จะเป็นยังไง ถ้าเรามานั่งคิดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ ‘พื้นที่ประเภทหนึ่ง’ ที่เคยถูกทิ้งร้างในเมืองกันอย่างจริงจัง เพื่อปลดล็อกศักยภาพใหม่ให้กับย่าน
นั่นคือสิ่งที่ MVRDV ทำใน Roof Catalogue หนึ่งในโปรเจกต์ดังที่ยิ่งยืนยันว่าพวกเขาเป็นนักสร้างสรรค์ที่หาตัวจับยาก
MVRDV ออกสำรวจหลังคาทั้งหมดที่มีในเมือง แล้วใช้ความเชี่ยวชาญที่มีออกแบบและทดลองกับพื้นที่จริง จนกลายมาเป็นแค็ตตาล็อกที่รวบรวมเอาความเป็นไปได้นับร้อยในการจัดการกับพื้นที่หลังคา เพื่อให้ผู้คนทั่วไปในเมืองได้ไอเดียไปจัดการกับหลังคาของตัวเอง
นี่เป็นเพียงเรื่องราวคร่าว ๆ ด้วยความร่วมมือของสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ตัวจริงจาก MVRDV ได้มาอยู่ตรงนี้เพื่อเล่าถึงเบื้องหลังสนุก ๆ ของโปรเจกต์ให้เราฟังแล้ว
ที่น่าสนใจ คือจากไอเดียแหกคอกมัน ๆ ของนักออกแบบ ตอนนี้ Roof Catalogue ได้กลายเป็นนโยบายของเมืองรอตเทอร์ดามแล้วเรียบร้อย
ประเทศไทยเองก็น่าคิดกับพื้นที่บางประเภทที่ถูกทิ้งร้างไปเช่นกัน

ใครคือ MVRDV
ก่อนจะไปถึงหลังคา เราขอเริ่มจากการเล่าถึงฐานรากของพวกเขาก่อน
MVRDV เป็นสำนักงานออกแบบสถาปัตยกรรมและผังเมืองอายุ 22 ปีจากรอตเทอร์ดาม เนเธอร์แลนด์ และมีสาขาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก เบอร์ลิน และปารีสด้วย
MVRDV มาจากอักษรต้นของนามสกุลผู้ก่อตั้ง 3 คน สมัยเป็นนักเรียนออกแบบ พวกเขาเคยรวมตัวกันประกวดแบบ Headwater of Dutch Television และได้ชัยชนะมาครอบครอง
โปรเจกต์แรกหลังจากที่รวมตัวกันสร้างออฟฟิศ ก็คือบ้านสำหรับคนชราที่อัมสเตอร์ดัม พวกเขาตัดสินใจยื่นคานออกมาจากขอบเขตเดิม เพื่อที่คนชราทุกคนจะได้มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งต่างจากความคิดของคนอื่น ๆ ในตอนนั้น
“MVRDV โฟกัสไปที่ความสงสัยค่ะ เราจะหาทางท้าทายกับบรีฟและโลเคชันเสมอ เพื่อที่จะได้มาซึ่งวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ” Sanne van der Burgh เล่า
เธอบอกว่า MVRDV ไม่ได้มีสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า ‘สไตล์’ หากอะไรจะเป็นสไตล์ได้ ก็คงเป็นความสงสัยและการสำรวจหนทางใหม่นั่นแหละ เพราะมันทำให้สถาปัตยกรรมที่พวกเขาออกแบบแตกต่างไปจากคนอื่น
“และนั่นก็กลายเป็น DNA ของ MVRDV มาจนถึงทุกวันนี้”

ถามว่าปัจจุบันนี้ MVRDV กำลังสนใจอะไรอยู่ ดีไซเนอร์ก็พูดถึงคำว่า Sustainability หรือความยั่งยืนสำหรับพวกเขา คำนี้เป็นคำที่ยากและมีปัจจัยมากมายที่ต้องคำนึงเพื่อให้อาคารยั่งยืนได้จริง แต่โฟกัสของพวกเขาก็คือสภาพอากาศ (Climate)
ในฐานะสถาปนิก MVRDV จะพัฒนาเครื่องมือเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และทำงานเจาะจงไปในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก


จะปล่อยดาดฟ้าให้ว่างอยู่ทำไม
ทีนี้ก็มาถึง Rooftop Catalogue อันลือชื่อบ้าง
ดั้งเดิมทีเดียวเมืองรอตเทอร์ดามเกลื่อนไปด้วยหลังคาจั่วที่เรียกว่า Pitched Roof ตามแบบฉบับบ้านดัตช์ ทว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีก็ได้ทิ้งระเบิดจนบ้านเมืองเสียหาย
ในช่วงยุค 50 เมื่อจะต้องสร้างเมืองขึ้นใหม่ ก็เกิดเป็นอาคาร Flat Roof ที่ราคาถูกและคุณภาพการดีไซน์น้อยเต็มเมืองไปหมด รวมแล้วมีพื้นที่หลังคากว่า 18.5 ตารางกิโลเมตร เนื่องด้วยคนจำนวนมากต้องการบ้าน
2 – 3 ปีก่อน รอตเทอร์ดามเพิ่งฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสร้างเมืองขึ้นใหม่ MVRDV ก็สุมหัวกันคิด และตัดสินใจให้ของขวัญแก่เมืองเป็นบันไดอันใหญ่เบ้อเริ่ม ตั้งอยู่ข้าง ๆ Central Station โดยบันไดนี้จะพาทุกคนไปยังหลังคาของอาคารที่มีชื่อเสียงในเมือง


“เดิมทีมันเป็นหลังคาที่ขึ้นไปไม่ได้ พอได้ปีนขึ้นไป มันก็เหมือนคุณได้มองเหมือนในแง่มุมใหม่ ๆ” เธอเล่าย้อนความทรงจำ
“แม้ว่ามันจะเป็น Installation ชั่วคราว แต่คนก็รักมันมากค่ะ เขาสงสัยใคร่รู้ว่าจะมีอะไรอยู่ข้างบน จากสถิติคือมีคนอยากขึ้นบันไดชั่วโมงละ 1,000 คน และรวมเป็น 350,000 คนในตอนจบ”
จาก ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่ชิ้นนั้น MVRDV ก็ตัดสินใจเดินหน้าทำโปรเจกต์นี้ต่อ กลายมาเป็น ‘Rooftop Catalogue’ ที่แสดงถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการใช้พื้นที่หลังคากว่า 130 แบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลังคาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย การทำ Green Roof การผลิตพลังงาน การทำสนามฟุตบอล หรือพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ
“และทางที่สร้างสรรค์ที่สุดก็คือการไม่มองมันเป็นหลังคา แต่มองเป็น ‘เมือง’ แค่เป็นเลเยอร์ใหม่ของเมืองเท่านั้น” เธอว่าอย่างนั้น “เราอยากช่วยทุกคนปลดล็อกศักยภาพสูงสุดให้กับหลังคาของตัวเอง”


แค็ตตาล็อกนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อสถาปนิกหรือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เฉพาะเจาะจงแต่อย่างใด แต่สร้างมาเพื่อคนอ่านทั่ว ๆ ไปที่มีพื้นที่หลังคาในครอบครองและอยากทดลองคิดต่อยอด
แต่ทางเมืองรอตเทอร์ดามก็ตื่นเต้นกับการให้ความสำคัญกับหลังคาและการชี้ให้เห็นถึงศักยภาพแบบนี้มาก จึงติดต่อ MVRDV ให้มาช่วยกันพัฒนานโยบายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งก็กลายเป็นวิธีการพัฒนาเมืองแบบ Bottom-up หรือ Grassroots Initiative
จากเดิมที่เมืองรอตเทอร์ดามมี Digital Twin หรือโมเดลเสมือนจริงของเมือง และ Open Data ที่ดีมาก ๆ อยู่แล้ว MVRDV นำข้อมูลเหล่านั้นมาผนวกกัน แล้วพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายชื่อ Roofscape เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงคอนดิชันทั้งหมดของทุก ๆ หลังคาในเมือง
หลังคามีอายุกี่ปี เจ้าของเป็นใคร วิวโดยรอบเป็นยังไง ความสูงเท่าไหร่ หลังคาเรียบหรือมีสโลป ทั้งหมดนี้คุณจะรู้ได้ผ่าน Roofscape
จากนั้นก็ลิงก์ไปสู่การใช้งานของหลังคา ซอฟต์แวร์จะช่วยคิดว่าหลังคาแบบไหนเหมาะกับการทำเป็นพื้นที่แบบไหน มีความเป็นไปได้กี่ทาง ซึ่งผู้ใช้งานป้อน Scenario บอกเงื่อนไขต่าง ๆ เข้าไปเพิ่มเติมได้ด้วย
ทั้งยังคำนวณได้ด้วยว่าพื้นที่ที่เราจะสร้าง จะเพิ่มพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวให้ชุมชนกี่ตารางเมตร จะกักเก็บน้ำได้เท่าไหร่ หรือจะผลิตพลังงานได้กี่กิโลวัตต์


สุดท้ายคือแต่ละเขตจะมี Master Plan ของตัวเอง เพื่อพัฒนานโยบายหลังคาที่เจาะจงสำหรับแต่ละพื้นที่ต่อไป
นอกจากรอตเทอร์ดาม ตอนนี้เมืองอื่น ๆ ก็สนใจจะสร้างแค็ตตาล็อกของตัวเอง และเกิดเป็นเครือข่ายคน (อยาก) พัฒนาพื้นที่หลังคา-ดาดฟ้าเรียบร้อยแล้ว
อาจไม่ใช่หลังคาที่เราต้องคิดถึง
Rooftop Catalogue นี้ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่แค่ในระดับ Ground Level (ระดับพื้นดิน) เท่านั้น
ในแง่ความยั่งยืนก็ตอบโจทย์ แทนที่จะขยายเมืองออกไปเรื่อย ๆ ก็หันมาดูพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งฟังก์ชันหลังคามีประโยชน์ต่อเมืองในด้านที่ต่างกัน ลดความร้อนบ้าง ผลิตพลังงาน ผลิตอาหารบ้าง
นอกจากนี้เรายังมอง Rooftop Catalogue ในด้านกลยุทธ์การเปลี่ยนเมือง เพราะเขามองตั้งแต่การสร้าง Engagement กับคนด้วยความสนุกสนาน จัดอีเวนต์ให้คนสนใจ แล้วไปต่อกับภาครัฐ ดันจนกลายเป็นนโยบายและสร้างเครือข่ายคนทำงานได้
ที่จริงก็เจ๋งตั้งแต่การเลือกทำงานกับ Flat Roof แล้ว เพราะมันเป็น Pain Point ของเมืองจริง ๆ ผู้คนจึงเก็ตง่ายว่าถ้าส่วนนี้ได้รับการพัฒนา ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง
ในแง่ของการเป็นนักออกแบบ การได้ทำโปรเจกต์เช่นนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีเหมือนกัน นอกจากจะได้ลับคมความคิดให้ซับซ้อนขึ้นแล้ว ยังทำให้สังคมเข้าใจว่าการพัฒนาเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐและนักการเมืองทั้งหมด แต่นักออกแบบก็มีบทบาทสำคัญ และยังทำให้ผู้คนนึกถึงนักออกแบบ (โดยเฉพาะนักออกแบบออฟฟิศนี้) เมื่ออยากพัฒนาเมืองในประเด็นอื่น ๆ ด้วย


ด้วยบริบทของเรา การพัฒนาพื้นที่ดาดฟ้าอาจไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ แม้อาจสำคัญกับบางย่านของกรุงเทพฯ ที่มีความแออัดสูง เช่น เยาวราช
สำหรับกรุงเทพฯ พื้นที่ที่น่าสนใจมากกว่าอาจเป็น ‘พื้นที่ใต้ทางด่วน’ ซึ่งมีเจ้าของเดียวคือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และ Sanne van der Burgh จาก MVRDV ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ทางด่วนของเราตัดเข้ามาในเมือง ต่างจากเมืองอื่น ๆ ประเทศอื่น ๆ ที่มักอยู่อยู่รอบนอก
ทุกวันนี้มีผู้คนมากมายเข้าไปใช้พื้นที่ใต้ทางด่วน แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราศึกษาและทำแค็ตตาล็อกจริงจัง เสนอผู้คนว่าเราจะนำพื้นที่เหล่านี้ไปทำอะไรได้บ้างที่มีประโยชน์ทั้งต่อผู้คนและต่อเมือง ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องมี Business Model เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ได้

ถ้าเราพัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนได้จริง จะเกิดอะไรขึ้น
จากพื้นที่ที่ดูเป็นหลังบ้าน กลายเป็นหน้าบ้านสว่างไสว บ้างช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ บ้างช่วยเรื่องสุขภาวะ บ้างเป็น Tourist Attraction บ้างช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับเมือง Land Value ของที่ดินบริเวณนั้นก็จะเพิ่มขึ้น
ตอนนี้ we!park ก็กำลังทำโปรเจกต์พัฒนาพื้นที่ใต้ทางด่วนที่เจริญกรุงกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ลงพื้นที่กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และตั้งใจว่าจะผนวกหลายอย่างเข้าไปในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ลานกีฬา พื้นที่สีเขียว และพื้นที่รับน้ำเมื่อเกิดน้ำท่วม
แต่ละเมืองก็มีพื้นที่ที่ถูกมองข้ามและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อแตกต่างกันไป คงต้องเป็นหน้าที่ของภาครัฐและนักออกแบบที่จะต้อง Crack ให้ถูกประเด็น
และสิ่งสำคัญที่สุดก็คงไม่พ้น DNA ของ ‘ความสงสัย’ แบบที่ MVRDV มี

