1 มิถุนายน 2024
4 K

ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก

ประโยคคลาสสิกนี้ปรากฏในตอนท้ายของนวนิยาย ข้างหลังภาพ โดย ศรีบูรพา เรื่องราวของ ม.ร.ว.กีรติ สาววัยกลางคนตอนต้นที่ต้องแต่งงานกับ เจ้าคุณอธิการบดี รุ่นราวคราวพ่อด้วยเหตุผลบางประการ หลังจากงานแต่งงานแล้วทั้งสองก็ได้เดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่นั่น นพพร นักเรียนไทยในญี่ปุ่นต้องทำหน้าที่ดูแลและพากีรติเที่ยวจนความสัมพันธ์ล้ำเส้นไปสู่ความรักต่างวัยที่อีกฝ่ายหนึ่งร้อนรนใจในความไม่ชัดเจน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องเก็บงำเอาไว้ด้วยหน้าตาและฐานะทางสังคม 

วันหนึ่งเมื่อทั้งสองเดินทางไป ‘น้ำตกมิตาเกะ’ ด้วยรถไฟ กีรติที่เคร่งขรึมกลายเป็นสาวน้อยที่เริงร่าแตกต่างจากหลาย ๆ วันที่ผ่านมา และนพพรก็ได้ล่วงรู้ความลับของกีรติในที่สุด แต่สุดท้ายแล้วนพพรถามความรู้สึกจากกีรติอย่างไรเธอก็ไม่ตอบ จนถึงเวลาที่ทั้งสองคนแยกจากกัน นพพรต้องยอมตัดใจและคิดว่ากีรติเป็นพี่สาวที่ห่วงใยเป็นที่สุด ในขณะเดียวกันเมื่อเจ้าคุณอธิการบดีเสียชีวิต กีรติก็หลุดพ้นจากพันธนาการ 

แต่บทสุดท้ายไม่ได้สมหวังเสมอไป กีรติป่วยหนักเป็นวัณโรค เธอขอพบนพพรเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหมดลมหายใจ เธอได้มอบภาพวาดสีน้ำเป็นรูปน้ำตกมิตาเกะ สถานที่ที่ทั้งสองมีความหลังร่วมกันครั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เธอได้เอ่ยความในใจของเธอออกมากับชายหนุ่มที่เธอรัก “ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก” แล้วใบไม้ที่เปลี่ยนสีเหมือนกับมิตาเกะในวันนั้นก็ปลิดปลิวลงในที่สุด

ภาพยนตร์ข้างหลังภาพ 
ภาพ : สหมงคลฟิล์ม

มิตาเกะ ฉากหลังของ ข้างหลังภาพ อยู่ห่างจากโตเกียวไปไม่ไกลมาก เขาพืดใหญ่นี้อยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียวที่เราจับรถไฟสาย Chūō Line จากโตเกียวและชินจูกุไปถึงได้ภายใน 2 ชั่วโมงสำหรับรถไฟที่จอดแบบทุกสถานี และประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งสำหรับรถเร็วที่จอดบางสถานี 

สถานที่นี้เป็นเส้นทางเดินป่ายอดนิยมของคนโตเกียว รวมถึงมีพื้นที่สำหรับแคมปิ้งด้วย ช่วงนั้นเป็นเดือนตุลาคมที่เริ่มมีใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว ตอนนั้นผมยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วน​ น๊อต เพื่อนคนไทยบินมาเที่ยวในจังหวะที่พอเหมาะพอดี ด้วยความที่เพื่อนเป็นครูสอนภาษาไทยและรู้จักกับนวนิยายเรื่องนี้ดี เราเลยตัดสินใจไปเที่ยว 1 วันเต็ม ๆ ที่เขามิตาเกะ และเพื่อให้การเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทย 2 คนเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด เราจึงพก ถั่ว เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เรา 2 คนรู้จักและเขาเคยอยู่ไทยมา 3 ปีไปด้วยกัน

เช้าวันนั้นฝนตกพรำ ๆ ตั้งแต่เช้ามืด และพยากรณ์อากาศบอกไว้แล้วว่าคงจะตกทั้งวัน พวกเรานัดเจอกันที่ชานชาลาหมายเลข 1 ของสถานีโตเกียว

