัฐพิพิธภัณฑ์’ ซึ่งก็มีพาวิเลียนแล้ว เตรียมที่เตรียมทางแล้ว แต่เป็นช่วงสิ้นรัชกาลที่ 6 พอดีงานก็เลยต้องพับลง และหนึ่งในพาวิเลียนก็ถูกรื้อและนำไปประกอบใหม่ที่หัวหิน ซึ่งก็คือ ‘สถานีรถไฟหัวหิน’ ซึ่งเป็นมรดกจาก (ว่าที่) งานนี้
- เรือสุพรรณหงส์และมหาพิชัยราชรถ เป็นชิ้นงานที่ไปจัดแสดงในงาน Expo ที่แวนคูเวอร์ แคนาดา ปัจจุบันทั้ง 2 ชิ้นตั้งโชว์อยู่ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
