18 ธันวาคม 2024
4 K

ในทุก ๆ เดือนธันวาคม-มกราคมเป็นช่วงที่ฤดูหนาวมาโบกมือทักทายเรา แม้ว่าช่วงหลังจะหนาวบ้างไม่หนาวบ้างจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงจากจีนแผ่ลงมาไม่ถึงเพราะติด ตม. ที่ชื่อว่า Climate Change มานานแสนนาน แต่ยังไงแล้วภาคเหนือก็ยังดึงดูดเงินในกระเป๋า ดึงดูดวันลา ให้เราต้องเดินทางไป ตลอดจนเป็นธรรมเนียมว่าธันวาฯ ต้องมาเหนือ (พ่วงมกราฯ ไปด้วยก็ได้)

เพื่อน ๆ หลายคนเคยตั้งคำถามกับเราว่า เวลาไปเชียงใหม่ทำไมไม่เคยเห็นเราออกนอกเมืองเลย จริง ๆ เราก็เคยไปไกล ๆ นะ แม่กำปอง เชียงดาว ม่อนแจ่ม ฝาง อ่างขาง อินทนนท์ สันกำแพง เราก็เคยไปแต่ว่ามีข้อจำกัดคือขับรถไม่เป็น มอเตอร์ไซค์ก็ไม่รอด มีชีวิตอยู่ได้ด้วยรถไฟ ขนส่งสาธารณะ จักรยาน และเดิน การเที่ยวของเราจึงมีข้อจำกัดถ้าจะเดินทางไกล เพราะให้เหมารถไปตลอดก็ไม่ไหวเหมือนกัน พอมาคิดในทางกลับกัน เพื่อน ๆ ของเราเคยเที่ยวแบบนี้กันมั่งไหมนะ แล้วในแต่ละเมืองที่เดินทางมันเที่ยวไหนได้บ้างถ้าเราไม่มีรถออกไปนอกเมือง 

เราเดินทางไปเหนือทุกครั้งด้วยรถไฟ เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่าเธอเป็นแฟนพันธุ์แท้รถไฟเธอก็ต้องนั่งรถไฟสิ ไม่เสมอไปเธอ!! ฉันก็เคยบินไปเหมือนกัน เคยนั่งรถทัวร์เหมือนกัน เพราะอยากลองอะไรหลาย ๆ ทาง แต่สุดท้ายแล้วรถไฟคือการเดินทางที่แมตช์มากที่สุด ถ้าเป็นทินเดอร์ก็คงปัดแล้วแมตช์เลยนั่นแหละ

เราไม่ได้นั่งรถไฟไปเที่ยว แต่เราไปเที่ยวเพื่อจะได้นั่งรถไฟ!

ขบวนรถไฟขึ้นเหนือที่เราโปรดปรานที่สุด ไม่ใช่รถด่วนพิเศษอุตราวิถี ไม่ใช่รถด่วนพิเศษขบวน 13 แต่เป็น ‘รถด่วน 51’ เที่ยวสุดท้ายจากกรุงเทพฯ ที่ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ตอน 4 ทุ่มครึ่ง และถึงเชียงใหม่ช่วงเที่ยง สาเหตุที่ขบวนนี้ครองใจมานานแสนนาน เพราะถ้าขบวนอื่น ๆ ไปถึงเชียงใหม่และปลายทางแต่เช้าเราก็เข้าที่พักยังไม่ได้ สอง คือเราขี้เกียจตื่นเช้า นี่ด้วยความสัตย์จริง สาม คือเราต้องการเอนจอยบนรถไฟระหว่างทางช่วงเช้าให้ได้มากที่สุด แหงสิ! วิวข้างทางรถไฟสายเหนือมันสวยอย่างกับอะไรดี

กลางคืนเราก็นอนบนรถไฟไปสบาย ๆ ยืดขายาว ๆ ใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ ตื่นเช้ามาพร้อมแสงสีทองขอบฟ้าที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จากนั้นก็ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินไปกินข้าวเช้าที่ตู้เสบียง ถึงอาหารอาจจะราคาแรงหน่อยแต่ก็ยอมจ่ายเพื่อจะได้นั่งกินข้าว กินลม ชมวิว ปะทะอากาศเย็นในป่าท่ามกลางสายหมอกยาวไปตั้งแต่ศิลาอาสน์ ผ่านอุโมงค์ปางตูบขอบ อุโมงค์เขาพลึง ถึงเด่นชัย มองรถไฟวิ่งเลียบแม่น้ำที่แก่งหลวง ดูต้นไม้ต้นใหญ่สลับกับรถไฟโค้งไปมาจนถึงสถานีบ้านปิน เราถึงกลับไปที่นั่งตัวเองแล้วรอจนถึงสถานีแม่เมาะ ซึ่งขบวน 51 จอดค่อนข้างนานเพื่อรอสวนกับรถเร็ว 102 ช่วงจังหวะนี้แหละที่จะได้ลงไปยืดเส้นยืดสาย แล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงปลายทาง

แต่ถ้าคุณไม่อยากไปเชียงใหม่ก่อน เราแนะนำที่ลำปางสักคืน

ปั่นจักรยานมองนครลำปาง เมืองรถม้า รถไฟ ไก่ขาว สะพานดำ 

นครลำปาง เมืองรองใหญ่ก่อนถึงปลายสายรถไฟที่เชียงใหม่ ซึ่งรถด่วน 51 จอดเทียบชานชาลาตอน 10 โมงเช้า 

เรารู้จักลำปางในฐานะเมืองระหว่างทาง แต่ลำปางเคยเป็นปลายทางรถไฟมาก่อนสมัยที่อุโมงค์ขุนตานยังสร้างไม่เสร็จ ความที่เป็นเมืองเก่าเมืองแก่ริมแม่น้ำวังแต่เดิมอยู่แล้ว เมื่อการเดินทางด้วยรถไฟมาถึง เมืองจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยายตัวจากย่านเมืองเก่ามาถึงสถานีรถไฟ ชุมชนและอาคารพาณิชย์เกิดขึ้นมากมาย การตั้งรกรากของชาวลำปางเก่าและใหม่ทำให้ทุกวันนี้ลำปางกลายเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง

เราพักโรงแรมย่านเก๊าจาวใกล้กับสถานีรถไฟ เราเลือกเช่าจักรยานของโรงแรมปั่นเที่ยวในเมือง จริง ๆ ในเมืองลำปางปั่นจักรยานค่อนข้างง่ายเพราะรถน้อย แต่ตรอกซอกซอยค่อนข้างเยอะ ควรกำหนดหมุดหมายก่อนว่าจะไปที่ไหน 

จุดไกลที่สุดจากโรงแรมคือย่านท่ามะโอ เป็นที่ตั้งของวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม วัดเก่าแก่ซึ่งมีตำนานพระแก้วดอนเต้า นางสุชาดาถวายแตงโมแด่พระเถระรูปหนึ่งและพบว่าข้างในมีมรกต พระเถระเลยไปสลักเป็นพระพุทธรูปแต่สลักไม่ได้ พระอินทร์จึงปลอมตัวเป็นชายแก่มาสลักให้ กลายเป็น ‘พระแก้วดอนเต้า’ ซึ่งดอนเต้ามาจากแตงโม ภาษาเหนือเรียกว่า บะเต้า 

ส่วนในทางประวัติศาสตร์ วัดพระแก้วดอนเต้าเคยประดิษฐานพระแก้วมรกตด้วยในยุคหนึ่งก่อนที่จะไปประดิษฐานที่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และกรุงเทพฯ ส่วนพระแก้วดอนเต้าซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดนั้นปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง

สถานที่ต่อไปไม่ไกลจากวัดพระแก้วดอนเต้า คือ ‘บ้านหลุยส์’ บ้านไม้อายุนับร้อยปีของ นายหลุยส์ เลียวโนเวนส์ ที่เราอาจคุ้นนามสกุล ใช่แล้ว เขาคือลูกชายของ แอนนา เลียวโนเวนส์ สตรีต่างชาติที่มาสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 นายหลุยส์ได้รับราชการในสยาม มีธุรกิจสัมปทานป่าไม้ บ้านหลังนี้นั้นเมื่อนายหลุยส์จากไปแล้วได้อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ ตัวบ้านเพิ่งบูรณะเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงความรู้เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งถ้ามาในช่วงเย็นจะรู้สึกถึงความขลังและความร่มรื่นเป็นอย่างมาก

สถานีรถไฟนครลำปาง เป็นสถานีหลักของจังหวัด อาคารสถานีเป็นไม้ครึ่งปูนในสถาปัตยกรรมล้านนาผสมตะวันตก ตามช่องระบายอากาศของหน้าต่างมีไม้ฉลุลายหม้อดอกซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของวัฒนธรรมล้านนา สถานีนี้เองเป็นที่ตั้งของโรงรถจักรประจำภูมิภาคที่ยังมีวงเวียนกลับรถจักร (Turntable) ที่ยังใช้งานได้อยู่ ชานชาลาสถานีนครลำปางมีความร่มรื่นมาก และเป็นสถานีเดียวในประเทศไทยที่ปลูกต้นไม้ที่ชานชาลาเพื่อให้ร่มเงาแทนหลังคา พร้อมทั้งมีสถานที่สำคัญจำลองตั้งเอาไว้

ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนักจะมีถนนที่ขนาบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ในย่านชุมชนพนักงานรถไฟ ถนนเส้นนี้ทอดยาวจากสถานีรถไฟตรงไปถึงริมฝั่งแม่น้ำวัง เมื่อรถไฟมาถึงย่อมมีบ้านพักของพนักงานซึ่งกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ถนนเส้นนี้มีต้นจามจุรีร่มรื่นตลอดทาง มีร้านค้าเล็ก ๆ ขายอาหาร มีทั้งชาวเมืองลำปางทั่วไปรวมไปถึงครอบครัวพนักงานรถไฟด้วย

ปลายทางของถนนเส้นนี้เป็นสวนสาธารณะเชิงสะพานดำข้ามแม่น้ำวัง สวนนี้ได้รับการปรับปรุงโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยให้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย และดูรถไฟวิ่งข้ามสะพานเหล็กสีดำซึ่งมีประวัติมาตั้งแต่สมัยแรกสร้างรถไฟสายเหนือ และเป็นสะพานที่รอดจากการโดนระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 

ในสวนนี้มีรถจักรไอน้ำมิกาโด หมายเลข 963 ซึ่งเคยอยู่ที่สวนรถไฟ กรุงเทพฯ ย้ายบ้านมาตั้งเป็นอนุสรณ์อยู่ที่เมืองลำปาง มีตู้รถไฟเก่ามาตั้งในสวน และที่น่าสนใจคือมีงานศิลปะที่สร้างมาจากอุปกรณ์ของรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นราง หมุดตรึงหมอน จานรองราง เฟือง นอต มารังสรรค์ให้เป็นงานศิลปะประดับสวนโดยได้ความร่วมมือจากศิลปินในท้องถิ่นและการรถไฟแห่งประเทศไทย

ตอนเช้าก่อนเดินทางออกจากเมืองลำปาง เราแนะนำให้ไปหาของอร่อยที่ตลาดเก่าแก่โบราณชื่อว่า ‘ตลาดเก๊าจาว’ ซึ่งเปิดแต่เช้าเพื่อขายอาหารสด อาหารแปรรูป ของใช้ หรือจะฝากท้องกับอาหารเช้าแบบท้องที่ด้วยโจ๊ก กาแฟ ไข่ลวก ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ 

ตลาดนี้เป็นอาคารไม้เรือนแถวที่ถือว่าคลาสสิกมาก มีของให้ซื้อละลานตาตั้งแต่ในตัวตลาดรวมถึงถนนเลียบทางรถไฟ ถ้าช้อปเสร็จแล้วก็แล้วเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ตามถนนข้างบ้านพักรถไฟที่สงบร่มรื่นจนถึงสถานีรถไฟเพื่อจับรถไฟเดินทางต่อได้เลย 

เยี่ยมอุโมงค์ขุนตาน ไหว้พระธาตุหริภุญชัย ที่เมืองลำพูน

จากนครลำปาง เราจับรถด่วน 51 เดินทางต่อไปขุนตานได้ รถไฟจะออกจากสถานีนครลำปางตอน 10 โมง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่นั่งมาจากกรุงเทพฯ นั่นแหละ การเดินทางไปขุนตานใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เส้นทางรถไฟลัดเลาะไปตามภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ แม้ว่าช่วงสายอากาศจะเริ่มร้อนแดดจะเริ่มจัดแล้ว แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการชมวิวและถ่ายรูปสองข้างทาง มุมที่อยากให้นั่งคือด้านขวาของรถไฟ 

เมื่อออกจากสถานีแม่ตานน้อยไปแล้วทางรถไฟจะเริ่มยกตัวสูงขึ้นไปตามไหล่เขาเพื่อเข้าสู่อุโมงค์ขุนตาน โดยเมื่อรถไฟออกจากแม่ตานน้อยมาประมาณ 10 นาที ให้จับตามองไว้ดี ๆ จะเห็นรถไฟวิ่งข้ามสะพานข้ามหุบเขาที่สูงกว่าต้นไม้ถึง 3 สะพานด้วยกัน และประมาณ 8 – 10 นาทีต่อมารถไฟก็จะลอดเข้าสู่อุโมงค์ขุนตาน

ที่สถานีขุนตาน เรามีทางเลือก 2 ทาง คือนั่งจิบกาแฟและเดินเท้าไปดูอุโมงค์แบบจอย ๆ ชิลล์ ๆ หรือจะเดินเทรลขึ้นไปที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลก็ได้ ระยะทางเดินเท้าจากสถานีรถไฟขุนตานไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถ้าเดินจ้ำ ๆ แต่ถ้าเดินชมนกชมไม้ต๊ะต่อนยอนก็ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ทางโดยส่วนใหญ่เป็นทางดินประมาณ 1 กิโลเมตร และเดินไปตามถนนอีกนิดหน่อย ถ้าอยากนอนค้างคืนก็มีลานกางเต็นท์ของอุทยานรวมถึงบ้านพักด้วย แต่ถ้ามีเวลาไม่มากก็เดินเท้ากลับลงมาที่สถานีรถไฟได้

ขุนตานเป็นอุโมงค์รถไฟที่เคยยาวที่สุดในประเทศด้วยความยาว 1.3 กิโลเมตร ส่วนตอนนี้แชมป์อันดับ 1 คืออุโมงค์ผาเสด็จที่จังหวัดสระบุรี มีความยาวมากกว่าขุนตานประมาณ 5 เท่า แต่เราเชื่อว่ายังไงขุนตานก็ยังคงเป็นที่ 1 ในใจหลาย ๆ คน 

อุโมงค์นี้สร้างขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 6 คาบเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 มีนายช่างชาวเยอรมันชื่อ เอมิล ไอเซน โฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างช่วงแรก และผลัดเปลี่ยนมาสู่พระหัตถ์ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร โดยใช้เวลาเจาะทั้งสิ้นประมาณ 11 ปี ปากอุโมงค์คือพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมมากที่สุด หลายคนรอคอยจะได้เห็นรถไฟออกมาจากถ้ำ แต่ก็ขอไว้นิดหนึ่งว่า ถ้ารถไฟมาแล้วอย่าไปยืนใกล้ทางรถไฟกันเลย เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เราเดินทางต่อด้วยรถท้องถิ่นไปเชียงใหม่ หรือถ้าอยากแวะลำพูนไปสักการะพระธาตุหริภุญชัยต่อก็ย่อมได้ เพียงแค่ลงรถไฟที่สถานีลำพูน และเดินทางต่อด้วย Grab หรือปั่นจักรยาน Anywheel ที่มีจุดจอดหลังสถานี