รถไฟที่จะไปมิตาเกะได้ คือ Chūō Line ซึ่งจอดอยู่ชานชาลาหมายเลข 1 และ 2 ด้วยความที่สถานีโตเกียวค่อนข้างใหญ่และมีหลายชานชาลา การจำหมายเลขชานชาลาที่รถออกและสีประจำสายคือสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด และโชคดีที่ Chūō Line มีชานชาลาเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร เพราะตั้งอยู่บนชั้น 2 สูงกว่าผู้ใด และสีประจำสายในโทนสีส้มทำให้การหาไม่ยากนัก

บนชานชาลาหนาวสั่นสะท้านจากละอองฝนและลม ในเขตเมืองประตูรถไฟจะควบคุมจากห้อง Conductor ท้ายขบวน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ออกไปนอกเขตเมือง ผู้โดยสารต้องกดปุ่มที่ประตูเพื่อเปิดหรือปิดเองเพื่อป้องกันความหนาวที่เข้ามาในรถ โชคดีหน่อยที่ในรถมีฮีตเตอร์ให้เราผู้เกิดและเติบโตในเขตร้อนรู้สึกสบาย 

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีโตเกียวฝ่าสายฝนไปตามเส้นทางสาย Chūō Line ระหว่างทางมีคนขึ้นมาเป็นระยะ ๆ จากรถที่ว่าง ๆ เริ่มแน่นขึ้น ทุกที่นั่งถูกจับจองแม้แต่กระจกบานใหญ่หลังห้องคนขับที่เปิดกว้างให้เห็นห้องขับรถไฟและทางรถไฟด้านหน้าก็ถูกจับจองจากเหล่าเด็ก ๆ เช่นกัน 

ผมชอบรถไฟญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่เราเกาะด้านหลังห้องคนขับเพื่อดูทางและวิธีการทำงานของคนขับรถได้เลย จะว่าไปแล้ว ถ้าเรายืนเฉย ๆ ดูวิวด้านข้างเราก็เพลินใช่ไหม แต่ถ้าได้มองทางข้างหน้า เหมือนเราได้ขับรถไฟด้วยยิ่งเพลินยิ่งกว่า และเผลอแป๊บเดียวรถไฟก็มาถึงสถานี Ome ปลายทางของขบวนนี้

แต่เรายังไม่ถึง

รถไฟชานเมืองมีระบบการเดินแบบเป็นลูปสั้นถึงกลางด้วยระยะเวลาที่ไม่นานจนเกินไป ถ้าไปไกลกว่านั้น ตัวเลือกของเราคือการต่อรถไฟอีกขบวนเพื่อเดินทางต่อ ถ้าหากว่าอยากเดินทางให้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องต่อรถ รถด่วนคือตัวเลือกนั้น

แต่เส้นนี้ไม่มีรถด่วน มีแค่รถธรรมดาที่จอดทุกสถานี และพิเศษหน่อยคือวันหยุดจะมี Holiday Rapid เสริมขึ้นมาแบบจอดน้อยสถานีเพื่อส่งเสริมให้คนออกมาเที่ยวด้วย ซึ่งขากลับเราก็จะกลับขบวนนี้

จากสถานี Ome ทางรถไฟต่อจากนี้เป็นทางขึ้นเขาที่คดเคี้ยวไปจนถึงปลายรางที่สถานี Oku-Tama สำหรับสถานี Mitake ถึงก่อนปลายทางไม่กี่สถานี แต่เพราะฝนไม่มีท่าทีว่าจะหยุด พวกเราจึงลงความเห็นกันว่าจะไปสถานีปลายทางก่อน รอฝนหยุดแล้วค่อยกลับไปที่มิตาเกะ 

ภาพนอกหน้าต่างรถไฟตอนนี้คือภูเขาสูงกับต้นไม้เขียวครึ้มที่ทาบไปด้วยเมฆสีขาวลอยต่ำ มองไปด้านล่างเป็นถนนเส้นเล็ก ๆ และแม่น้ำทามะ ตอนนั้นในหัวสมองผมจินตนาการไปแล้วว่านี่คือทางรถไฟสายเหนือช่วงระหว่างเด่นชัย-แก่งหลวง-บ้านปิน ถ้าหากว่าเรามีกิจกรรมวันหยุดเป็นการนั่งรถไฟแล้วไปเดินเขาแบบนี้ก็คงจะสนุกไปอีกแบบ ยิ่งทางรถไฟบ้านเราเองก็มีความสวยในแบบเฉพาะตัวของมัน การท่องเที่ยวโดยใช้รถไฟเป็นยานพาหนะเดินทางคงจะเป็นกิจกรรมวันหยุดที่น่าสนใจและน่าส่งเสริมไม่น้อยเลย

ประมาณ 50 นาที เราก็เดินทางมาถึงสถานี Oku-Tama 

สถานีนี้ยกระดับสูงกว่าพื้นดินประมาณ 1 ระดับด้วยความสูงของทางรถไฟที่เป็นคันทางเลาะตามภูเขามา ตัวชานชาลาอยู่ในทางโค้งรัศมีแคบ เมื่อลงรถไฟแล้วจะอยู่สูงกว่าพื้นถนน มองลงไปเป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่เงียบสงบโอบล้อมด้วยภูเขา ด้านหน้าสถานีมีป้ายรถประจำทางที่เดินทางไปมิตาเกะและไปอ่างเก็บน้ำใกล้ ๆ ได้

ตัวอาคารสถานีสร้างด้วยไม้ มีการทาสีแค่บางส่วน ส่วนใหญ่แล้วอาคารจะโชว์ลวดลายและสีสันของเนื้อไม้ที่ใช้สร้างสถานีออกมาจริง ๆ ว่าไปแล้วผมสังเกตสถานีรถไฟที่เป็นอาคารไม้ของญี่ปุ่น แทบทุกที่ไม่ได้ทาสีทับเนื้อไม้แต่อย่างใด แต่ละที่มีความเข้มหรืออ่อนแตกต่างกันไปตามชนิดของเนื้อไม้นั้น ๆ บางสถานีบอกด้วยว่าใช้ไม้ที่มีในท้องถิ่นในการสร้าง เพื่อให้เกิดเรื่องเล่าและสร้างความภูมิใจในท้องถิ่นผ่านสถานีรถไฟ แถมคนที่เดินทางมายังรู้ได้อีกว่าไม้ชนิดใดที่เป็นไม้พื้นถิ่นของท้องที่นั้น

เรามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการรอรถไฟอีกขบวนกลับไปมิตาเกะ ดูจาก Google Maps แล้วบอกว่ามีมุมที่คนมักมาตั้งแคมป์ตกปลาริมแม่น้ำกันไม่ไกลจากสถานีชื่อว่า Hikawa Gorge และมีสะพานข้ามแม่น้ำโครงเหล็กสีแดงด้วย เราเดินเท้าฝ่าสายฝนพรำผ่านศาลเจ้าไปประมาณ 5 นาทีก็พบทางลงไปริมแม่น้ำ 

ตรงนั้นเต็มไปด้วยก้อนกรวด มีสายน้ำเย็นเฉียบไหลเอื่อย ๆ ส่งเสียงดังระงมไปทั้งป่า มองขึ้นไปด้านบนเป็นสะพานสีแดงสูงจากพื้นแม่น้ำ ใต้สะพานมีคนอยู่กลุ่มใหญ่กำลังตั้งแคมป์ตกปลากลางสายฝนพรำ เสียงนกที่ไม่รู้ว่าชนิดไหนระงมไปทั่ว บรรยากาศแบบนี้ทำให้การตั้งแคมป์เพื่อใช้ชีวิตกับธรรมชาติเติมเต็มและสมบูรณ์จริง ๆ

ถั่วบอกว่าปกติแล้วคนญี่ปุ่นชอบออกมาตั้งแคมป์หรือเดินป่ากันในวันหยุดอยู่แล้ว ถ้าใครไม่ขับรถก็จะนั่งรถไฟมา ซึ่งโชคดีที่รถไฟเองก็เหมือนจะสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยใช้รถไฟขบวนทั่ว ๆ ไปที่วิ่งในเส้นทางส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย โดยไม่จำเป็นต้องให้บริการแบบรถไฟนำเที่ยวโดยเฉพาะ ทุกขบวนเรานั่งไปเที่ยวได้ การท่องเที่ยวภายในประเทศจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่ายดายทีเดียว

เรา 3 คนซอยเท้ากลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางย้อนกลับไปเส้นทางทางเดิม ปลายทางคือสถานีมิตาเกะ เพียงแค่ 10 กว่านาทีรถไฟก็จอดสนิทบนชานชาลา ด้วยความที่ Oku-Tama เป็นสายย่อยที่มีรถไฟไม่หนาแน่นและมีรอบค่อนข้างห่าง การหาข้อมูลเที่ยวรถไฟจึงจำเป็นมาก เพราะถ้าหากไม่ทันรถไฟขบวนหนึ่ง อาจจะต้องรอไปอีกเป็นชั่วโมงกว่าเที่ยวใหม่จะมา

มิตาเกะเป็นสถานีรถไฟขนาดเล็ก ชั้นชานชาลาอยู่ด้านบน ส่วนอาคารสถานีที่เป็นไม้คลาสสิกตั้งอยู่ข้างล่าง จากชานชาลาต้องลงบันไดมาจึงจะเจอโถงสถานี ซึ่งสถานีนี้ไม่มีพนักงานประจำ 24 ชั่วโมง เขาจะเข้าเวรตามเวลา ถ้านอกเวลาแล้วก็เดินเข้าออกชานชาลาได้โดยใช้บัตร IC Card ผ่านเข้าไป เป็นรูปแบบของความซื่อสัตย์ล้วน ๆ เพราะจะไม่มีใครมองเห็นว่าคุณแตะบัตรลงไปบนเครื่องอ่านแล้วหรือยัง แต่ถ้าคุณเลือกที่จะไม่แตะด้วยการโกงหรืออะไรก็ตาม เมื่อถึงปลายทางซึ่งเป็นสถานีมีพนักงานประจำ คุณจะออกจากสถานีไม่ได้อยู่ดี เพราะบัตรจะนับวงจรให้แตะเข้าและออกอย่างสมบูรณ์

ตัดภาพมายังมนุษย์ 3 คนที่ยืนอยู่บนถนนหน้าสถานีกำลังมองหนทางที่จะไป เบื้องหน้าคือภูเขามิตาเกะที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ ตอนนั้นนพพรกับคุณหญิงกีรตินั่งรถไฟจากโตเกียวมาแล้วเขาไปยังไงกันต่อนะ

ถั่วสะกิดให้ไปข้าง ๆ สถานีรถไฟ ที่นั่นคือศูนย์บริการข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งดำเนินการโดยชุมชน สิ่งที่ดูเหมือนกระท่อมเล็ก ๆ ตั้งอยู่ข้างห้องน้ำ (ตอนแรกแยกกันไม่ออกเลยว่าคืออะไร เพราะเนียนเหมือนกันมาก) ภายในอบอุ่นทั้งอุณหภูมิและบรรยากาศ คุณป้าสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์กำลังอธิบายอะไรสักอย่างให้นักท่องเที่ยวที่ลงมาจากรถไฟเหมือนเราอย่างคล่องปาก ในมือถือปากกาและขีดเขียนพร้อมปากอธิบายไปด้วย ในห้องนี้เต็มไปด้วยโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์จากที่พัก ร้านอาหาร ข้อมูลการท่องเที่ยว รวมถึงเส้นทางเดินป่าที่เดินเท้าจากสถานีรถไฟมิตาเกะไปบนยอดเขาได้ (แน่นอนต้องใช้เวลาและร่างกายที่แข็งแรง) 

ถึงตาพวกเราแล้ว คุณป้าอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นผสมภาษาอังกฤษ หยิบโบรชัวร์ใบหนึ่งซึ่งเป็นเวลารถเมล์จากสถานีรถไฟไปที่รถรางขึ้นเขา คุณป้าขีด ๆ เขียน ๆ บอกว่าให้ต่อรถรางที่นั่นแล้วเดินเท้าไปเรื่อย ๆ จะเจอกับศาลเจ้า แต่ถ้าจะไปน้ำตกมิตาเกะต้องเดินสูงขึ้นไปอีก ซึ่งวันนี้บ่ายแล้ว ถ้าเราไม่นอนพักก็ต้องใช้เวลาและอาจจะได้นั่งรถไฟตอนค่ำกลับ พวกเราตัดสินใจว่าจะไปแค่ศาลเจ้าเท่านั้น เมื่อหยิบใบปลิวมาพอสมควร พวกเราก็ค้อมศีรษะขอบคุณและมุ่งหน้าไปที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ข้างหน้าสถานีรถไฟอย่างพอดิบพอดี 

