16 พฤษภาคม 2024
1 K

Putrajaya หรือ ดินแดนสหพันธ์ปูตราจายา เป็นศูนย์กลางด้านการบริหารของรัฐบาลมาเลเซีย และเรียกได้ว่าเป็น ‘เมืองใหม่’ ที่เริ่มต้นเมื่อปี 1990 ด้วยคอนเซปต์ ‘Garden City’ หรือ ‘เมืองแห่งสวน’ Putrajaya อยู่ติดกับ Cyberjaya และอยู่ห่างจาก Kuala Lumpur 25 กิโลเมตร 

เมืองใหม่แห่งนี้มีการวางผังที่ดี มีถนนยาว 4.2 เมตร ทำหน้าที่เป็นแกนที่สง่างามเหมาะแก่การเป็นเมืองราชการ ทั้งยังถูกออกแบบผังให้ส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดี มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ส่งเสริมธุรกิจ เศรษฐกิจ และด้าน IT ด้วย

การสร้างเมืองขึ้นใหม่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับทุกประเทศ เพราะแม้ว่าจะเตรียมการมาอย่างไร แรกเริ่มเมืองจะร้างว่างเปล่า ต้องค่อย ๆ สร้างงานเพื่อให้คนย้ายเข้าไปตั้งรกรากจนกลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป Putrajaya ก็ทำได้สมความตั้งใจ

แต่เมืองที่ดีก็ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ เมื่อครั้งมีวิกฤตการณ์โควิด-19 มาเลเซียเป็นประเทศหนึ่งที่ล็อกดาวน์เต็มขั้น พอถูกห้ามออกจากบ้านเป็นเวลานาน ๆ ผู้คนจึงเริ่มโหยหาการใช้ชีวิตในเมือง เริ่มเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวมากขึ้น และเห็นความสำคัญของการออกแบบเมืองเพื่อคนเดินเท้ามากกว่ารถยนต์ 

นี่จึงเป็นจังหวะดีที่ Putrajaya จะได้ปรับปรุงใหญ่เพื่อไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนขึ้น หลังจากพัฒนามาเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

โดยแผนคือพวกเขาจะปรับปรุงสวนสาธารณะทุกแห่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ Climate Change มากยิ่งขึ้น พัฒนาเรื่อง Micromobility หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยาน และเติมกิจกรรมให้ผู้คนในเมืองใช้ชีวิตได้อย่างมีสุข

“Landscape architecture is a way to make a better life.” Norliza Yusof ตัวแทนจาก Clouston Design กล่าว 

“ผู้คนเจเนอเรชันก่อน ๆ ชอบอยู่บ้านเปิดแอร์กัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” เธออธิบาย “ถ้าคุณได้ออกไปเดินตอนวันหยุด จะเห็นว่าคนออกจากบ้านมาใช้พื้นที่สาธารณะเยอะเลย”

เนื่องจาก Putrajaya มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ตั้งแต่พื้นที่สีเขียวไปจนถึง Infrastructure ต่าง ๆ การปรับปรุงครั้งนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับพลิกโฉมไปจนจำไม่ได้ แต่เป็นการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และทำให้เป็น Low Carbon City เพื่อรองรับความต้องการของเจเนอเรชันในคนรุ่นอนาคต

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือกระบวนการในการทำงานของประเทศเขาที่ทีมภูมิสถาปนิกผู้รับผิดชอบเล่าให้ฟัง

ย้อนหลังไปเมื่อปี 1990 รัฐบาลมาเลเซียเริ่มต้นวางแผนเมือง Putrajaya ด้วยความร่วมมือกันของภูมิสถาปนิก และเมื่อวันเวลาผ่านไปก็ยังเปิดโอกาสให้ภูมิสถาปนิกได้เข้ามาพัฒนา ฟังเผิน ๆ อาจดูไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่จริง ๆ แล้ว ไม่บ่อยนักที่ผู้นำเมืองจะรู้ว่าต้องมอบหมายงานให้กับผู้ประกอบวิชาชีพภูมิสถาปนิก

“หลังจากผ่านมา 30 ปี เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราจะทำจะต้องอิมแพกต์จริง ๆ” Dr.Nor Atiah binti Ismail ตัวแทนจาก Institute of Landscape Architects Malaysia (ILAM) บอกกับเรา “คำถามคือ อะไรถึงจะเรียกว่าอิมแพกต์ล่ะ”

พวกเขาเริ่มต้นจากการเชื้อเชิญผู้ออกแบบเดิมมา Revisit ผลงานเดิมของตัวเอง จากนั้นจึงเชิญภูมิสถาปนิกจากออฟฟิศต่าง ๆ เข้ามาทำงาน 1 ออฟฟิศ รับผิดชอบ 1 สวนสาธารณะ จนครบทั้งทุกสวนในเมือง

โดยมีการจัดเวิร์กช็อปเพื่อแชร์ไอเดียในการทำงานใหญ่ครั้งนี้ คล้าย ๆ กันว่าเป็นเวิร์กช็อปของนักศึกษา แต่เป็นของผู้ปฏิบัติงานจริง ซึ่งกระบวนการนี้ก็ทำให้เกิด Learning Curve ที่ดี และเห็นภาพการมีส่วนร่วมพัฒนาเมืองของคนในวิชาชีพไปด้วยกัน

แน่นอนว่าการที่หลายออฟฟิศมาทำงานร่วมกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยนักออกแบบทั้งหลายก็คงอยากจะแสดงฝีมือกันให้เต็มที่ ซึ่งตำแหน่งที่สำคัญมากของโปรเจกต์นี้ก็คือ Lead Consultant อย่าง Clouston Design รับบทบาทในการกำหนดเฟรมเวิร์ก ไกด์ไลน์ และนำเรื่อง SDGs มาจับ

พวกเขาตั้งใจให้ภูมิทัศน์ของเมืองสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2030 โดยบรรลุ 4 เป้าหมาย คือเป้าหมายที่ 11, 12, 13, 15 ซึ่งจะทำให้ Putrajaya กลายเป็นเมืองแห่งการบริหารที่ตอบโจทย์ทั้ง Sustainability (ความยั่งยืน), Inclusivity (การรวมไว้ซึ่งความหลากหลาย) และ Cultural Integration (การบูรณาการทางวัฒนธรรม)

และตอนนี้พวกเขาก็ผ่านขั้นตอนเวิร์กช็อปกันไปแล้ว เราคงได้เห็นยุคใหม่ของ Putrajaya ในอีกไม่กี่ปี

หากว่ากันด้วยเรื่องการปรับปรุงเมือง เมืองที่ทำได้ไม่ยากและใช้เวลาไม่นานนัก คือเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วหรือเมืองที่ยังไม่ได้เติบโตมาก

ถ้าด้วยเงื่อนไขนี้ เมืองแรกของบ้านเราที่ถือว่าเข้าข่ายก็คือ ‘ยะลา’ เนื่องจากมีการวางผังเมืองที่ดีมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนติดอันดับผังเมืองที่สวยที่สุดในโลก นอกจากนั้นผู้นำเมืองยังให้ความสำคัญกับวิชาชีพภูมิสถาปนิก มีโปรเจกต์ มีงบประมาณสำหรับการพัฒนาเมือง ทั้งยังทำงานสอดประสานกันระหว่างท้องถิ่นกับภูมิสถาปนิกเป็นอย่างดี

สำหรับกรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองใหญ่และมีความซับซ้อน หากอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่อิมแพกต์บ้าง อาจจะต้องมองเรื่องที่ดินผืนใหญ่ ๆ ที่รอการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของการรถไฟหรือที่ดินของกรมธนารักษ์ แต่ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างทางการเมือง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ กฎหมาย การมอบหมายผู้รับผิดชอบ มันจึงไม่เกิดขึ้นจริงสักที

ถ้าจะพูดถึงการพัฒนาเมือง เราอาจนึกถึงประเทศฝั่งตะวันตกเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วการเรียนรู้กรณีศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านก็มีประโยชน์มากเช่นกัน

ประโยชน์ประการแรก เราสามารถเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในแง่ของการบริการจัดการได้ง่าย ซึ่งเหตุผลที่มาเลเซียมีโปรเจกต์พัฒนาเมืองที่เป็นจริงเป็นจริงขนาดนี้ก็เป็นเพราะเขามี ‘กระทรวงพัฒนาเมือง’ รับผิดชอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการตั้งงบประมาณอย่างสมควร รวมถึงเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้สูงกว่าเอกชน เพื่อดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย

ประการที่ 2 เกี่ยวกับบริบทในเชิงความเป็นเมือง

เราอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตรเหมือนกัน ต้องจัดการ Microclimate เหมือนกัน มีความท้าทายด้านอากาศร้อน น้ำท่วม คล้าย ๆ กันกับเรา น่าสนใจว่าเขาจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร บางทีอาจมีวิธีแก้ปัญหาที่เวิร์กกับเราเช่นกันก็ได้

เรื่องไลฟ์สไตล์เองก็เช่นกัน คนเอเชียชอบออกนอกบ้าน ชอบ Outdoor Space พื้นที่สีเขียว กินสตรีตฟู้ด ซึ่งถือเป็นค่านิยมร่วมของคนเอเชียด้วย

“คนที่นี่กำลังค่อย ๆ ซึมซับแนวคิดเรื่องความยั่งยืนไปเรื่อย ๆ ตอนนี้คนรู้แล้วว่า ‘กรีน’ คืออะไร” 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเมืองแห่งสวนอย่าง Putrajaya จะอิมแพกต์จริงไหม ก็คงต้องรอชมกันต่อไป

ภาพ : Clouston และ Perbadanan Putrajaya

Writers

ยศพล บุญสม

ภูมิสถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทฉมาและกลุ่ม we!park นักเคลื่อนไหวผู้เห็นโอกาสในพื้นที่รกร้างและสนใจการพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ทุกภาคส่วนในสังคม WIN ไปด้วยกัน

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน