คุณเคยได้ยินชื่อรถไฟแห่งความสุขไหม
นั่นคือชื่อที่แปลออกมาแล้วจากชื่อ ‘Joyful Trains’ ซึ่งบริษัท JR East ผู้ให้บริการรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกใช้เป็นชื่อผลิตภัณฑ์รถไฟสำหรับการท่องเที่ยวในภูมิภาค
ถ้าเราคุ้นเคยกับทางภูมิภาคคิวชู รถไฟท่องเที่ยวจะถูกตั้งชื่อว่า D&S ที่ย่อมาจาก Design & Story Trains หรือถ้าฝั่ง JR West ที่เรียกว่า Sightseeing Trains ซึ่งรถไฟที่สร้างมาเพื่อการท่องเที่ยวนั้นผ่านกระบวนการคิดและออกแบบที่ละเอียดลออ
แน่นอนว่าในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีรถไฟที่เดินทางอย่างมากมาย และหลาย ๆ ขบวนที่วิ่งขวักไขว่กันวันละเป็นหมื่นขบวนนั้นมีรถไฟที่สร้างมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ ‘รถไฟ’ แต่นำเรื่องราว วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของผู้คนมาร้อยเรียงกัน จนเป็นความสุขของการเดินทางที่พาเราไปรู้จักญี่ปุ่นในมุมต่าง ๆ

เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปฝึกอบรมคอร์สระยะสั้นเกี่ยวกับรถไฟท่องเที่ยว (Joyful Trains) ที่บริษัทรถไฟ JR East ถึง 2 เดือนครึ่ง ซึ่งการมาฝังตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การนั่งรถไฟท่องเที่ยวแบบครั้งแรกที่ไปคิวชูแล้ว แต่ครั้งนี้คือการได้เรียนลงลึกเกี่ยวกับแนวคิดและกระบวนการสร้างรถไฟท่องเที่ยว รวมถึงการประสานกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนทำให้การท่องเที่ยวที่ใช้รถไฟประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่จากรถไฟ แต่ลงลึกไปถึงระดับท้องถิ่นที่สร้างรายได้ สร้างการกระจายเศรษฐกิจไปสู่ระดับรากฐานได้อย่างแน่นหนาและมั่นคง
และเมื่ออบรมเสร็จ ผมตัดสินใจเลื่อนตั๋วเครื่องบินและเที่ยวต่อในพื้นที่ที่เราเคยไปดูเบื้องหลังมาแล้วว่า ในฐานะนักท่องเที่ยว เราจะได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง ซึ่งเป็น 3 เดือนที่วิเศษจนอยากเขียนให้หลาย ๆ คนได้เห็นวิธีการคิดและความสำเร็จของรถไฟที่พาเราท่องเที่ยวไปในพื้นที่ต่าง ๆ ของญี่ปุ่นตะวันออก

ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาอัตราการเกิดต่ำลง คาดการณ์กันว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าประชากรจะลดลงไปอีก ซ้ำแล้วยังเกิดการย้ายถิ่นฐานจากชนบทและต่างจังหวัดเข้ามาสู่ในเมือง จนทำให้ชนบทและเมืองที่ไม่ใช่เมืองหลวงมีความเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยลง ปัญหานี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้คนยังคงอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง การท่องเที่ยวจึงถูกหยิบมาเป็นเครื่องมือแรก
คำว่า ‘ท้องถิ่น’ เป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมาก แต่การนำเสนอท้องถิ่นออกมาให้ดึงดูดใจนี่แหละเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่พอตัว ทางบริษัทรถไฟจึงคิดว่า ถ้าเอาแค่รถไฟวิ่งไปถึงเมืองนั้น ๆ คงไม่ดึงดูดใจพอที่จะให้คนต้องซื้อตั๋วเดินทางไป อีกอย่างหนึ่งคือการที่บริษัทรถไฟคิดแค่ว่าเอารถวิ่งไปถึงแล้วก็จบ คนลงจากรถแล้วอยากไปไหนก็ไป อันนี้คงจะไม่ช่วยอะไร เพราะสุดท้ายกลายเป็นต่างคนต่างทำ ไม่บูรณาการกัน ตัดริบบิ้นแค่เริ่มต้นแล้วปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามยถากรรม ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ยั่งยืน และเมื่อมองกลับมาที่บ้านเราก็จะเห็นภาพสะท้อนนี้ออกมาอย่างค่อนข้างชัดเจนพอสมควร
วิธีการของที่นี่จึงคิดแบบ Bottom Up ให้ส่วนย่อยที่สุดเติบโตและแข็งแรง โดยมีส่วนอื่น ๆ มาร่วมสนับสนุน โดยท้องถิ่นจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ดึงดูดใจนักเดินทางเข้ามาแวะเวียน อะไรที่เป็นหมัดเด็ดต้องขุดออกมา พร้อมมีภาครัฐท้องถิ่นช่วยสนับสนุน ทั้งการเล่าเรื่อง การโฆษณา หรือแม้แต่การสร้างความรู้สึกว่า “ถ้าเธอไม่มาที่นี่ เธอพลาดนะ”

JR East จะกำหนดเมืองที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้สาขาต่าง ๆ ประสานงานกับท้องถิ่น เพื่อตามหา ‘เพชร’ ที่ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ก่อนจะตกตะกอนและวางแผนการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวโดยใช้รถไฟขึ้นมาจากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น อีกจุดประสงค์ของการกระจายเส้นทางรถไฟท่องเที่ยวไปตามจังหวัดต่าง ๆ นอกโตเกียว คือเน้นให้ผู้คนเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ที่น่าสนใจของจังหวัดรอบนอก เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจท้องถิ่น การฟื้นฟูท้องถิ่นจากภัยพิบัติ ไปจนถึงการส่งเสริมคุณภาพความเป็นอยู่ในชุมชน ด้วยการท่องเที่ยวทางรถไฟ
JR East ไม่ใช่ผู้เล่นหลัก แต่เป็นผู้สนับสนุน ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมชุมชนและนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้เล่นกองหน้าจริง ๆ ก็คือคนในท้องถิ่นนั่นแหละ โดยบริษัทรถไฟจะมุ่งไปที่การทำให้สถานีเปลี่ยนหน้าที่จากการเป็นแค่จุดขึ้นลงให้กลายเป็นประตูสู่ชุมชน เสริมสร้างให้สถานีรถไฟมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน และพาคนต่างถิ่นเข้ามาด้วยรถไฟที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการท่องเที่ยว

การสร้างคอมมูนิตี้นี้ไม่เพียงได้ประโยชน์แค่บริษัทรถไฟที่มีคนใช้บริการจนมีรายได้ แต่ชุมชนเองก็ได้กำไรอย่างเต็ม ๆ ด้วย คนมีอาชีพ มีการพัฒนาทักษะ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเกิดการรับรู้และซื้อขาย รวมถึงเรื่องราวและเรื่องเล่าของท้องถิ่นก็เผยแพร่ออกไปให้เป็น ‘เรื่องราว’ ที่ทำให้เราต้องไปที่จุดหมายนั้น
นอกจากปรับให้สถานีรถไฟเป็นประตูสู่ชุมชนแล้ว เรื่องข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะพานักเดินทางก้าวเท้าออกจากบันไดสถานีและเดินทางต่อ
ในแต่ละสถานีจะมีการจัดวางใบปลิว แผ่นพับ โปสเตอร์ ของสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง รวมถึงร้านค้า โรงแรม ให้เป็นข้อมูลแก่ลูกค้าเพื่อวางแผนไปเที่ยวเองตามใจ อยากไปไหนไป อยากเที่ยวไหนไป สถานีรถไฟจึงทำหน้าที่เป็นประตูสู่ท้องถิ่น ให้คนเลือกใช้จ่ายและใช้ประสบการณ์ตามความชอบของตัวเอง บางสถานีเองก็มีจุดบริการข้อมูลท้องถิ่นที่ดำเนินการโดยคนท้องถิ่นเพื่อคนท้องถิ่นเองในพื้นที่สถานีอีกด้วย


