ขอระลึกถึงวัยเด็กในเดือนของวันเด็กซะหน่อย
การ์ตูนกับเด็กเป็นของคู่กัน ผมมีการ์ตูนที่รักอยู่มากมายหลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่เป็นการ์ตูนในความทรงจำทั้งมังงะและอนิเมะ แต่ด้วยความที่ตอนเด็ก ๆ การรับสัญญาณโทรทัศน์ต้องอาศัยเสาหนวดกุ้งหรือเสาอากาศขนาดใหญ่ การดูการ์ตูนในทีวีเป็นเรื่องน่ารำคาญไม่น้อยที่จะต้องคอยมาปรับจูนสัญญาณ บางทีกว่าจะดูได้ก็จบไปแล้วเบรกหนึ่ง ก็ต้องอาศัยเช่าวิดีโอมาเปิดดูเอาเสียมากกว่า การ์ตูนเป็นเล่ม ๆ เลยเยอะแยะเต็มไปหมด แล้วเหมือนตอนนั้นชีวิตจะผูกกับการ์ตูนญี่ปุ่นเยอะมากจนมีความรู้สึกว่าญี่ปุ่นนี่เป็นเมืองหลวงของการ์ตูนเด็กเลยก็ว่าได้

ผมเป็นแฟนตัวยงของเจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้ากับเด็กไม่เอาไหน ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง โดราเอมอน การ์ตูนยอดนิยมที่เรียกได้ว่าน่าจะมีทุกครัวเรือน การ์ตูนเรื่องนี้รังสรรค์ขึ้นจากปลายปากกาของชาวญี่ปุ่นนามว่า ฮิโรชิ ฟูจิโมโตะ เราอาจจะไม่คุ้นใช่ไหมครับ แต่ถ้าบอกว่านามปากกาของเขาคือ ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ เราอาจจะคุ้นขึ้นมาทันที
ตอนที่ผมอยู่ในโตเกียว มีความตั้งใจหนึ่งที่อยากทำมาก ๆ คือการไปเยือน ‘พิพิธภัณฑ์ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio Museum)’ ที่สถานีรถไฟโนโบริโตะ (Noborito Station) ซึ่งไม่ได้ห่างจากชินจูกุเสียเท่าไหร่ ซึ่งพิพิธภัณฑ์นี้เป็นแหล่งรวมผลงานของ อ.ฟูจิโมโตะ (หลังจากนี้จะเรียกว่า อ.ฟูจิโกะ เพื่อความคุ้นชิน) ที่ได้วาดเอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปาร์แมน ผีน้อยคิวทาโร่ รวมไปถึง โดราเอมอน ที่ผมรัก


ผมเริ่มต้นเดินทางจากสถานีชินจูกุ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่รถไฟของ JR แต่เป็นบริษัทเอกชนที่ใหญ่ไม่แพ้ JR นั่นคือ ‘โอดะคิว (Odakyu)’ ซึ่งจุดขึ้นรถไฟอยู่ในพื้นที่ชินจูกุเดียวกันเพียงแต่แยกชานชาลา
สถานีปลายทางที่จะเดินทางไปคือ ‘โนโบริโตะ (Noborito)’ ชื่อเหมือนโนบิตะเสียจริง ส่วนรถไฟของโอดะคิวก็มีสีขาวฟ้าเหมือนโดราเอมอน จริง ๆ แล้วสถานีที่จะไปลงจะนั่งรถไฟของ JR ไปก็ได้ ก็คือสาย JR Nambu Line
จากชินจูกุไปโนโบริโตะด้วยรถไฟธรรมดาของโอดะคิวใช้เวลาเพียงประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมื่อได้ยินเสียงประกาศก็เตรียมตัวรอที่ประตูทางออกได้เลย และเมื่อประตูรถไฟเปิดออกก็เหมือนกับการได้ต้อนรับสู่โลกของ โดราเอมอน ตั้งแต่บนชานชาลา


สาเหตุที่ผมเลือกนั่งรถไฟของโอดะคิว ไม่ใช่เพราะความเร็วอย่างเดียว แต่การตกแต่งสถานีรถไฟโนโบริโตะซึ่งเป็นพื้นที่ของบริษัทโอดะคิวนั้นทำเอาผมใจละลายไม่เป็นท่า เพราะเราจะเห็นม่อนอยู่ทุกหัวระแหงของสถานีรถไฟ เริ่มกันตั้งแต่ป้ายบอกทางและป้ายบนชานชาลา
ป้ายสีฟ้าบอกหมายเลขชานชาลาและปลายทางอาจดูธรรมดาถ้าไม่มีแถบสีแดงและกระพรวนสีเหลืองประดับอยู่บนป้ายนั้นด้วย เหมือนกับว่าเรามองไปทางไหนก็จะเห็นแต่โดราเอมอน โนบิตะ ไจแอนท์ ซูเนโอะ และชิสุกะ ตัวละครหลักทั้ง 5 ของการ์ตูนถูกประดับอยู่ที่สถานีเต็มไปหมด
ไม่ใช่แค่นั้น สารพัดของวิเศษที่มาจากกระเป๋า 4 มิติมีวางอยู่บนชานชาลาเหมือนกัน ทั้งขนมปังช่วยจำ ประตูไปที่ไหนก็ได้ หรือแม้แต่คอปเตอร์ไม้ไผ่ สถานีรถไฟนี้เล่นเอาซะผมเหมือนโดนผ้าคลุมกาลเวลาผูกตัวจนแน่นแล้วกลับไปเป็นเด็กอย่างไรอย่างนั้น


เราเดินออกมาจากสถานีซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างรถไฟ 2 บริษัท มีป้ายรถเมล์เล็ก ๆ ทีจะต้องเดินทางต่อไปพิพิธภัณฑ์ สาบานได้ว่าป้ายรถเมล์ไม่ได้หายากเลยแม้แต่น้อย เพราะบนป้ายก็ยังมีโดราเอมอนคอยบอกทางอยู่จนกว่าเราจะถึงมิวเซียม มากไปกว่านั้น รถเมล์ที่มุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ก็ยังมีโดราเอมอนและผองเพื่อนเซย์ไฮเราตั้งแต่นอกตัวรถไปจนถึงในตัวรถ
จากสถานีรถไฟเราใช้เวลาไม่นานก็ถึง สำหรับตั๋วนั้นซื้อได้จาก Family Mart หรือผ่านเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เอง โดยส่วนใหญ่แล้วที่นี่มีคนมาเยอะตลอดทั้งวัน จนต้องจองเป็นรอบ ๆ ว่าเราจะมาถึงตอนไหน

บรรยากาศโดยทั่วไปไม่ได้ต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ นั่นคือมีผู้ใหญ่และเด็กเต็มไปหมด เอาจริง ๆ ผมคิดว่าความเป็นการ์ตูนยุคเก่าจะทำให้ที่นี่มีแต่ผู้ใหญ่ที่เกิดและโตมาในยุค โดราเอมอน ยังโลดแล่นอยู่บนหน้าจอทีวี แต่ที่ไหนได้ เด็กเล็ก ๆ ก็รอคิวเข้าเต็มไปหมดเลยเหมือนกัน จนสงสัยว่าเด็ก ๆ อยากมาเองหรือพ่อแม่พกมาด้วยกันแน่
ได้เวลาผ่านประตูไปที่ไหนก็ได้แล้ว
สำหรับโซนแรกนั้นเป็นโซนที่เจ้าหน้าที่จะบรีฟเราคร่าว ๆ ก่อนว่าในพิพิธภัณฑ์มีกฎและข้อห้ามอะไรบ้าง แน่นอนว่างานการ์ตูนบางชิ้นเป็นของพิเศษจริง ๆ ที่เผยแพร่ไม่ได้ จึงต้องขอความร่วมมือ (ที่แปลว่าบังคับ) ไม่ให้ถ่ายรูป ให้เก็บความทรงจำด้วยตาและสมองเท่านั้น ส่วนโซนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ห้ามก็ถ่ายรูปภาพได้ตามปกติ เมื่อฟังบรีฟเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราก็เดินเข้าสู่โซนที่ 2 ทันที


โซนที่ 2 เป็นแกลเลอรีผลงานของ อ.ฟูจิโกะ ซึ่งเป็นกระดาษและน้ำหมึกของแท้ที่จัดแสดงเอาไว้เป็นเรื่อง ๆ ตั้งแต่เรื่องที่คุ้นตากันดีอย่าง โดราเอมอน ปาร์แมน ผีน้อยคิวทาโร่ หรือบางเรื่องที่ไม่คุ้นตาเลย จริง ๆ ถ้าเรามองงานผ่าน ๆ ก็บอกได้เลยว่านี่คือลายเส้นของ อ.ฟูจิโกะ ตัวการ์ตูนมีความเป็นเอกลักษณ์มาก จนบางครั้งถ้าเปิดหนังสือแบบไม่ดูหน้าปกก็อาจต้องชะงักดูสักแป๊บว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่
ผมสนใจต้นฉบับ โดราเอมอน เป็นพิเศษ และมีตอนหนึ่งที่ชอบมาก นั่นคือมีมนุษย์ต่างดาวมาที่บ้านโนบิตะ แล้วฮีดูหงุดหงิดมากจนโนบิตะกับโดราเอมอนต้องรับรองอาหารเป็นพิเศษจนอารมณ์ดี แต่แล้วแม่ของโนบิตะก็คิดว่า 2 คนเอาแมวน้ำมาเลี้ยง เลยเอาไม้กวาดไล่ตีจนมนุษย์ต่างดาวโมโหจะถล่มโลกให้แตก ซึ่งเอาจริง ๆ คือตัวละครตัวนี้ปรากฏในการ์ตูนแค่ครั้งเดียว แต่ความเก่งกาจของอาจารย์ทำให้เราจดจำเจ้าตัวละครตัวนี้ได้ จนกลายเป็นเหมือนดารารับเชิญกิตติมศักดิ์ของเรื่องไปเลย

โซนต่อมาเป็นโซนที่ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด โซนนี้เรียกได้ว่าห้องแห่งความทรงจำจริง ๆ มันคือการพูดถึงประวัติอาจารย์ การเริ่มต้นกำเนิดของ โดราเอมอน เล่มแรกตั้งแต่กระดาษโล่ง ๆ ไปจนถึงลายเส้นที่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวละครที่เป็นที่รักของเราขึ้นมา เราได้เห็นหน้าปกเล่มที่ 1 ตั้งแต่ดราฟต์แรกจนถึงหน้าปกตัวจริง เราได้เห็นการค่อย ๆ วาดลายเส้นตามสตอรีบอร์ดของอาจารย์ โต๊ะทำงานของอาจารย์ รวมไปถึงสิ่งที่อาจารย์รักมาก จนเกิด โดราเอมอน ตอนพิเศษขึ้นมา นั่นคือ ‘ไดโนเสาร์’
ผมก็เพิ่งรู้จากที่นี่เนี่ยแหละว่า อ.ฟูจิโกะ เป็นเนิร์ดไดโนเสาร์ด้วย นั่นเลยทำให้ตอนยาวพิเศษตอนแรกจึงเป็นตอนตะลุยแดนไดโนเสาร์ ทำให้เราผู้อ่านได้รู้จักกับไดโนเสาร์พันธุ์แรกที่ค้นพบในญี่ปุ่น นั่นคือฟุตาบาซอรัส เป็นสัตว์เลื้อยคลานในทะเลร่วมยุคกับไดโนเสาร์ มีคอยาว มี 4 ครีบ และเป็นสัตว์เลี้ยงของโนบิตะที่เราจดจำและเสียน้ำตา
ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง ‘พีสุเกะ’

ผมได้เจอกับพีสุเกะเข้าแล้วจริง ๆ ที่นี่ มันคือตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ผมเสียน้ำตาให้ตั้งแต่เด็กจนโต ในโซนกลางแจ้งหลังจากที่เราออกมาจากห้องต้นฉบับของอาจารย์ มีโมเดลโนบิตะ โดราเอมอน และพีสุเกะอยู่ที่สวนด้านนอก ตรงนี้ถือเป็นทำเลทองสุด ๆ มีคนต่อคิวถ่ายรูปเยอะมาก แหงสิ จะมีโอกาสสักเท่าไหร่เชียวที่เราจะได้ถ่ายรูปใกล้ชิดกับตัวละครที่รักขนาดนี้

ที่สวนนี้จำลองหลาย ๆ ฉากจากการ์ตูนออกมา ไม่ว่าจะเป็นประตูไปที่ไหนก็ได้ที่ให้เราเดินเข้าออกได้ สนามร้างที่มีท่อวางเอาไว้ ราวกับเป็นสนามเด็กเล่นของเหล่าบรรดาตัวละคร หรือถ้ามองเข้าไปที่ด้านหลังซึ่งเป็นภูเขาหลังพิพิธภัณฑ์ ก็จะเห็นตัวละครรับเชิญบางตัวและของวิเศษของโดราเอมอนจากภาคต่าง ๆ เป็น Easter Eggs ให้ได้ตื่นเต้นและชี้ชวนดู ผมเห็นแคปซูลค้างคืนและถุงนอนดักแด้จากตอนพิเศษ รวมไปถึงเจ้ามนุษย์ต่างดาวขี้โมโหตัวนั้นอยู่ในสวนด้วย


ไม่ใช่แค่ตัวละครเอกจาก โดราเอมอน แต่ยังมีตัวละครอื่น ๆ ในจักรวาลของ อ.ฟูจิโกะ มาทักทายเราที่สวนด้วย ทั้งปาร์แมน เจ้าผีน้อยคิวทาโร่ และจุดที่เรียกน้ำตาได้มากที่สุดสำหรับผมคงไม่พ้นอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของอาจารย์ผู้ล่วงลับกำลังยืนรายล้อมไปด้วยตัวละครที่เขาสร้างขึ้นมา และมีโดราเอมอนผู้เป็นเหมือนพี่ใหญ่ยื่นแขนสั้น ๆ กับมือกลม ๆ จับมือกับอาจารย์เอาไว้ อนุสาวรีย์นี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่สำหรับผม มันคือความทรงจำที่พิเศษในวัยเด็ก แค่ได้ยืนมองและขอบคุณอาจารย์สั้น ๆ แค่นั้นมันก็จุกอยู่ที่อกแล้ว

ก่อนน้ำตาจะหยดแบบไม่รู้จบ เราควรกลับเข้าไปโซนสุดท้าย
เรากลับเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง โซนนี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียวสำหรับน้อง ๆ หนู ๆ เพราะเป็นลานกิจกรรมที่ให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนาน ทั้งพื้นที่ออกกำลังขยับร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงบ้านโนบิจำลองที่หั่นผนังออกให้เราเห็นว่าห้องไหนอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ถ้าเราเห็นแค่บ้าน ก็จะทำให้จินตนาการของเราไม่เต็มร้อย ทางพิพิธภัณฑ์มีลูกเล่นพิเศษให้กับผู้เยี่ยมชมด้วยการยก iPad ขึ้นมา ก็จะเห็นสมาชิกในบ้านทั้งโนบิตะ โดราเอมอน คุณพ่อ คุณแม่ มีชีวิตจริง ๆ อยู่ในห้องนั้น เหมือนกับเราได้เห็นภาพจากการ์ตูนลอยออกมาจริง ๆ


2 ชั่วโมงกว่า ๆ ในพิพิธภัณฑ์ดูเป็นเวลาที่สั้น ๆ แต่เต็มอิ่มในหัวใจแบบสุด ๆ ผมได้เห็นอะไรมากมายที่เติมเต็มชีวิตที่ขมขื่นของวัยผู้ใหญ่ให้กลับมาสดใสอีกครั้ง เหมือนนั่งไทม์แมชชีนย้อนไปสัมผัสหัวใจตัวเองในวัยเด็ก รู้สึกเหมือนได้ติดคอปเตอร์ไม้ไผ่โบยบินไปสู่ท้องฟ้าแห่งจินตนาการ เหมือนได้ใช้ไฟฉายย่อส่วนให้ตัวเองตัวเล็กลงไปอยู่ในสถานที่จากในการ์ตูนจริง ๆ หรือแม้กระทั่งเหมือนได้เดินผ่านประตูไปที่ไหนก็ได้เพื่อมาสู่โลกหนึ่งที่ตัวเองอยากจะมา
ผมออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความอิ่มใจและของที่ระลึกอีกเป็นกระบุงเหมือนกับชีวิตนี้จะไม่ได้กลับมาซื้ออีกแล้ว ขากลับผมนั่งรถไฟของ JR สาย Nambu ย้อนกลับไปเข้าไปที่ไซตามะ เพราะอยากลองนั่งรถไฟให้หลาย ๆ เส้นทาง ในขณะที่หัวใจยังโลดแล่นเหมือนเหาะไปบนฟ้าอยู่นั้น เสียงเตือนก่อนประตูปิดก็ดังขึ้นเป็นทำนองเพลงธีม โดราเอมอน
แม้ไม่มีเสียงร้อง แต่ทำนองก็ทำให้เสียงเพลงมันดังชัดเข้ามาในหัวก่อนที่ประตูรถไฟจะปิดลง
アンアンアン とってもだいすき ドラえもん
An An An, Tottemo Daisuki Doraemon
อัน อัน อัน ฉันรัก โดราเอมอน มาก ๆ

เกร็ดท้ายขบวน
สำหรับสถานีรถไฟ Noborito ของ JR East เสียงเมโลดีที่เป็นเพลงการ์ตูนจากปลายปากกาของ อ.ฟูจิโกะ จะมีกระจายอยู่ตามชานชาลา โดยชานชาลาที่ 1 เป็นเพลง Boku Doraemon ชานชาลาที่ 2 เป็นเพลง Come on Perman จากการ์ตูนเรื่อง ปาร์แมน และชานชาลาที่ 3 เป็นเพลง Doraemon no Uta ในท่อนที่เราคุ้นหูที่สุด อัง อัง อัง ฟังเสียงไปพลาง ๆ จากคลิปนี้ได้เลย
