1 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 60 ปี ‘รถไฟชินคันเซ็น’ หรือรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงทั้งด้านรูปลักษณ์ ความรวดเร็ว ความตรงต่อเวลา และความปลอดภัยที่เป็นเลิศ จนชินคันเซ็นได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและเทคโนโลยีรถไฟที่เป็นเอกลักษณ์ของโลกอันหนึ่งเลยก็ว่าได้
60 ปีที่ผ่านมาชินคันเซ็นอาจทำหน้าที่เพียงแค่รถไฟที่ใช้ความเร็วได้มากและเชื่อมเมืองใหญ่กับเมืองใหญ่ของญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน พร้อมพัฒนาความเร็วจากเริ่มแรกเพียง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กลายเป็นมากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมผุดรถรุ่นใหม่ออกมามากมายตั้งแต่ Series 0 ที่หน้าเหมือนเครื่องบิน ไปจนรุ่นล่าสุดที่หน้าแหลมยาวเหมือนนก

ซีรีส์ที่เรียกได้ว่ามีความโดดเด่นที่สุดคงไม่พ้น JR Series 500 ที่หลายต่อหลายคนยกให้ว่ามีรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวและสะดุดสายตามากที่สุด
รถไฟชินคันเซ็น Series 500 เป็นรถไฟความเร็วสูงที่ให้บริการโดยบริษัท JR West บนเส้นทางสายโทไคโด ระหว่างโตเกียว-ชินโอซาก้า ตั้งแต่ปี 1997 – 2010 และในเส้นทางซันโย ระหว่างชินโอซาก้า-ฮากาตะ จนถึงปัจจุบัน
Series 500 ออกแบบมาให้ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงแล้วถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไฟ Series 500 นี้ใช้เทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ โดยส่วนหน้าและท้ายออกแบบให้คล้ายกับปากนกกระเต็น เพื่อลดการใช้พลังงานลง 15% เพิ่มความเร็ว 10% และลดระดับเสียงรบกวน


การให้บริการช่วงแรกนั้นใช้สำหรับขบวนระดับท็อป จอดน้อยสุด ๆ อย่าง โนโซมิ (Nozomi のぞみ) จนกระทั่งถูกลดระดับออกจากบริการในปี 2010 เมื่อรุ่น N700 เข้ามาแทนที่ จากนั้นก็ได้รับการปรับปรุงใหม่และลดจำนวนตู้จาก 16 เหลือเพียง 8 เพื่อให้บริการในขบวนโคดามะ (Kodama こだま) วิ่งระหว่างชินโอซาก้าไปฮากาตะ โดยหยุดทุกสถานีในเส้นทาง พร้อมลดความเร็วสูงสุดลงเหลือ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 2024 ที่ผ่านมา JR West ประกาศว่าจะปลดรถไฟ Series 500 อีก 4 ขบวนจาก 6 ขบวนที่ภายในปี 2026 และในวันที่ 24 กรกฎาคม ปี 2024 JR West ก็ประกาศเพิ่มเติมที่จะปลด Series 500 ทั้งหมดภายในปี 2027
ก่อนที่เราจะมาร่ำลา Series 500 ผมอยากชวนทุกคนมานั่งลวดลายพิเศษของรุ่นนี้ ซึ่งมีความโดดเด่นทั้งสีและคาแรกเตอร์
ถ้าพูดถึงการ์ตูนแมวน้อยสีชมพู (ที่มีบางคนบอกว่าเธอเป็นคนไม่ใช่แมว) ใครหลายคนคงนึงถึง ‘Hello Kitty’
คิตตี้เป็นขวัญใจของบรรดาเด็กผู้หญิงหลายคนทั่วโลก และใครจะเชื่อว่าคิตตี้ก็ได้แปลงร่างเป็นรถไฟที่เป็นขวัญใจของเด็กผู้ชายด้วยเหมือนกัน

‘Hello Kitty Shinkansen’ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง JR West และ Sanrio ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านตัวละครที่เป็นที่ชื่นชอบทั้งในประเทศและระดับโลก
แนวคิดของโครงการนี้คือการเชื่อมโยงระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่รถไฟผ่าน เพื่อทำความรู้จักรถไฟของ JR West และวัฒนธรรมท้องถิ่นของภูมิภาคคันไซและคิวชู ซึ่ง Hello Kitty ทำหน้าที่เป็น ‘ทูต’ ในการสร้างการเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับสถานที่เหล่านั้น โดยให้บริการในวันแรกคือ 30 มิถุนายน ปี 2018 ภายใต้ขบวนโคดามะ วิ่งจากฮากาตะที่คิวชูไปชินโอซาก้า วันละเพียง 1 รอบ ไปและกลับเท่านั้น

พูดไปก็เหมือนเวอร์ ผมบินไปคิวชูเพื่อนั่ง Hello Kitty Shinkansen ก่อนที่จะปลดระวางในปี 2027 ดูเหมือนว่าอีกตั้ง 3 ปีนับจากวันที่เดินทางถึง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสบินไปญี่ปุ่นบ่อยแค่ไหน (แหงสิ มันไม่ใช่หน้าปากซอยนะคุณ) ความตั้งใจของผมคือการเก็บชินคันเซ็นให้ครบทุกซีรีส์ และนี่เป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่ผมจะได้ทำความรู้จักกับรถไฟของฟากฝั่ง JR West ซึ่งไม่เคยได้รู้จักมาก่อน
ก่อนมาผมทำการบ้านมาล่วงหน้าว่าน้องวิ่งวันไหนบ้าง… ไม่สิ ต้องเช็กว่าน้องไม่วิ่งวันไหนบ้าง เพราะในทุกๆ 1 เดือน จะมีเพียง 2 – 3 วัน ที่น้องต้องซ่อมบำรุงประจำเดือนโดยไม่ได้ออกให้บริการ และพบว่าช่วงที่ไปนั้นน้องได้ออกมาทำหน้าที่ ผมเลยจับเครื่องบินเอาแบบราคาประหยัดกระเป๋าสุด เวลาดีสุด พร้อม JR West Setouchi Pass เพื่อนั่งรถไฟแบบบุฟเฟต์ในโซน Setouchi ตั้งแต่ฟุกุโอะกะ ฮิโรชิมา ฮิเมจิ โอซาก้า และเกียวโต กันยาว ๆ ถึง 7 วัน
ผมถึงฟุกุโอะกะในช่วงเช้ากำลังพอดี วันแรกผมไม่ได้ทำอะไรมากเลยนอกจากไปดูรถไฟที่สถานีฮากาตะ ถิ่นเก่าที่เคยมาเยือนครั้งก่อน ภารกิจในวันนี้ต้องคิดว่าจะหาเรื่องนั่ง Hello Kitty ไปไหนดีในวันรุ่งขึ้น แล้วหวยก็ออกที่เมืองฮิโรชิมาซึ่งห่างไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งด้วยชินคันเซ็น ว่าแล้วผมก็เดินเข้าตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเพื่อออกตั๋วซะเลย
สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนคือ Hello Kitty Shinkansen มีเพียงรอบเดียวจากฮากาตะ คือ Kodama 842 ซึ่งออกเวลา 07.04 น. (โอ๊ย เช้ามาก) ถึงฮิโรชิมาเวลา 08.38 น. และถ้าใครอยากนั่งยาว ๆ ถึงชินโอซาก้า ก็จะถึงตอนเวลา 11.25 น. เอาจริง ๆ วิ่งนานอยู่เหมือนกันนะเพราะจอดทุกสถานี

ในขบวนมีทั้งตู้แบบต้องจองที่นั่ง (Reserved Seat) และตู้แบบนั่งอิสระ (Non-reserved Seat) ซึ่งถ้าเราออกตั๋วแบบ Reserved ข้อดีคือจะมีที่นั่งที่แน่นอน ไม่ต้องแย่งใคร และเก้าอี้นั่งเป็นแบบคู่ ไม่ต้องมาลุ้นแบบเก้าอี้ 3 ตัว แต่ Non-reserved ในตู้หมายเลข 2 ตกแต่งในธีมคิตตี้เลย ถ้าเราจองแบบนี้ก็จะได้นั่งในตู้คิตตี้สีหวาน แต่ข้อเสียคือต้องแย่งที่นั่งกับมวลมหาประชาชนและมีเก้าอี้นั่งแบบ 3 ตัวติด ซึ่งไม่อยากคิดเลยถ้าโดนนั่งตรงกลางแล้วมีคนประกบข้าง
เอาความสบายเป็นหลัก ผมเลยกดแบบ Reserved ไปเพื่อแลกกับความสบายอกสบายใจ ส่วนตู้คิตตี้ก็เดินไปได้ ไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า
รู้ตัวอีกทีตั๋วรถไฟแบบ Reserved ที่ไม่ได้เสียเงินสักเยน (เพราะใช้ JR Pass) ก็ออกมาอยู่ในมือ
เช้าวันเดินทาง ผมออกจากโรงแรมมา 6 โมงเช้า ฝ่าอากาศเย็นมาที่สถานีฮากาตะ เช้าวันนี้สถานีดูโล่งตามาก เพราะเป็นเช้าตรู่ที่คนยังไม่ได้ออกมาทำงานกันด้วย ผมรีบเร่งซื้อเบนโตะขึ้นไปกินบนรถไฟเพราะบนรถไม่มีบริการตู้เสบียง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ถึงเวลาที่จะต้องไปทักทายคุณคิตตี้แล้ว

บันไดเลื่อนของสถานีพาผมขึ้นมาที่ชานชาลา รถไฟสีขาวคาดด้วยสีชมพูเป็นลวดลายริบบิ้นโชว์ตัวอยู่ข้าง ๆ
ความรู้สึกแรกเลยนะ ทำไมมันน่ารักขนาดนี้ คาวาอี้เดสสึเน้~~~~~ ผมไม่เคยคิดเหมือนกันว่ารถไฟที่ดูแข็งแรง ปราดเปรียว รวดเร็ว จะทำให้น่ารักและดูเป็นมิตรได้ขนาดนี้ แน่ล่ะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่พลาดที่จะไปดูหัวขบวนใกล้ ๆ
หน้ารถไฟค่อนข้างแหลมเพรียวมากกว่าชินคันเซ็นรุ่นอื่น ๆ ที่เคยรู้จัก อย่าง E5 ของฝั่ง JR East ยังพอมีความลู่ลมและมีความป้านของหน้ารถบ้าง แต่กับ Series 500 มันแหลมแบบแหล๊มมมมมมแหลม ความปราดเปรียวของหน้ารถถูกสีชมพูกินพื้นที่ไปตลอดแนวตัดกับสีดำบริเวณหน้าต่างห้องขับ (เพื่อนที่ไปด้วยถึงกับแซวว่า นี่มันรถไฟ BLACKPINK in your area! ชัด ๆ) ลายสีชมพูด้านหน้ารถถูกขยายออกไปด้านข้างทาบทับหน้าต่างไปตลอดทาง ถ้าพินิจดูดี ๆ คือลวดลายของริบบิ้นที่หมายถึง ‘การเชื่อมโย’ แต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน

เมื่อก้าวเท้าเข้ารถก็พบคิตตี้เต็มไปหมด ตั้งแต่ประตูและม่านหน้าต่าง เธอทำหน้าที่เป็นทูตได้ดีมากเพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เห็นแต่เธอ ผมนั่งประจำที่ได้แป๊บเดียวก็ถึงเวลารถไฟออก สักพักเสียงเมโลดี้ประจำขบวนรถก็ดังขึ้น ซึ่งเมโลดี้นั้นโดยปกติจะทำหน้าที่เหมือนเสียง ตึง ตึง ตึง ตึ๊ง ของระบบเสียงตามสายที่เราคุ้นเคย หากแต่รถไฟญี่ปุ่นแต่งเสียงเมโลดี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง บ้างก็เป็นเพลงแต่งใหม่ บ้างก็เป็นเพลงพื้นถิ่น แต่สำหรับขบวน Hello Kitty นั้น เพลงแม่คุณครึกครื้นมาก มันคือเพลง Theme Song ของการ์ตูน Hello Kitty นั่นเอง และแน่นอนว่าเราจะไม่ได้ยินเมโลดี้นี้ที่ไหนนอกจากขบวนนี้เท่านั้น
ได้เวลาสำรวจรถไฟ ผมเดินทะลุจากตู้หมายเลข 4 ที่เป็นแบบ Reserved Seat ผ่านตู้ 3 ไปจนถึงตู้ 2 ที่มีชื่อเรียกว่า ‘คาวาอี้รูม (Kawaii Room)’ ซึ่งก็น่ารักสมชื่อ

เก้าอี้นั่งทุกตัวเป็นสีม่วงดั้งเติมของ Series 500 หากแต่แตกต่างจากตู้อื่นตรงที่พื้นรถเป็นสีชมพูและลวดลายคิตตี้ มีผ้ารองหัวลายคิตตี้ และม่านหน้าต่างก็เป็นคิตตี้!
แต่คนในรถดูขัดกับภาพของตู้มาก เพราะที่ผมเห็นคือบรรดาคนทำงานใส่สูตสีดำขรึม ช่างตัดกับธีมรถเสียนี่กระไร เดินไปอีกหน่อยด้านท้ายตู้เป็นโซน Photo Spot ซึ่งตกแต่งเป็นลวดลายคิตตี้บนแผนที่ของประเทศญี่ปุ่นในโซนที่รถไฟขบวนนี้ผ่าน พร้อมมาสคอตคิตตี้ตัวใหญ่ให้เราเข้าไปถ่ายรูป ไปกอด ไปหอมให้สาแก่ใจ ผมว่ามุมนี้ถือว่าน่าจะเป็นมุมโปรดของใครหลาย ๆ คน และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่พวกเราที่ไปถ่ายรูปกันที่มุมนี้ แต่ก็เต็มไปด้วยผู้โดยสารที่เดินมาจากตู้อื่นเพื่อมาแวะเวียนถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนเดินไปตู้ถัดไปที่เรียกได้ว่าเป็นโลกของคิตตี้เลย


ตู้หมายเลข 1 มีชื่อว่า ‘Hello Plaza’
ตู้นี้เหมือนนิทรรศการ สนามเด็กเล่น และร้านขายของที่ระลึกย่อม ๆ ซึ่งกินพื้นที่ทั้งตู้ ใช่ครับ ตู้นี้ไม่มีเก้าอี้โดยสารเลยแม้แต่ที่นั่งเดียว มีเพียงเคาน์เตอร์ขายสินค้า ชั้นวางสินค้าของที่ระลึกของคิตตี้แบบถูกลิขสิทธิ์จาก Sanrio และ JR West รวมถึงขนมขบเคี้ยวที่มาจากแต่ละจังหวัดในเส้นทางที่รถไฟผ่าน
ด้านข้างเคาน์เตอร์เป็นเก้าอี้นั่งหันหน้าออกไปนอกหน้าต่างเป็นบาร์ ซึ่งตรงนี้มีพื้นที่สำหรับเด็ก ๆ บนบาร์วางตุ๊กตาและสมุดเล่มหนึ่งที่ข้างในเต็มไปด้วยสติกเกอร์ ซึ่งแต่ละเล่มเป็นภูมิภาคต่าง ๆ ของญี่ปุ่น เมื่อเปิดสมุด เขาก็เชิญชวนให้แปะสติกเกอร์ลงไปว่าเรามาจากจังหวัดไหน ส่วนอีกเล่มเป็นทวีปต่าง ๆ ในโลก ผมพยายามหาประเทศไทย ยังพบพื้นที่นิดหน่อยให้แปะสติกเกอร์ลงไป มือไวเท่าความคิด ผมก็คว้าสติกเกอร์รูปชินคันเซ็นที่เขาเตรียมไว้ให้แปะไปตรงประเทศไทย วันนี้มีคนไทยมานั่งคิตตี้เพิ่มอีก 2 คนแล้วนะ


รถไฟวิ่งไปเรื่อย ๆ เวลาเริ่มนับถอยหลังที่จะถึงสถานีฮิโรชิมาที่จะลง ผมเลยใช้เวลานี้เดินดูของที่ระลึกต่อ ใกล้ ๆ กันด้านหลังห้องขับเป็นเหมือนมินิเธียร์เตอร์ที่วนเนื้อหาของแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ ที่รถไฟผ่าน
เด็กน้อยตรงบาร์เล่นสนุกด้วยการปิดม่านหน้าต่างทุกบาน ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าลายของม่านกับผนังนั้นต่อกันเป็นคิตตี้ประจำจังหวัดต่าง ๆ แล้วก็ลากยาวไปถึงเคาน์เตอร์ขายสินค้าที่มีพนักงานยิ้มแย้มรอคิดเงินจากเราอยู่ (เธอคงคิดในใจ ถ้ามาแล้วไม่ซื้อของกลับไป เธอจะพลาดเอานะพ่อหนุ่มชาวไทย)


พวงกุญแจ แฟ้ม ขนม ไปจนถึงรถไฟของเล่นชินคันเซ็นคิตตี้ถูกวางบนชั้นให้เราเลือกสรร ผมคว้าของมาสี่ซ้าห้าชิ้นแล้วไปจ่ายเงิน เหมือนกับทุกคนจะต้องผ่านด่านการยับยั้งชั่งใจในการซื้อของจากตู้นี้เสมือนบททดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ แต่เชื่อเถอะ ต่อให้คุณใจแข็งราวหินผาขนาดไหนก็ตาม แม่ซื้อประจำตัวจะผุดมาจากความคิดแล้วบอกเราว่า “ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ลงจากรถแล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ” สุดท้ายเราก็จะไปยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์พร้อมของในมืออยู่ดี เชื่อผมเถอะ!
ผมใช้เวลาอยู่บนรถไฟขบวนนี้เพียงแค่ชั่วโมงเศษ ๆ ก็ถึงเวลาลงแล้ว เสียงเมโลดี้ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมเสียงประกาศว่าสถานีต่อไปคือฮิโรชิมา คราวนี้เสียงเมโลดี้ไม่เหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะว่าใช้เสียง 2 แบบ แบบแรก คือเมื่อรถออกจากสถานีต้นทางและถึงสถานีปลายทาง ส่วนอีกเสียง ใช้กับการเข้าจอดสถานีระหว่างทาง และทั้งสองก็เป็นเพลงคิตตี้ทั้งคู่
ถึงฮิโรชิมา ผมลงจากรถแล้วหยุดรถเพื่อจะโบกมือส่งรถไฟ การโบกมือทักทายและกล่าวลาเป็นสิ่งที่ผมทำจนชินแล้วทั้งรถไฟไทยและรถไฟญี่ปุ่น มันคือการทักทายและอำลาเพื่อนของผม
เจ้าคิตตี้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป มีคนบนชานชาลายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเหมือนกัน ผมมองสีชมพูของท้ายรถค่อย ๆ เคลื่อนไกลจากตัวออกไปจนเข้าโค้งและลับสายตา ความรู้สึกในใจคือเก็บรถไฟที่อยากนั่งได้อีกขบวนแล้ว

ผมไม่รู้เลยว่าตอนที่ JR West คิดจะทำรถไฟขบวนนี้ให้เป็นคิตตี้เขาคิดอะไรอยู่ หรือเขาวางแผนว่ามันจะทำงานกับคนประเภทไหน แต่ตอนนี้ผมได้คำตอบแล้วว่า เขาทำสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะจากคนประเภทเดียวกับผมที่บ้ารถไฟเข้าเส้นเลือด หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวที่เพียงแค่เดินทางมาแล้วเจอรถไฟขบวนนี้กับรอบเดินทางตัวเอง ผมสัมผัสได้แล้วว่ารถไฟขบวนนี้คือทูตที่พาให้นักท่องเที่ยวเดินทางเพื่อท่องเที่ยวและเจอประสบการณ์สุดพิเศษตามที่พวกเขาได้คิดเอาไว้แล้วจริง ๆ
ผมอยากให้คุณมานั่งก่อนที่เขาจะรีไทร์
แล้วพบกันใหม่