นอกจากเรื่องข้อมูลแล้ว การนำสินค้าท้องถิ่นมาเสนอขายก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย JR East เปิดโอกาสให้ใช้พื้นที่ในสถานีรถไฟเป็นที่ค้าขายสินค้าในชุมชน ซึ่งสังเกตได้ว่าร้านค้าในพื้นที่สถานีต่างจังหวัดมีสัดส่วนของร้านค้าทุนใหญ่เพียงไม่กี่ร้าน นอกนั้นเป็นร้านค้า ร้านอาหารท้องถิ่น รวมถึงร้านขายของที่ระลึกคล้ายกับร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ในไทย มีการจัดวางสินค้าได้น่าสนใจ น่าดึงดูดใจ และสินค้าแต่ละชนิดนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองจนเราอยากกว้านซื้อให้หมด

รถไฟที่เป็นมากกว่ารถไฟ
Joyful Trains มีแนวคิด ‘Make Train FUN & ATTRACTIVE’
ผู้คนมีจิตใจจดจ่อที่อยากไปขึ้นรถไฟขบวนนั้น ไม่ใช่แค่ที่จะพาเราจากจุด A ไปจุด B แล้วลงสถานีเพื่อท่องเที่ยวปลายทาง แต่ Joyful Trains ต้องสนุกและน่าสนใจ จึงออกแบบให้เป็นที่ที่เราเที่ยวได้ตั้งแต่บนรถ ซึ่งเป็นความพิเศษที่แตกต่าง จนน่าจะเรียกได้ว่า “เราไม่ได้นั่งรถไฟเพื่อไปเที่ยว แต่ไปเที่ยวเพื่อที่จะได้นั่งรถไฟ”
หลังจากที่เกิดความร่วมมือกับท้องถิ่นแล้ว การสร้างรถไฟท่องเที่ยวขึ้นมาเป็นกระบวนการถัดไป ซึ่งจะใช้รถรุ่นเก่ามาดัดแปลงหรือสร้างรถมาใหม่ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่นิยมใช้รถเก่ามากกว่า การออกแบบต้องคำนึงถึงการใช้สอย มีหน้าต่างที่กว้างเพื่อให้ชมทัศนียภาพและไม่อึดอัด มีพื้นที่ส่วนกลางให้ใครมานั่งก็ได้ และที่สำคัญ ที่นั่งต้องออกแบบให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ไม่อัดที่นั่งลงไปมาก ๆ จนรู้สึกแน่นหรือโฟกัสแค่ขายตั๋วให้ได้มากที่สุด จนลืมความรู้สึกที่แท้จริงของการท่องเที่ยวไปเสียสิ้น ไม่งั้นแล้วรถไฟท่องเที่ยวจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย กลายเป็นรถไฟปกติที่หาขึ้นที่ไหนก็ได้


การขายตั๋วของ Joyful Trains ขายเป็นรายเที่ยว ไม่ใช่ไป-กลับ เพราะการขายตั๋วไป-กลับไม่ได้ส่งเสริมความรู้สึกให้คนอยากเที่ยวปลายทาง ความยืดหยุ่นนี้ทำให้นักเดินทางเลือกได้ว่าเขาจะนั่ง Joyful Trains ไปค้างคืน แล้วนั่งรถไฟขบวนอื่น ๆ กลับ หรือนั่งรถไฟขบวนทั่วไปในขาไป และกลับเข้าเมืองด้วย Joyful Trains ก็ได้ และที่พิเศษกว่าคือในบางเส้นทางนั้น Joyful Trains 2 ขบวนจะมาเจอกัน นักท่องเที่ยวจึงได้นั่งรถไฟพิเศษถึง 2 ขบวน แบบยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว
รถไฟท่องเที่ยวทุกขบวนจะไม่ออกจากสถานีโตเกียว ชินจูกุ อุเอะโนะ แต่ออกจากสถานีหลักในภูมิภาคทั้งหมด เรื่องท้าทายคือคนในเมืองจะไปที่นั่นได้อย่างไรถ้าไม่ไปนอนค้าง ณ เมืองนั้น

นั่นแหละคือจุดแข็งที่สุดที่ทำให้ท้องถิ่นมีการกระจายรายได้ คนที่ตั้งใจจะไปนั่งรถไฟท่องเที่ยวจะต้องออกจากโตเกียวในช่วงเย็นด้วยรถ Limited Express หรือ Shinkansen ไปที่เมืองต้นทาง พักค้างคืน จับจ่ายใช้สอยแล้วค่อยจับ Joyful Trains ในวันรุ่งขึ้น หรือถ้าใครไม่มีเวลามากพอ JR East ก็ใจดีทำตารางเดินรถให้คนจับรถไฟ Shinkansen เที่ยวเช้าจากโตเกียวไปสถานีต้นทางได้ทัน มันจึงกลายเป็นระบบนิเวศของการพึ่งพากันระหว่าง Joyful Trains กับท้องถิ่น และรถไฟขบวนปกติที่ให้บริการทุก ๆ วัน
การหาจุดขายและคาแรกเตอร์ของขบวนก็สำคัญไม่น้อย
Joyful Trains ของ JR East แบ่งกลุ่มตามคาแรกเตอร์ออกเป็น 3 หมวดหมู่ คืออาหารการกิน ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และรถไฟที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะ ซึ่งทั้ง 3 หมวดมีจุดร่วมเดียวกัน คือวิวทิวทัศน์และความสุขบนรถไฟ แต่ใด ๆ แล้วกิจกรรมบนรถแต่ละขบวนก็จะต่างกันไปตามเรื่องราวและเรื่องเล่าของเส้นทางนั้น ๆ

ชื่อดีมีผล
รถไฟทุกขบวนของญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับ Limited Express ขึ้นไป รวมถึง Shinkansen และ Joyful Trains มีชื่อทุกขบวน ซึ่งตั้งชื่อมาให้จดจำง่าย มีความหมาย และสร้างอะไรบางอย่างให้เราจดจำชื่อนั้นได้ดี
ความพิเศษของภาษาญี่ปุ่นคือการเล่นคำที่สร้างคำจากคันจิขึ้นมาเป็นอีกคำได้ หรือแม้แต่การบิดคำเพื่อสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา
เราจะพบชื่อที่สื่อความอย่างกว้าง ๆ กับขบวนรถไฟทั่วไป เช่น Shinkansen ที่เดินทางไป Aomori และ Hokkaido ชื่อ Hayabusa แปลว่านกเหยี่ยวเพเรกริน หรือรถด่วนที่วิ่งไปจังหวัด Ibaraki ตั้งชื่อว่า Hitachi ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของจังหวัด
แต่ก็มีหลายขบวนที่ซับซ้อนและแฝงด้วยเรื่องเล่า พอได้ฟังความหมายแล้วต้องร้องอู้หูออกมาโดยอัตโนมัติ ‘SAPHIR ODORIKO (แซฟไฟร์ โอโดริโกะ)’ รถไฟด่วนขบวนสีน้ำเงินที่เดินทางจาก Tokyo ไป Izukyu-Shimoda โดย SAPHIR มาจากคำว่า Sapphire ที่หมายถึงอัญมณีสีน้ำเงินอย่างไพลิน มีความหมายถึงน้ำทะเล ส่วน ODORIKO คือนางระบำ นำชื่อมาจากนวนิยาย Izu no Odoriko (The Dancing Girl of Izu) มีฉากหลังอยู่ในพื้นที่ที่รถไฟขบวนนี้วิ่งไป

‘OYKOT (ออยค็อตโตะ)’ รถไฟท่องเที่ยวความยาว 2 ตู้ สีแดง-ครีม ลวดลายคล้ายผนังกระดาษบ้านในชนบท มีส่วนประกอบภายในของรถด้วยชุดกันฝนฟาง หุบเขา แม่น้ำ ทำให้เราระลึกถึงการจากลาเมืองใหญ่และหวนกลับสู่บ้านเกิดในชนบท ซึ่ง OYKOT เกิดจากการเรียงตัวอักษรแบบกลับหลังของคำว่า TOKYO

‘KAIRI’ (ไคริ) เกิดจากคันจิ 2 ตัว คือ 海 (อุมิ) หมายถึงทะเล 里 (ซาโตะ) หมายถึงหมู่บ้าน ซึ่งหมายถึงทะเลญี่ปุ่น และหมู่บ้านในแถบ Niigata, Shonai และ Yamagata เมื่อคันจิ 2 ตัวมารวมกัน อ่านว่า ‘ไคริ’ ซึ่งธีมของสีรถคือแดงส้มไล่ระดับไปเป็นสีขาว สีแดงส้มหมายถึงพระอาทิตย์อัสดงที่ทะเลญี่ปุ่น และสีขาวหมายถึงหิมะที่ตกลงมาใหม่ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ส่วนสัญลักษณ์ของขบวนรถคือกระดุมญี่ปุ่น หมายถึงความโชคดี