รถเมล์มาตรงเวลามากเหมาะสมกับการวางแผนท่องเที่ยว การท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นมีความมหัศจรรย์ในรูปแบบการคิดที่ต่อรถประจำทาง รถไฟ ได้อย่างพอดิบพอดี และมีข้อมูลที่เป็นตารางเวลาชัดเจน คำนวณมาให้ด้วยว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ พร้อมข้อมูลที่เพียงแค่หยิบใบปลิวไปก็เที่ยวได้อย่างอิสระ หรือจริง ๆ สิ่งนี้เป็นเรื่องปกติที่ที่ไหน ๆ ก็ทำกัน

ปลายสายรถเมล์อยู่ที่สถานีรถรางขึ้นเขาที่ชื่อว่า Mitaketozan Cable สายตาผมมองขึ้นไปตามทางรถไฟนั้นมันชันยิ่งกว่ารถรางดอยสุเทพซะอีก จนคิดในใจว่าคุณหญิงกีรติจะไม่สาปนพพรใช่ไหมที่พาไปน้ำตกข้างบน นพพรต้องเป็นคนประเภทไหนถึงพาคุณหญิงปีนเขาสูงขนาดนี้ขึ้นไปเพื่อเสาะแสวงหาความโรแมนติกกันวะ 

หรือจริง ๆ เขาไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เพราะค้นข้อมูลเจอว่าน้ำตกมิตาเกะที่อยู่บนเขานั้นเล็กจิ๋ว ไม่เหมือนภาพในนิยายที่เป็นธารน้ำไหลตามโตรกหิน พร้อมต้นไม้ริมสองฝั่ง พอเอารูปที่ค้นในอินเทอร์เน็ตมาดูทุกคนก็ลงความเห็นกันว่าสถานที่ในจินตนาการของศรีบูรพาน่าจะเป็นแม่น้ำทามะด้านหน้าสถานีรถไฟมากกว่า เอาไว้ขากลับค่อยลงไปดูแล้วกัน

รถไฟ Mitaketozan เป็นเคเบิลคาร์ที่ใช้แรงลากของรอกดึงรถไฟขึ้นและประคองรถไฟลง ความลาดชันของทางรถไฟสูงมากจนตู้ต้องทำที่นั่งเป็นขั้นบันได ถ้ามองตามทางขาขึ้นจะเห็นทางรถไฟเชิดขึ้นไปเหมือนรถไฟเหาะ ด้านข้างโอบล้อมด้วยต้นสนขนาดใหญ่ เส้นทางนี้ไม่มีสถานีระหว่างทางจุดขึ้นลง มีแค่ตีนเขากับด้านบน เมื่อถึงสถานีด้านบนผู้โดยสารในรถถูกต้อนออกไปฝั่งหนึ่ง ส่วนผู้โดยสารที่จะลงเขารออีกฝั่งหนึ่ง 

เราเดินออกมาด้านหน้าสถานีก็พบกับร้านค้าเล็ก ๆ มีทั้งขายขนม โซบะ ข้าวหน้าหมูทอด สิ่งที่สังเกตอย่างหนึ่ง คือทุกร้านจะมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวาซาบิอยู่เต็มไปหมด ทั้งวาซาบิสด ต้นวาซาบิ หัววาซาบิ ซอฟต์เสิร์ฟวาซาบิ อนุมานได้ว่าของโอท็อปประจำมิตาเกะคงเป็นวาซาบินั่นเอง มันออกจะน่าทึ่งนะที่วาซาบิจอมฉุนเอาไปทำเป็นสารพัดของกินได้ ที่นึกรสชาติไม่ออกเลยก็น่าจะเป็นพุดดิ้งวาซาบิเนี่ยแหละ

บริเวณสถานีมีลานโล่งขนาดใหญ่ มีป้ายบอกว่าเรามองเห็นทิวทัศน์ของโตเกียวได้ในวันฟ้าเปิด ซอกเขาด้านหน้าเผยให้เห็นที่ราบขนาดใหญ่ ในป้ายบอกพื้นที่มีจุดให้สังเกตโตเกียวสกายทรีที่มองเห็นได้จากเขามิตาเกะด้วย แน่นอนว่าวันฝนพรำแบบนี้ แค่มองผ่านเขาลูกหน้าไปได้ก็เก่งแล้ว มองลงไปข้างล่างเห็นสถานีรถไฟมิตาเกะชัดเจน พร้อมรถไฟ 1 ขบวนกำลังค่อย ๆ คืบคลานเหมือนงูสีเงินลายสีส้มที่ไต่มาตามภูเขาสีเขียว

เราต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 30 นาทีไปศาลเจ้ามิตาเกะ ระหว่างทางมีป้ายแนะนำชวนให้สังเกตนกตลอดเส้นทาง ข้อมูลบนป้ายบอกว่าในภูเขานี้จะพบเจอนกอะไรบ้าง สายพันธุ์อะไร ทำให้เราต้องเดินแบบไม่คุยกันเสียงดังเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงนก สายตาคอยมองไปทั่ว ๆ เพื่อหาเจ้านกนั้น สายตาของเราจึงได้มองธรรมชาติไปด้วยในคราวเดียวกัน บางทีเราอาจจะได้เห็นอะไรที่มากกว่านก เห็นต้นไม้แปลก ๆ หรือเห็นแสงที่ลอดผ่านเงาไม้ลงมาทาบบนทางเดินในป่าที่สงบและเย็นฉ่ำ

ระหว่างทางมีคนเดินสวนลงมาเรื่อย ๆ อาจเป็นคนที่มาถึงตอนเช้าแล้ว หรือคนที่พักค้างคืนเมื่อวันก่อน ทุกคนที่สวนมาทักทายกันโดยไม่รู้จักกัน บางคนมาคนเดียว บางคนมาเป็นกลุ่ม มีตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนชรา 

คนที่นี่ดูแข็งแรงกันมากจริง ๆ ถั่วบอกว่าเพราะการเข้าถึงหมอเวลาเจ็บป่วยไม่ได้ง่าย ทุกคนเลยต้องออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้เพื่อดูแลสุขภาพ การเดินป่าเดินเขาก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพเหมือนกัน ผมเองก็ไม่ได้คิดถึงมุมนี้ ลองมาตกตะกอนดูแล้วว่า การที่ประชาชนปั่นจักรยานเพื่อเดินทางหรือเดินไปไหนมาไหนก็คือการออกกำลังกายแล้วนี่หน่า 

แต่สำหรับประเทศไทยอาจจะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะบนถนนเต็มไปด้วยรถรา ทางเท้าที่ควรจะปั่นจักรยานได้ก็มีแต่ร้านค้าแผงลอย แถมไม่ราบไม่เรียบอีก บวกกับอากาศที่ร้อนมาก ๆ เลยไม่เอื้อกับการออกกำลังกายสักเท่าไหร่ คำว่าออกกำลังกายจึงถูกผูกติดอยู่กับการจ็อกกิ้งในสวน หรือการเข้ายิมในห้างสรรพสินค้ามากกว่า

บรรยากาศรอบข้างเมื่อใกล้ถึงศาลเจ้าเริ่มครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ จากต้นไม้สูงใหญ่ที่หนาทึบ แสงแดดยามเย็นค่อย ๆ ลอดผ่านช่องไม้ออกมาเป็นลำแสงทะลุหมอกฝนที่จับตัวบนยอดเขา ในที่สุดเรา 3 คนก็เดินมาถึงศาลเจ้าที่ตอนนี้ปกคลุมไปด้วยเมฆลอยต่ำ ทุกอย่างรอบตัวเป็นสีขาวไปหมด

บนนี้เงียบสงบอย่างไม่น่าเชื่อ เสียงนกที่ร้องคลอเบา ๆ ไปกับเสียงสวดมนต์ เสียงลั่นระฆัง ลอยผ่านหูเข้ามาเป็นระยะ ๆ นักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นมาบนนี้ไม่ได้มีจำนวนมากมายจนเที่ยวลำบาก ทุกคนดูเหมือนจะมีจุดหมายที่เหมือนกัน คือได้เดินป่า เดินเขา และออกกำลังกาย 

พวกเราอยู่ที่ศาลเจ้ากันระยะหนึ่งก่อนจะเดินกลับไปที่เคเบิลคาร์อีกครั้ง ระหว่างทางลงก็เหลือบเห็นป้ายชี้ไปที่น้ำตกมิตาเกะว่าต้องเดินต่อไปอีก 30 นาทีได้ แน่นอน เราคงไม่เดินไปหรอก จุดหมายของเราคือแม่น้ำทามะที่อยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟนั่นต่างหาก

ขากลับรวดเร็วกว่าขาไปอย่างน่ามหัศจรรย์ ไม่รู้ว่าเพราะรู้ระยะทางหรือเป็นทางลงเขากันแน่ เผลอแป๊บเดียวก็ลงมาถึงตีนเขาที่สถานีเคเบิลคาร์พร้อมต่อรถเมล์กลับไปที่สถานีรถไฟ 

ใน Google Maps บอกว่ามีทางเดินเล็ก ๆ ลงไปจากสะพานหน้าสถานีถึงแม่น้ำเลย ข้างล่างเป็นทางเดินเลียบแม่น้ำไปตามตลิ่งที่เต็มไปด้วยก้อนหินและก้อนกรวด พวกเราเลือกก้อนหินใหญ่ริมตลิ่งนั่งพักตรงนั้น ฟังเสียงน้ำไหล เสียงใบไม้ไหว เสียงนกร้อง สายตามองน้ำที่เย็นจัดไหลผ่านโตรกหินก้อนแล้วก้อนเล่า ต้นไม้สีเขียวที่ใบเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเหลือง ส้ม และเป็นสีแดงของฤดูใบไม้ร่วงในที่สุด เสียดายนิดหน่อยว่าช่วงที่ไปนั้นใบไม้เพิ่งเริ่มเปลี่ยนสี ถ้าทั้งคุ้งแควนี้เปลี่ยนสีเต็มพิกัดคงจะสวยน่าดู

ระหว่างนั้นคนไทย 2 คนก็นั่งวิเคราะห์กันถึงฉากหลังจริง ๆ ของเรื่องราว เอาข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบ ค่อนข้างมั่นใจว่าสถานที่ความหลังของตัวละครอมตะน่าจะเป็นธารน้ำซึ่งลดหลั่นจากที่สูงลงที่ต่ำคล้ายกับน้ำตกที่อยู่แถวสถานีรถไฟนี่แหละ 

ลำพังการเดินทางในยุคนั้นขึ้นไปถึงบนยอดเขาไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับทริปไป-กลับในวันเดียว อีกอย่างเคเบิลคาร์สาย Mitaketozan เปิดให้บริการใน พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังจากนิยายแล้ว จึงตัดน้ำตกที่อยู่บนยอดเขาออกไป เพราะถ้านพพรพาขึ้นไปจริง คุณหญิงคงมีสภาพกระเซิงแล้ว ไม่โรแมนติกขนาดนั้นแน่นอน 

แน่นอนว่าเราไม่รู้หรอกว่าจินตนาการของศรีบูรพาเป็นยังไง แต่ถ้ามองบรรยากาศโดยรอบตอนนี้  ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณหญิงกีรติถึงมีความหลังฝังใจกับที่นี่นัก มันสวยงามเหมือนภาพวาดที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของธรรมชาติ 

ถ้าเรากำลังอยู่ที่เดียวกับเหตุการณ์ในนิยาย คงได้เห็นชายหนุ่มวัยรุ่นกับหญิงสาววัยกลางคนกำลังนั่งปิกนิกริมน้ำ กำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ ฉากหลังเป็นต้นไม้ใหญ่ สายน้ำ ก้อนหิน และภูเขาสูง ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งสอง จนกลายเป็นโศกนาฏกรรมความรักไปตลอดกาล

“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจแล้วล่ะที่ได้มาอยู่ตรงนี้และเห็นความสวยงามนั้นกับตา”

เกร็ดท้ายขบวน

  1. การเดินทางจากโตเกียวไปมิตาเกะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แนะนำให้ออกจากเมืองแต่เช้าและกลับในช่วงเย็น ในวันหยุดจะมีรถไฟขบวนพิเศษที่เรียกว่า Holiday Rapid ที่จอดน้อยและใช้เวลาเดินทางไม่มาก ให้เช็กตารางดี ๆ ก่อน
  2. รถไฟที่มามิตาเกะเป็นสาย JR Line ใช้ JAPAN RAIL PASS หรือ JR EAST PASS เดินทางได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  3. ถ้าใครอยากเดินป่าแบบจริงจัง แนะนำให้นอนค้างคืนที่มิตาเกะ มีเส้นทางเดินเขาที่เราเดินเท้าระหว่างมิตาเกะและโอคุทามะได้

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