ลำพูนเป็นสถานีรถไฟขนาดเล็กที่สงบเงียบ ตัวอาคารเป็นไม้ชั้นเดียว มีความร่มรื่นจากต้นไม้ที่รายล้อมสถานี เส้นทางจากสถานีเข้าเมืองใช้ระยะทางประมาณ 2 – 3 กิโลเมตร 

วัดพระธาตุหริภุญชัยมีตำแหน่งที่ตั้งกลางเมืองริมแม่น้ำกวง วัดนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและศรัทธาของชาวเมืองลำพูนที่โดดเด่น ไฮไลต์อยู่ที่เจดีย์สีทองอร่ามขนาดใหญ่ ส่องแสงแวววาวยามต้องแสงแดดในช่วงบ่ายคล้อย หน้าประตูวัดยังต้อนรับผู้มาเยือนด้วยสิงห์คู่ข้างซุ้มประตู ภายในวัดนอกจากตัวองค์พระธาตุแล้วยังมีวิหารและพระอุโบสถที่แสดงเอกลักษณ์ความงดงามแบบวัดในภาคเหนือ

วัดพระธาตุหริภุญชัยสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1607 โดย พระเจ้าอาทิตยราช เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสำคัญ เช่น ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยที่เต็มบาตร ภายในวัดเต็มไปด้วยอาคารที่โดดเด่นด้วยลวดลายศิลปะและสถาปัตยกรรมอันละเอียดอ่อน ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้คือเทศกาลแขวนโคมในเดือนธันวาคมที่เพิ่มเสน่ห์ให้วัดสวยงามยิ่งขึ้นด้วยโคมหลากสีสันที่ประดับประดาอยู่ทั่วบริเวณ

เดินมาด้านหลังวัดอีกนิดหน่อยจะเป็นย่านร้านอาหารท้องที่ดั้งเดิมกระจายตัวอยู่ทั่ว แต่ถ้าหากจะกลับไปเชียงใหม่ ก็มีตัวเลือกทั้งรถไฟรอบค่ำหรือไปรถตู้ประจำทางก็ได้เหมือนกัน

นครพิงค์เชียงใหม่ เที่ยวรอบเวียงดูวัดเก่า เดินเทรลดอยสุเทพไปวัดผาลาด 

สำหรับเรา เชียงใหม่คือเมืองที่มีเสน่ห์มาก และเป็นเมืองที่อยู่แล้วสบายใจ 

กิจกรรมโดยส่วนใหญ่เมื่อคนมาเชียงใหม่มักออกไปเที่ยวนอกเมือง อาจเป็นเพราะว่าในเมืองไม่ได้มีธรรมชาติป่าเขาสักที่ดึงดูดเราได้สักเท่าไหร่ แต่คุณเชื่อไหมว่าเชียงใหม่ซ่อนของดีเอาไว้หลายที่ด้วยกัน

ในพื้นที่คูเมืองหรือย่านเมืองเก่าที่คนพื้นที่เรียกกันว่า ‘ในเวียง’ เราจะเดินย่ำต๊อกไปเรื่อย ๆ หรือจะใช้จักรยาน Bike Sharing ของ Anywheel ที่มีจอดหลายจุดทั่วเมืองก็ย่อมได้ ส่วนใหญ่แล้วในเวียงที่เราแนะนำจะเป็นจำพวกวัดเก่าแก่และพิพิธภัณฑ์ ซึ่งในลิสต์นั้นมีอยู่มากโข

ลองจินตนาการว่าในเวียงเชียงใหม่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสตามคูเมือง มีประตู 4 ด้าน ให้เราจำทิศและย่านกันง่าย ๆ 

ทิศเหนือคือประตูช้างเผือก ฝรั่งรู้จักในชื่อว่า North Gate ทิศตะวันออกคือประตูท่าแพที่โด่งดังและเป็นย่านที่คึกครื้นไปด้วยนักท่องเที่ยวมากที่สุด ทิศใต้คือประตูเชียงใหม่ ฝั่งเดียวกับถนนวัวลายที่มีถนนคนเดินนั่นแหละ ส่วนทิศตะวันตกคือประตูสวนดอก เป็นเส้นที่มุ่งหน้าไปหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยของกินสารพัดอย่างตามสไตล์เด็กหอ

ถ้าจะเที่ยวในเวียงเอาปั่นง่ายเดินง่ายก็จะมีวัดใหญ่ ๆ ที่คุ้นชื่อคุ้นหูกันเป็นอย่างดีอย่างวัดพระสิงห์ ที่อยู่กลางเวียงค่อนไปทางประตูสวนดอก วัดพระสิงห์มีสถานะคล้ายกับวัดพระแก้วของกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเปี่ยมไปด้วยความงดงามทางศิลปะ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1888 ในรัชสมัยของ พญาผายู กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์มังรายของอาณาจักรล้านนา วัดนี้มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี วัดพระสิงห์ยังเป็นจุดสำคัญของงานประเพณีที่มีการแห่พระพุทธสิหิงค์ไปตามถนนในเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำพระเป็นสิริมงคล

ต่อกันด้วยวัดเจดีย์หลวงซึ่งอยู่ใจกลางเวียง วัดนี้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1934 โดย พญาแสนเมืองมา กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ภายในวัดมีพระธาตุเจดีย์ขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นเจดีย์องค์ใหญ่มากและเป็นศูนย์กลางเมืองตามคติเขาพระสุเมรุ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะสูงถึง 70 เมตร วัดเจดีย์หลวงหมายถึงวัดเจดีย์ใหญ่ แต่ว่าในสมัย พระมหาเทวีจิรประภา เกิดแผ่นดินไหวจนทลายลงมาเหลืออยู่ครึ่งองค์ ไม่ได้มีการบูรณะมากว่า 400 ปี จนกรมศิลปากรมาบูรณะใหม่จนมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ข้าง ๆ กันคือวัดพันเตา เป็นวัดขนาดเล็กที่โดดเด่นด้วยวิหารไม้สักโบราณ สร้างด้วยฝีมือช่างล้านนาแบบดั้งเดิม วิหารแห่งนี้เคยเป็นหอคำของเจ้านครเชียงใหม่มาก่อน ภายหลังปรับเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของวัด จุดเด่นของวัดพันเตาคือวิหารไม้สักที่งดงาม ลวดลายแกะสลักประณีต และบรรยากาศเงียบสงบเหมาะสำหรับการทำสมาธิ

ออกไปนอกคูเมืองฝั่งประตูช้างเผือก มีอีกวัดเก่าแก่ในเมืองเชียงใหม่และเคยปรากฏในภาพยนตร์ สุริโยไท จุดเด่นคือเจดีย์ขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบศิลปกรรมล้านนา สร้างด้วยอิฐและยังคงสภาพเดิม วิหารเป็นไม้ใช้ซี่ลูกกรงแทนหน้าต่าง ภายในจึงเย็นมาก รวมถึงมีการปูเสื่อแบบสานไว้ภายในให้นั่งสมาธิได้ด้วย เหตุการณ์สำคัญของวัดโลกโมฬีตามที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ คือสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์แห่งเชียงใหม่ถูกลอบปลงพระชนม์ ข้าราชการและขุนนางจึงทูลเชิญพระมหาเทวีจิรประภาขึ้นครองราชย์ ซึ่งตอนนั้นล้านนากำลังอ่อนแอ สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์แห่งอยุธยาจึงยกทัพมาตีล้านนา แต่พระนางส่งเครื่องบรรณาการไปถวายขอเป็นมิตร และทูลเชิญพระไชยราชามาทำบุญที่วัดโลกโมฬีแห่งนี้

หากคุณอยากลองใช้ชีวิตสนุก ๆ ด้วยการเดินป่า ที่เชียงใหม่ก็มีให้ด้วยการเดินเทรลตามทางเดินโบราณขึ้นดอยสุเทพไปวัดผาลาด จุดทางขึ้นอยู่สุดถนนหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทางเดินส่วนใหญ่เป็นทางดินที่แผ้วถางเอาไว้แล้ว จุดลาดชันที่สุดคือจุดเริ่มต้นที่ต้องยืดแข้งขาปีนผากันนิดหน่อย จากต้นทางถึงวัดผาลาดใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ๆ ขึ้นอยู่กับความต๊ะต่อนยอนของเรา แต่ไม่ควรรีบมากเกินไป เพราะจะเหนื่อยเอาโดยไม่รู้ตัว

ระหว่างทางเดินเราจะถูกโอบอุ้มโดยธรรมชาติ ค่อย ๆ เงี่ยหูฟังจะได้ยินเสียงน้ำไหล เสียงนกร้อง และเสียงใบไม้ถูกลมพัดไปตลอดทาง อากาศระหว่างเดินมันก็เย็นแหละ แต่พอบวกกับแรงของเราที่ต้องเดินขึ้นทางชันก็ทำให้ร้อนได้ง่าย ๆ ไม่ควรลืมพกน้ำดื่มขึ้นไปด้วย เพียงแค่ชั่วโมงเศษ ๆ ก็จะเริ่มเห็นวัดที่มีความสวยงามแบบแอบซ่อนในป่าเข้ามาสู่สายตา นั่นคือวัดผาลาด 

ถ้าใครที่นั่งรถขึ้นดอยสุเทพอาจจะเห็นชื่อวัดนี้อยู่ตรงป้ายข้างทางและเห็นเป็นเหมือนวัดร้าง แต่ว่าตัววัดจริง ๆ ซุกซ่อนอยู่ด้านในตรงทางเดินเทรลนี่แหละ ชื่อของวัดผาลาดปรากฏหลักฐานในเอกสารตำนานและพงศาวดาร มีประวัติศาสตร์ร่วมกับพระธาตุดอยสุเทพ บันทึกกล่าวไว้ว่าสมัย พระเจ้ากือนา อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นหลังช้างไปบนวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งวัดผาลาดเป็นจุดแวะพัก จึงมีการสร้างวัดเอาไว้ ภายในวัดผาลาดเต็มไปด้วยธรรมชาติที่รายล้อมอาคารล้านนาเก่าแก่ บันไดนาค รวมถึงชะง่อนหินของน้ำตกที่มองเห็นทัศนยีภาพเมืองเชียงใหม่ผ่านดงต้นไม้ได้ด้วย

คนไทยส่วนใหญ่มักขึ้นมาวัดผาลาดด้วยรถ ทางเดินเทรลส่วนมากเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่เดินสวนกันมาตลอดทาง ถ้านักท่องเที่ยวชาวไทยคนไหนอยากลองสัมผัสประสบการณ์การเดินป่าในเมืองเชียงใหม่ที่ไม่ยาก ไม่เหนื่อยมาก ลองเดินเท้าขึ้น-ลงวัดผาลาด หรือถ้าใจสู้เดินตามทางเทรลต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเดินขึ้นถึงโค้งขุนกันต์หรือโค้งวัดใจก่อนถึงดอยสุเทพก็ย่อมได้เหมือนกัน

Writer & Photographer

วันวิสข์ เนียมปาน

มนุษย์ผู้มีรถไฟไทยเป็นเพื่อนสนิท และอยากแนะนำเพื่อนให้ชาวบ้านสนิทด้วย รักการเดินทางและชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