‘Koshino Shu*Kura (โคชิโนะ ชู*คุระ)’ รถไฟสีขาว-น้ำเงินความยาว 3 ตู้ที่นำเสนอเอกลักษณ์ของ Niigata นั่นคือท้องทุ่ง ที่ราบ ทะเล และสาเกสารพัดขนานให้เราดื่มด่ำไปตลอดทาง ซึ่ง Koshino คือชื่อสถานที่หนึ่งในเมือง Echigo ส่วน Shu คือเหล้าสาเกญี่ปุ่น * หมายถึงหิมะ และ Kura คือวิธีการหมักสาเก

เรื่องเล่าสร้างคุณค่า
เวลาจะซื้อของอะไรสักอย่าง เราให้ความสำคัญกับคุณสมบัติใช่ไหม แล้วถ้ามีเรื่องเล่าล่ะว่าสินค้าชิ้นนั้นมีที่มาที่ไปยังไง มีความใส่ใจอะไรอยู่ในนั้นบ้าง จะทำให้มูลค่าทั้งราคาและความรู้สึกพุ่งทะยานไปหรือไม่
Joyful Trains ก็เช่นกัน ขบวนรถ TOHOKU EMOTION คือหนึ่งในนั้น
บนเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเลซันริคุ ด้านมหาสมุทรแปซิฟิก เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวโทโฮคุเมื่อปี 2011 จึงมีแนวคิดฟื้นฟูท้องถิ่นด้วยการท่องเที่ยว รถไฟ TOHOKU EMOTION ซึ่งเดบิวต์ในปี 2013 เป็นรถดีเซลราง KiHa110 จำนวน 3 คัน ห่อหุ้มตัวรถด้วยสติกเกอร์ลายอิฐสีขาวเหมือนร้านอาหารสุดหรู ภายใต้คอนเซปต์ ‘ทั้งขบวนคือร้านอาหาร’ เพื่อแจกจ่ายความสุขผ่านการปรุงแบบสดใหม่บนขบวนรถใน Live Kitchen แบบเปิดให้ลูกค้าเห็นกระบวนการทำอาหารและจัดจานโดยเชฟมืออาชีพ ซึ่งมีโจทย์สำคัญคือ วัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารทุกเมนูต้องมาจากท้องถิ่นที่รถไฟขบวนนี้วิ่งผ่านเท่านั้น


ตู้โดยสารทั้ง 3 ภายในตกแต่งให้เหมือนภัตตาคารโดยใช้วัสดุขึ้นชื่อของโทโฮคุ ทั้งงานไม้ งานผ้า งานโลหะ และงานประดับ ระหว่างการเดินทางมีการเสิร์ฟอาหารตามคอร์ส เปิดเพลงแจ๊สคลอ และมีชาวบ้านในละแวกเส้นทางรถไฟมารวมตัวกันโบกธงโบกมือเพื่อแสดงความขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของพวกเขา และคนบนรถไฟก็โบกมือกลับไปหาชาวบ้านเพื่อส่งกำลังใจให้เช่นกัน
พูดถึงเรื่องให้กำลังใจ ก็มีอีกขบวนหนึ่งชื่อว่า POKÉMON with YOU Train
รถไฟสีเหลืองมีเจ้าปิกาจูอยู่เต็มรถนี้เดินทางระหว่าง Ichinoseki ไป Kesennuma เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหลังจากภัยพิบัติสึนามิ และส่งกำลังใจให้เด็ก ๆ ที่สูญเสียคนในครอบครัวจากเหตุการณ์นั้น โดยความร่วมมือกับมูลนิธิโปเกม่อน ได้แนวคิดที่ ‘อยากให้เด็ก ๆ ยิ้มได้โดยมีโปเกมอนอยู่ข้าง ๆ’ ตามคำว่า POKÉMON with YOU และรถไฟขบวนนี้จะทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างชีวิตของเด็ก ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

ภาพ : www.jreast.co.jp

รถไฟสายใยเชื่อมใจกับท้องถิ่น
‘Resort View Furusato’ เป็นการสร้างภาพจำของรถไฟที่พาผู้คนจากหลากหลายมาพบกัน เพลิดเพลินกับวิวที่สวยสดงดงามจากภูเขาที่ยิ่งใหญ่ แม่น้ำและทะเลสาบที่สะท้อนกับแสงแดด ป่าไม้ที่ร่มเย็นและหนาทึบ ชวนให้เรานึกถึงบ้านเกิด และเป็นเส้นทางที่มีการสลับทิศทางวิ่ง (Switchback) ที่สถานี Obasute ให้เราหยุดชมทัศนียภาพจากบนภูเขา
สิ่งที่น่าจดจำของ Resort View Furusato คือการเชื้อเชิญคนในท้องถิ่นขึ้นมาทำกิจกรรมกับผู้โดยสารบนรถ โดยการเล่านิทานพื้นบ้านด้วยภาษาท้องถิ่น การแสดงขลุ่ยชากูฮาจิ กลองไทโกะ โดยกิจกรรมนี้จะเวียนวนกันไป การมาครั้งถัดไปมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์จากท้องถิ่นกลับไปอย่างแน่นอน

อีกขบวนหนึ่งที่ขนมาทั้งเรื่องเล่า การออกแบบ งานคราฟต์ และของดีประจำภูมิภาค จนทำให้รถไฟขบวนนี้กลายเป็น ‘เพชร’ ล้ำค่า คงจะไม่พูดถึง ‘TRAIN SUITE SHIKI-SHIMA’ ไม่ได้
TRAIN SUITE SHIKI-SHIMA (四季島) หมายถึงฤดูทั้ง 4 เป็นขบวนรถไฟหรูที่เริ่มให้บริการในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 2017 มีแนวคิดเพื่อให้เป็นขบวน Flagship การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นทางภาคตะวันออก บูรณะเมืองจากภัยพิบัติ สร้างรถไฟที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนทูตการท่องเที่ยวในภูมิภาคโทโฮคุ และนำของขึ้นชื่อ ของที่ดีที่สุดจากแต่ละจังหวัดมารวมไว้บนรถไฟ มีคอนเซปต์ว่า ‘รถไฟที่สร้างความสัมพันธ์’
ทั้งขบวนของ SHIKI-SHIMA รับผู้โดยสารได้ 34 คน ในห้องพัก 17 ห้อง ราคาสูงสุดอยู่ที่ 1,300,000 เยน ทั้ง 10 ขบวนตกแต่งตามฤดูกาล Lobby Car เป็นฤดูร้อน ห้องพักเป็นฤดูหนาว รถชมวิวเป็นฤดูใบไม้ผลิ และห้องอาหารเป็นฤดูใบไม้ร่วง อาหารที่เสิร์ฟในขบวนต้องเป็นของคุณภาพดีจากท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องราคาสูง แต่มีความพิถีพิถันตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการผลิต ซึ่งพนักงานต้องทำหน้าที่สื่อสารเกี่ยวกับกระบวนการผลิต วัตถุดิบ และความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นในลูกค้าฟังเวลาเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม

การเชื่อมโยงระหว่างคน ท้องถิ่น และรถไฟ ในเชิงนามธรรมคือการสร้างความผูกพันกับคนในพื้นที่รอบข้าง ตั้งแต่ชักชวนให้คนสองข้างทางรถไฟโบกมือให้กับขบวนรถเมื่อวิ่งผ่าน ทำความร่วมมือกับท้องถิ่นเพื่อให้รู้สึกผูกพันและเป็นหนึ่งในเจ้าของของรถไฟขบวนนี้ ส่วนการเชื่อมโยงด้วยวัตถุนั้น SHIKI-SHIMA นำงานฝีมือชั้นเยี่ยมจากเมืองที่รถไฟวิ่งผ่านมาตกแต่งในขบวนรถ เช่น โบไทของเครื่องแบบใช้ผ้าจาก Aomori กระเบื้องที่ตกแต่งในห้องมาจาก Iwate พวงกุญแจห้องพักจาก Fukushima แจกันงานทำมือจาก Niigata โคมไฟประดับจาก Aomori พรมในรถชมวิวจาก Yamagata ซึ่งของตกแต่งในรถนั้นซื้อไปเป็นของที่ระลึกเพื่อสนับสนุนงานฝีมือชั้นเยี่ยมจากท้องถิ่นได้อีกด้วย โดยใช้หลักการ ‘รถไฟคือแกลเลอรีของภูมิภาค’
น่าเสียดายที่ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่รูปถ่ายภายในขบวนรถไฟ ซึ่งมันสวยงามมาก ทั้งรูปลักษณ์และเรื่องราว ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าของบางอย่างเขาอนุญาตให้เราเก็บไว้แค่ในความทรงจำที่สวยงาม

TRAIN SUITE SHIKI-SHIMA จาก The Japan Times
รถไฟทุกขบวนต้องเที่ยวได้
ไม่จำเป็นว่า Joyful Trains เท่านั้นถึงพาคนไปเที่ยวได้ นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางของรถไฟสายพิเศษยังเลือกที่จะนั่งรถไฟขบวนชานเมือง รถไฟด่วน หรือแม้แต่ Shinkansen ท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อีก ไม่ว่าจะนั่ง Akita Shinkansen ไปท่องหมู่บ้านซามูไรที่มีชื่อเสียงของ Kakunodate นั่งรถไฟสาย Chūō Line ไปเดินป่าที่ภูเขามิตะเกะ ซึ่งเป็นที่เดินป่าและแคมปิงใกล้โตเกียวที่สุด หรือนั่งรถไฟด่วน Azusa ไปเที่ยว Matsumoto และ Kamikochi หรือว่าเราจะนั่งรถไฟสารพัดสายเที่ยววนไปในโตเกียวย่านสำคัญ ๆ วัด สวนสาธารณะ ชายทะเล พิพิธภัณฑ์ เอาจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นที่แหลมโบโซ
ทุกอย่างเกิดจากการพยายามมองหาจุดสำคัญให้คนมุ่งหน้าไปใช้ชีวิต ใช้เงิน หาประสบการณ์ เพราะการท่องเที่ยวที่ดีย่อมมาจากการเดินทางที่สะดวก

ที่รฤก
แน่นอนว่าถ้าเราเที่ยวแล้วมักจะมีของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับไปเสมอ สิ่งที่ Joyful Trains นำเสนอคือของดีของท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งผ่านการสรรหามาแล้วว่าเหมาะสมกับการนำเสนอเพื่อซื้อขายบนรถไฟด้วยคำว่า ‘ท้องถิ่น’ ที่แสนจะทรงพลังให้ผู้ซื้อเต็มใจจ่ายเงินอย่างไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง บวกกับเป็นของลิมิเต็ดที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากรถไฟขบวนนี้ ยิ่งทำให้คุณค่าของชิ้นนั้นยิ่งมีมูลค่าทางจิตใจเท่าทวีคูณ
เช่นขบวน KAIRI ที่มีพวงกุญแจลายโลโก้รถไฟ มีขนมชนิดพิเศษที่ปรุงมาเพื่อขบวนนี้เท่านั้น
ขบวน Koshino Shu*Kura ที่นอกจากขายสาเกหลากรส ยังมีจอกสาเกให้เราไปรินสาเกชิมที่บ้านอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการโยงท้องถิ่นเข้ามาให้ได้มากที่สุด ให้เหมือนกับว่ารถไฟขบวนนั้นเป็นร้านค้าของท้องถิ่นเคลื่อนที่ หากสินค้าชิ้นไหนจำหน่ายหมดและถ้าไปซื้อที่แหล่งผลิต (ซึ่งก็เป็นร้านค้าท้องถิ่นที่ไปจากสถานีรถไฟได้) ก็มีแผนที่นำทางที่สถานีรถไฟให้ไปได้
แต่ถ้าหากเป็นบางขบวนที่ไม่ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้า เช่น ขบวน OYKOT รถไฟขบวนนี้จะแจกของที่ระลึกเป็นงานคราฟต์เล็ก ๆ น้อย ๆ แทน ซึ่งของนั้นคือที่คั่นหนังสือทำจากกระดาษพิมพ์ลายโลโก้ขบวนรถ แม้จะเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ควรค่าแก่การเก็บเป็นที่ระลึกได้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยได้นั่งขบวนนี้แล้ว

JR East เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าภาพถ่ายคือเครื่องบันทึกความทรงจำที่ดีที่สุด การมีแผ่นป้ายของขบวนรถพร้อมวันที่ที่โดยสารให้ผู้โดยสารถือเพื่อถ่ายรูป เป็นเหมือน Time Capsule ที่จะอยู่ในกล้องของผู้โดยสาร ในวันที่กลับไปไล่ดูรูป เราจะจดจำได้ว่านั่งขบวนนี้วันไหนกันนะ อยากกลับไปนั่งอีกครั้งจังเลย ซึ่งการมีอุปกรณ์สำหรับถ่ายรูปหรือแม้แต่แสตมป์ให้ประทับตราประจำรถไฟ มันคือไดอารีของชีวิต คือเครื่องมือบันทึกความทรงจำ นี่เป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่น ประทับใจ และอยากจะกลับมา ‘สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต’ ใหม่อีกครั้ง เพราะผู้ที่กลับมาเยือนอีกครั้งหรือที่ JR East เรียกว่า Repeater คือส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้บริษัทเห็นว่า ‘รถไฟขบวนนี้ยังมีคุณค่ากับใครหลาย ๆ คน’


จากประสบการณ์การนั่งรถไฟท่องเที่ยวครั้งแรกที่คิวชู จนมาถึงบทเรียนสำคัญในคันโต โทโฮคุ ความฝันที่จะสร้างสรรค์รถไฟท่องเที่ยวของผมคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะดูท้าทายสำหรับประเทศไทยที่การเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถไฟยังไม่ได้สะดวกมากนักหากเทียบกับญี่ปุ่น แต่ก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การท่องเที่ยวด้วยรถไฟคือรูปแบบการท่องเที่ยวที่สร้างปฏิสัมพันธ์ให้กับผู้ร่วมทาง กับพนักงาน กับคนในท้องถิ่น และกับสถานที่ที่เราเดินทางไป เพียงแต่หลาย ๆ ภาคส่วนต้องทำความเข้าใจและรับกับไลฟ์สไตล์การเที่ยวที่เปลี่ยนไปและหลากหลายมากขึ้น
การท่องเที่ยวแบบอิสระโดยมีเพียงแค่ข้อมูลในมือแล้วนักท่องเที่ยวจะออกไปค้นหาสิ่งนั้นมีความนิยมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเที่ยวแบบให้ทัวร์จัดการก็เริ่มกลายเป็นกลุ่มเฉพาะมากขึ้น แต่ในขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังบาลานซ์สิ่งนี้ไม่ได้ การเที่ยวไม่ได้จบแค่ใครใคร่มาก็มา แต่ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง ข้อมูล และความแข็งแกร่งของส่วนท้องถิ่น เราต้องบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวไม่ถูกจำกัดเพียงแค่สถานที่ขึ้นชื่อ สถานที่โซเชียลนิยม หรือร้านค้าที่ผูกปิ่นโตกับทัวร์จนรายย่อยเติบโตไม่ได้

การส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีโอกาสที่จะพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ของตัวเอง พัฒนาธุรกิจและความเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง เกิดเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างคุณค่า และรถไฟหรือการคมนาคมอื่น ๆ ก็จะเป็นสะพานเชื่อมเข้าหาพื้นที่นั้น ไม่ได้มีบทบาทเป็นแค่ยานพาหนะที่ส่งต่อถึงปลายทางแล้วจบ เราหวังว่าจะได้เห็นรถไฟ Royal Blossom ของการรถไฟที่เพิ่งเปิดตัว ได้เห็นรถไฟ KIHA 183 ที่วิ่งในวันสุดสัปดาห์ กลายเป็นรถไฟที่พาเรา ‘ท่องเที่ยว’ ตั้งแต่บนรถไฟและพาเราไป ‘ค้นหา’ และ ‘สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต’ ทั่วทุกทิศของประเทศไทย และพร้อมที่จะทำหน้าที่สะพานเชื่อมระหว่างคนและท้องถิ่นได้อย่างสมบูรณ์ และเป็น ‘รถไฟแห่งความสุข’ ในแบบของประเทศไทย บ้านเกิดของเรา


