19 มิถุนายน 2025
553

กาลครั้งหนึ่ง ย้อนเวลากลับไปเกือบ 20 ปีก่อนหน้า นิวยอร์กเคยมีที่ดินขนาดใหญ่ (มาก) ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ อยู่ทางตะวันตกของแมนฮัตตัน และทางการก็รู้ดีว่า ถ้าออกแบบดี ๆ มันจะกลายเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับเมืองพื้นที่หนึ่ง

หากมองย้อนไปในอดีต เคยมีการแข่งขันเชิงแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีแผนพัฒนาไหนที่จะใช้พื้นที่นี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสักที

จนในที่สุด KPF บริษัทสถาปนิกที่นิวยอร์ก ก็คว้าชัยชนะในการประกวดสถาปัตยกรรมตึกสำนักงาน 2 แห่งและโซนร้านค้าปลีกได้สำเร็จ

จากพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็กลายเป็น ‘Hudson Yards’ คอมเพลกซ์บนพื้นที่ 28 เอเคอร์ ซึ่งเรียกว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้

“แนวคิด Mixed-use เป็นสิ่งที่ KPF ให้ความสำคัญเสมอ เราชอบการผสมผสาน เพราะมันทำให้พื้นที่มีชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง เราจึงมีทั้งสำนักงาน ที่อยู่อาศัย โรงแรม รีเทลมากมาย และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ที่จะมาเติมเต็มให้กับพื้นที่เมืองโดยรอบ” ดีไซเนอร์เล่าให้เราฟัง

ทุกวันนี้ Hudson Yards เปิดใช้งานมา 6 ปีแล้ว และทำหน้าที่เชื่อมเมืองนิวยอร์กไว้ด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวา

นอกจาก Hudson Yards แล้ว KPF ยังมีผลงานในกรุงเทพฯ อย่าง One Bangkok ด้วย

ระหว่างที่รอ One Bangkok เปิดจนครบทุกเฟสและใช้งานพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เรามาฟัง Marianne Kwok ซึ่งเป็น Lead Designer โครงการ Hudson Yards จาก KPF เล่าถึงเบื้องหลังการออกแบบคอมเพลกซ์รุ่นพี่อย่าง Hudson Yards ที่นิวยอร์กกันก่อน

‘พื้นที่ถูกละเลย’ และ ‘โอกาสมหาศาล’

ไซต์ของ Hudson Yards เดิมทีเคยเป็นเขตอุตสาหกรรมและโรงจอดรถไฟของ Long Island Rail Road ที่พาผู้คนจากฝั่งตะวันออกของเมืองเข้ามาทำงานในนิวยอร์กช่วงกลางวัน และพาผู้คนกลับบ้านไปพักผ่อนตอนค่ำ

“พื้นที่นี้กินระยะถึง 6 บล็อกของแมนฮัตตัน แต่มันถูกละเลยมาหลายปีมาก เป็นแค่รางรถไฟโล่ง ๆ ที่สร้างช่องว่างขนาดใหญ่ในตัวเมือง ทำให้ Midtown ขยายไปจนถึงแม่น้ำฮัดสันไม่ได้ และยังแบ่งพื้นที่ตอนใต้ของเชลซีออกจากย่าน Hell’s Kitchen ด้วย” ดีไซเนอร์เริ่มเล่า

“แต่ถึงจะเป็นหลุมดำของเมือง มันก็เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ เพราะอยู่ในแมนฮัตตันที่ใกล้ทุกอย่าง”

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 มีข้อเสนอให้สร้างสนามกีฬาของทีมอเมริกันฟุตบอล New York Jets บริเวณเหนือทางรถไฟ แต่แนวคิดนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ก่อให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างต่อเนื่องเท่าที่ควร เป็นอันต้องพับโครงการไปก่อน

ต่อมาในปี 2005 อีกแนวคิดหนึ่งก็โผล่มา เมื่อนิวยอร์กเสนอเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2012 ซึ่งเป็นเหตุผลให้มีการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดินสาย 7 เพื่อรองรับการเดินทางไปยังพื้นที่จัดงาน ถึงแม้ว่านิวยอร์กจะพ่ายแพ้ให้กับลอนดอน แต่ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี โดยพื้นที่ได้จัดโซนใหม่ (Rezoning) ภายใต้การผลักดันของรัฐบาล เมืองจึงได้ใช้ที่ดินว่าง ๆ นี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้นก็ต่อด้วยการเปิดให้เอกชนเข้าร่วมแข่งขันเสนอแผน โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องกันพื้นที่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ไว้สำหรับสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่เปิดโล่งก็ตาม เพื่อให้ผังเมืองสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้

เมื่อได้ชัยชนะจากการประกวดแบบ KPF จึงได้โอกาสเข้าไปร่วมพัฒนากับโปรเจกต์สำคัญของเมือง ซึ่งแม้เขาไม่ได้บอกตรง ๆ แต่เราคิดว่าเหล่าดีไซเนอร์คงตื่นเต้นกับงานนี้ไม่น้อย

โอกาสที่จะได้ออกแบบพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จะ ‘พลิก’ เมืองไปขนาดนี้คงไม่ได้มีบ่อย ๆ

“เราตั้งใจออกแบบ Hudson Yards ให้ทำหน้าที่ ‘เย็บเมือง’ เข้าหากันอีกครั้ง” ดีไซเนอร์ประกาศ เขาใช้คำว่า Stiched the city back together again.

หลังจากกระบวนการค้นคว้าที่หนักหน่วงผ่านไป พวกเขาพบว่านิวยอร์กไม่ค่อยมีการสร้างพื้นที่สำนักงานใหม่ขึ้นมา จึงตั้งใจจะสร้างคอมเพลกซ์ที่ฟังก์ชัน Mixed-use ที่มีสำนักงานในนั้น โดยการออกแบบแท่นเหนือรางรถไฟขึ้นมา และสร้างอาคารอยู่บนแท่นเหล่านั้น โดยคนที่ไปเยือนจะไม่รู้เลยว่าเคยมีรางรถไฟอยู่ข้างใต้

“ตอนที่สร้างอยู่ เขายังใช้งานทางรถไฟนั้นกันอยู่ด้วยนะครับ ซึ่งหนึ่งในความท้าทายใหญ่ที่สุดคือเราหยุดการใช้งานรถไฟระหว่างก่อสร้างไม่ได้ ลองนึกภาพดูว่าต้องวางเสาให้อยู่ระหว่างรางรถไฟ ต้องประสานกับคนมากมายเพื่อวางแผนตารางการก่อสร้าง แล้วก็วางแผนวิธีการก่อสร้างด้วย”

ถึงดีไซเนอร์จะบอกว่ายากสุด ๆ แต่ในที่สุดแล้วเมืองจะได้ประโยชน์มากมาย

เพราะโปรเจกต์นี้เมืองถึงกับลงทุนสร้างพื้นที่สาธารณะรอบ Hudson Yards อย่าง Hudson River Park อย่างดี ทั้งยังออกแบบเชื่อมต่อกับไฮไลน์ด้วย

‘น่าอยู่’ และ ‘น่าตื่นเต้น’

Hudson Yards เป็นคอมเพลกซ์ขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยฟังก์ชันหลายอย่าง แต่สำหรับนักออกแบบอย่าง KPF พวกเขามองว่าที่นี่มี 2 องค์ประกอบหลักซึ่งเรียกได้ว่าเป็น ‘หัวใจ’ ของพื้นที่

อย่างแรกคือ The Shed ซึ่งเป็นสถาบันวัฒนธรรม โดยตัวอาคาร ‘เคลื่อนที่’ เพื่อรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่สนุกสนานได้ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ การแสดง หรืออนาคตอาจจะมีการเล่นสเกตช์น้ำแข็งเกิดขึ้นก็เป็นได้ โดย The Shed นี้ออกแบบโดยดีไซน์สตูดิโออย่าง DS+R

The Shed

อีกหัวใจหนึ่งก็คือสถาปัตยกรรมเชิงประติมากรรมที่ชื่อว่า Vessel ของ Thomas Heatherwick ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของพื้นที่ ด้วยแนวคิดของนักพัฒนาที่อยากจะมอบงานศิลปะเป็นของขวัญให้กับเมือง

“สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คืออาคารสำนักงานแต่ละแห่งมีพื้นที่กลางแจ้งสำหรับผู้เช่ารายใหญ่ทุกราย ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เริ่มมีกระแสการใช้พื้นที่เพื่อความสะดวกสบายภายนอกสำนักงานไปทั่วนิวยอร์กซิตี้”

นอกจากนี้ ยอดตึกใน Hudson Yards ยังมี Observation Deck ที่เปิดให้คนทั่วไปขึ้นไปชมวิวเมืองด้วย ซึ่งแตกต่างจากหลาย ๆ ที่ที่สงวนส่วนบนไว้ให้เพนต์เฮาส์หรูหรือห้องประชุมผู้บริหาร

เพราะพวกเขาคิดว่าเมืองเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่แค่ของคนที่มีเงินจ่าย

Vessel

ปัจจุบันนี้มีปรากฏการณ์นี้ที่นิวยอร์กยังคงเป็นเมืองที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยให้ย้ายเข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งในช่วงหลังมานี้เมืองนิวยอร์กก็ให้ความสำคัญกับการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนในเมืองมากขึ้น

ดีไซเนอร์บอกว่า เพราะแบบนี้แนวคิด Densification (การทำให้เมืองมีความหนาแน่นมากขึ้น) จึงกลับกลายเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าสำหรับนิวยอร์กในปัจจุบัน

“วิธีที่จะสร้างความสมดุลให้กับการสร้างแบบหนาแน่น ก็คือเราต้องมีพื้นที่เปิดและพื้นที่สาธารณะให้เพียงพอ เมืองจะได้น่าอยู่” ดีไซเนอร์ให้ความเห็น “คิดว่า Hudson Yards เองก็อยากจะเป็นชุมชนแบบนั้น ทั้งน่าอยู่และน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน”

อีกอย่างที่ Hudson Yards โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือแนวคิดด้านความยั่งยืนภายในโครงการ

ดีไซเนอร์เล่าให้เราฟังถึง Cogen System ที่เชื่อมทุกอาคารของ Hudson Yards ไว้ด้วยกัน

“ที่นี่มีทั้งที่อยู่อาศัยและออฟฟิศรวมกัน ระบบนี้จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ” เธอกล่าวก่อนจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เราเห็นภาพ “เช่น ความร้อนที่ออฟฟิศทั้งหลายปล่อยออกมาตอนกลางวัน จะถูกนำไปทำน้ำร้อนให้กับที่อยู่อาศัยได้เลย

“ทุกอาคารเชื่อมโยงกันหมด และมีศูนย์พลังงานกลางให้กับทั้งโครงการ แต่ละตึกจะจัดการพลังงานด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้มากเลย”

เราคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมากในการได้ออกแบบพื้นที่ขนาดใหญ่ของเมือง และได้วางระบบให้มีความยั่งยืนไปในคราวเดียว คงจะส่งเสริมความยั่งยืนในภาพรวมของเมืองได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ เธอยังเล่าถึงการที่ทุกคนควบคุมระบบทำความร้อนผ่านโทรศัพท์ได้ด้วย

หากคุณอยู่ที่ Hudson Yards คุณจะเช็กได้ว่าแต่ละเดือนคุณใช้พลังงานไปเท่าไหร่ และจะวางแผนให้เดือนต่อ ๆ ไปใช้พลังงานน้อยลงได้

“เหมือนเล่นเกมเลย” เธอเล่าอย่างสนุกสนาน

จริง ๆ แล้วการออกแบบพื้นที่แบบนี้ก็มีสิทธิ์จะทำให้เกิด Gentrification (การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อเปลี่ยนชนชั้น) ได้มากเหมือนกัน ที่ดินบริเวณนั้นอาจแพงขึ้น คนที่พักอาศัยอยู่เดิมก็อาจมองว่าพื้นที่นั้นดูหรู ดูแพง จนตัวเองรู้สึกบ ‘ไม่เชื่อมโยง’ กับพื้นที่ได้

แต่ในขณะเดียวกัน ดีไซเนอร์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ทำให้ความรู้สึกนั้นเบาลงได้ด้วยการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวางผังที่ดี สเกลของอาคารที่เล็กลงมาบ้าง และการสร้างบรรยากาศที่คนคุ้นเคย เป็นมิตร น่าเดินเข้าไปใช้พื้นที่

ที่สำคัญเลยคือ Programming เช่น การมี Public Space มี Open Space ที่ทุกคนเข้าไปใช้ได้ การมี Public Facility สำหรับคนหมู่มาก และมากไปกว่านั้นคืออาจมีส่วนที่เป็น Public Housing บ้าง หรือทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ได้

‘นิวยอร์ก’ อยากเป็นอะไร

เมื่อถามถึงความท้าทายในโปรเจกต์ Hudson Yards ดีไซเนอร์ก็หยุดคิดสักครู่ แล้วตอบออกมาอย่างน่าสนใจ

“เราคิดว่าความท้าทายมาคู่กับโอกาสเสมอ และสำหรับการออกแบบโครงการใหม่ ๆ ความท้าทายที่สำคัญก็คือคำถามที่ว่า ‘เราจะเป็นอะไรดี’ นี่แหละ

“ตอนนั้นเมืองดูไม่มีความหวังเท่าไหร่เลยนะ แต่ลูกค้าของเรามองอนาคตของนิวยอร์กอย่างสดใส” ดีไซเนอร์เล่าถึงช่วงเวลาหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ในนิวยอร์ก

“ตอนแรกแบบที่เราวางไว้ค่อนข้างจะเป็นอาคารสไตล์นิวยอร์กคลาสสิกมากกว่า มีการถอยร่น มีบุคลิกทางสถาปัตยกรรมที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นชัดเจน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจได้ดีมาก ๆ ว่า เขาอยากได้อะไรใหม่ ๆ มากกว่าการถอยหลัง”

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดสิ่งน่าตื่นเต้นอย่างอาคารที่เคลื่อนไหวได้ หรือชิ้นงาน Vessel ของ Heatherwick ขึ้น ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยหากยังยึดแนวทางเดิม ๆ

“นิวยอร์กคือเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และโครงการนี้ก็สะท้อนความหวังและอนาคตของมันได้ดีมาก”

ว่าแล้วดีไซเนอร์ก็เผยถึงแนวคิดในการออกแบบของ KPF ให้เราฟังว่า พวกเขามักจะนึกถึงประสบการณ์สากลมากกว่าประสบการณ์เฉพาะของคนแบบใดแบบหนึ่ง และเชื่อว่า ‘สถาปัตยกรรมที่ดี’ ควรเข้าถึงทุกคนได้

เธอบอกว่ามันคือการสัมผัสจิตวิญญาณของมนุษย์

“เช่น เราอยากให้ทุกคนที่ยืนตรง Observation Deck และมองผ่านพื้นกระจกลงไป รู้สึก ‘บางอย่าง’ ที่จะจำไปตลอด” เธอว่า

“นั่นคือสิ่งที่สถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดพยายามจะทำให้ได้เสมอ”

ตอนนี้มหานครนิวยอร์กมีนโยบายหลายอย่างที่ตั้งใจจะพาเมืองพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม เพราะเมืองอยู่ติดชายฝั่งแม่น้ำ ซึ่ง Hudson Yards เองก็วางแผนเรื่องนี้มาอย่างดีเช่นกัน พวกเขาออกแบบให้ระบบต่าง ๆ อยู่บนชั้น 2 เพื่อป้องกันความเสียหายจากการที่แม่น้ำฮัดสันมีน้ำขึ้นน้ำลงตลอดเวลา

และล่าสุดเมืองก็เพิ่งออกนโยบายใหม่ชื่อว่า ‘City of Yes’

“ใช่แล้ว เราจะสร้างกันเพิ่ม” ดีไซเนอร์ยิ้ม

ในขณะที่มีหลายกลุ่มออกมาคัดค้านการเข้ามาของประชากรใหม่ ๆ และการก่อสร้างใกล้บ้านตัวเอง นิวยอร์กยืนยันว่ายังไงก็ต้องสร้างเพิ่ม เพื่อที่ทุกคนจะได้มีที่อยู่อาศัยกันมากขึ้น

แต่สิ่งสำคัญคือต้องสร้างอย่างยั่งยืน

นิวยอร์กมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมาก ถึงขนาดตั้งเป้าจะเป็นเมืองที่คาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ซึ่งถือว่าท้าทายไม่น้อย เพราะพวกเขามีตึกเก่ากระจายอยู่เต็มเมือง และต้องปรับตึกเหล่านั้นให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ทั้งหมด

“KPF เองก็สนับสนุนแนวทางนี้เต็มที่ เราอยากสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานเสมอ”

พวกเขาเล่าให้เราฟังว่าตอนนี้ KPF สนใจเรื่อง Wellness มาก และกำลังทำโครงการที่เน้นเรื่องนี้ในกรุงเทพฯ

ส่วนผลงานในกรุงเทพฯ ล่าสุดของ KPF ที่เปิดใช้งานแล้ว ก็คือการร่วมทำโปรเจกต์ One Bangkok โดยมีส่วนสนับสนุนการออกแบบอาคารหลายหลังภายในส่วน Mixed-use รวมถึงอาคารที่โดดเด่นที่สุด 2 หลังในส่วนนั้น ได้แก่ อาคาร 4 และ 5

“ตอนนี้หลาย ๆ พื้นที่ของโครงการยังไม่เปิด แต่ถ้าเปิดครบแล้วจะต้องน่าทึ่งแน่ ๆ เราหวังว่าในอนาคต One Bangkok จะกลายเป็นเหมือนพื้นที่ต่อขยายของสวนลุมพินีได้”

เธอกล่าวยิ้ม ๆ ก่อนจะเล่าถึงไลฟ์สไตล์ที่คล้ายกันของคนกรุงเทพฯ และนิวยอร์ก โดยเฉพาะการนัดเพื่อนออกไปกินข้าวนอกบ้าน

ถ้าเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองในประเทศกำลังพัฒนา อยากพัฒนาอาคารและพื้นที่ในเมืองให้ตอบโจทย์คนในอนาคต คุณจะมีคำแนะนำยังไงบ้าง – เราถามส่งท้าย

“แต่ละเมืองมีโจทย์เฉพาะตัว และบางเรื่องก็ยากกว่าที่คิด สำหรับกรุงเทพฯ เรื่องที่เราพยายามแก้คืออากาศ ซึ่งก็ยากมากอย่างที่ทุกคนทราบกันดี

“เราทำงานกับภูมิสถาปัตยกรรมด้วย มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในไทย เพราะต้นไม้ที่นี่เติบโตได้ดีมาก และการออกแบบจะช่วยเรื่องคุณภาพอากาศได้บางส่วน มันเป็นโอกาสที่น่าสนใจมากจริง ๆ”

หากพูดถึงพื้นที่ของการรถไฟหรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่ถูกทิ้งร้างไว้ ประเทศไทยเองก็มีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นที่มักกะสัน หรือบางซื่อเองก็ตาม

พื้นที่เหล่านี้จะเป็นโอกาสที่ได้เช่นเดียวกับที่แมนฮัตตัน

ที่สำคัญคือ รัฐจะต้องกำหนด Framework ในการพัฒนาพื้นที่ให้แหลมคมในหลายมิติ เช่น คิดเรื่อง Gentrification คิดเรื่องความร้อน เรื่องรูปทรงอาคาร การออกแบบสเกลอาคารที่หลากหลายกว่าตึกสูง การสร้างหรือไม่สร้างตึกกระจก

รวมไปถึงการทำให้พื้นที่นั้นเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบได้จริง ๆ อาจมีพื้นที่ตลาด มีห้องสมุด หรือโรงละครก็เป็นได้ หากไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้มากพอ อาจเกิดปัญหาตามมาทีหลัง

คำถามคือ ทำยังไงให้การลงทุนนี้วินกันทุกฝ่าย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม การมีความคิดริเริ่มในการพัฒนาพื้นที่ที่ถูกละเลยนั้นดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ และทำให้โอกาสหลายอย่างหลุดลอยไป

ภาพ : KPF, Hudson Yards New York

Writers

ยศพล บุญสม

ภูมิสถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทฉมาและกลุ่ม we!park นักเคลื่อนไหวผู้เห็นโอกาสในพื้นที่รกร้างและสนใจการพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วมด้วยการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ทุกภาคส่วนในสังคม WIN ไปด้วยกัน

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน