ปกติแล้ว หากพูดถึงพื้นที่ที่ช่วยให้แต่ละย่านมีชีวิตชีวามากขึ้น คงหนีไม่พ้นพื้นที่สาธารณะ สวนสาธารณะ ร้านรวง ตลาดนัด ลานกิจกรรม หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในแนวราบ
แต่คราวนี้เราจะพูดถึงตึกระฟ้าที่ดำรงตำแหน่ง ‘อาคารสูงที่สุดในสิงคโปร์’ ในปัจจุบัน นาม Guoco Tower ออกแบบโดย Skidmore, Owings & Merrill (SOM) บริษัทด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมระดับนานาชาติอายุใกล้ 100 ปี มีศักยภาพภาพทั้งด้านการทำอาคารสูง และการนำสถาปัตยกรรมเข้าไปผนวกกับเมืองทำให้เมืองดีขึ้นภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน

ตึกสูงปรี๊ดนี้บรรจุฟังก์ชันไว้หลายหลาก ตั้งแต่รีเทล พื้นที่สาธารณะ สวน ออฟฟิศ โรงแรม ส่วนพักอาศัย ทั้งหมดรวมอยู่ที่นี่ที่เดียว
เหล่านักออกแบบอย่าง Nicolas Medrano Design Principal จาก SOM Hong Kong และ Vram Malek Managing Principal จาก SOM New York จะมาเฉลยว่า ท่ามกลางฟังก์ชันมากมายนี้ พวกเขาออกแบบยังไงให้ไม่ตัดขาดออกจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ และทำให้เมืองสิงคโปร์ดีขึ้นได้อย่างที่ตั้งใจ
ทุกวันนี้นักออกแบบวางผังเมืองต่างพยายามทำให้เมืองอยู่ได้สะดวกขึ้น สบายขึ้น จึงมักเกิดอาคาร Mixed-use สมัยใหม่ที่มีหลาย ๆ อย่างอยู่ในอาคารเดียว โปรเจกต์ Guoco Tower ประเทศสิงคโปร์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น มาถึงนี่ก็ทำธุระได้แทบทุกอย่าง

Guoco Tower ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 ย่านสำคัญของเมืองสิงคโปร์ คือย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD-Central Business District) และย่าน China Town
ความท้าทายของ SOM คือการเชื่อมย่านทั้งสองที่มีสเกลแตกต่างกันลิบลับเข้าด้วยกัน ทำให้พวกเขาตัดสินใจแบ่ง Mass (มวล) ของอาคารออกเป็น 2 ทาวเวอร์
ทาวเวอร์แรกอยู่ฝั่ง CBD สูงกว่าทาวเวอร์ที่ 2 เพื่อให้เข้ากับย่านตึกระฟ้าที่อยู่ไม่ไกล และเป็นตัวแทนของ Gateway / Entry ตามสัญลักษณ์ของของจีน
ทาวเวอร์ที่ 2 อยู่ฝั่ง China Town เตี้ยกว่าทาวเวอร์ที่ 1 เพื่อลดหลั่นให้เข้ากับสัดส่วนคนเดินถนนให้มากที่สุด และเป็นตัวแทนของ People ตามสัญลักษณ์ของจีน
อาจดูเหมือนออกแบบด้วยฮวงจุ้ยเพราะความเป็นจีน แต่จริง ๆ ก็คิดมาด้วยตรรกะอย่างชัดเจน


“ไม่ใช่แค่สเกลนะ แต่เป็นเรื่องของวัสดุที่ใช้ด้วย เราพยายามใช้วัสดุวอร์ม ๆ ปลูกต้นไม้ ให้รู้สึกว่านี่คือ Human Scale” ผู้ออกแบบอธิบายให้เราฟัง “เวลาไปเดินบริเวณนั้น ก็ไม่รู้สึกเลยว่ามีตึกสูงปรี๊ดอยู่ข้าง ๆ แต่จะรู้สึกสบาย ๆ กับสภาพแวดล้อม”
ที่สิงคโปร์มีผังเฉพาะระดับย่านที่ UIA กำหนดว่าอาคารจะเชื่อมกับย่านได้อย่างไรบ้าง สูงเท่าไหร่ เปิดมุมมองยังไง ให้คนทะลุยังไงบ้าง และมีสิทธิประโยชน์ตอบแทนสำหรับผู้ที่ปฏิบัติตาม แต่ประเทศไทยยังไม่มีผังแบบนี้ ทำให้อาคาร Mixed-use ยังไม่ได้เชื่อมโยงกับชุมชนมากนัก

“ที่นี่ไม่ได้สำคัญแค่โปรแกรมของตึก แต่สำคัญที่เราจะทำยังไงจึงจะสร้างสเปซให้เป็น City Room ได้”
นักออกแบบตั้งใจให้ Guoco Tower เป็นเสมือน ‘ห้องนั่งเล่น’ แห่งใหม่ของเมืองที่ผู้คนมากหน้าหลายตาจะมาปฏิสัมพันธ์กัน โดยมีทั้งรูปแบบ Indoor และ Outdoor
และสิ่งที่ SOM ซึ่งเป็นบริษัทนานาชาติทำ คือการหาข้อมูลอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะไปใช้ชีวิตตรงนั้น มีประสบการณ์กับพื้นที่ด้วยตัวเอง หรือ Research Interview
พวกเขาบอกว่า ไม่ใช่จะจับนักออกแบบจากฮ่องกงหรือลอนดอนมาแล้วจะออกแบบอาคารให้สิงคโปร์ได้เลย แต่ต้องคิดจากบริบทวัฒนธรรมของพื้นที่นั้น ๆ ให้ถี่ถ้วน
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่นักออกแบบเห็นว่าเป็นหัวใจของสิงคโปร์ คือสิ่งธรรมดาสามัญอย่าง ‘Hawker Center’ หรือแหล่งรวมสตรีตฟู้ดที่คนที่นี่นัดเจอญาติสนิทมิตรสหาย
“แต่สเปซที่นี่ต่างออกไป เพราะเป็น Farmer Market ได้ เป็นร้านอาหารได้ เป็นที่จัดคอนเสิร์ตก็ได้ เรียกได้ว่าเราเอาไอเดียของ Hawker Center มา แต่ต่อยอดให้กลายเป็นพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและคิดถึงส่วนรวมมากยิ่งขึ้น”


สิงคโปร์ก็ร้อนแบบเมืองไทย ใครจะอยากออกไปใช้พื้นที่นอกอาคาร – คุณอาจจะคิดแบบนี้เมื่อเราเอ่ยถึงพื้นที่นอกอาคาร แต่ Guoco Tower ได้รับการออกแบบ Micro Climate หรือสภาพอากาศบริเวณนั้น
SOM ทำงานร่วมกันทั้งดีไซเนอร์ วิศวกร ภูมิสถาปนิก คำนวณความสูงและ Volumn ของสเปซ คำนวณว่าลมมาจากทางไหน คำนวณความทึบ-โปร่งของกระจก เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพอากาศจะดีที่สุดสำหรับผู้คน
“ถ้าได้มา Guoco Tower คุณจะรู้สึกเลยว่าอุณหภูมิที่นี่ต่ำกว่าบริเวณอื่นของเมือง” นักออกแบบยิ้ม
“สิ่งที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมากก็คือทุกสเปซถูกจับจองทุกเวลา 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งตอนแดดออกร้อน ๆ เป็นเพราะวิศวกรรมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายตัว และทำให้สเปซใช้งานได้จริง ๆ”
Micro Climate เป็นประเด็นสำคัญมาก ๆ ในการพัฒนาเมืองตอนนี้ โดยเฉพาะกับเมืองที่อยู่ตรงเส้นศูนย์สูตร ซึ่งชัดเจนว่าร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะทนไม่ไหว การใส่ใจกับ Microclimate จะทำให้ผู้คนยังอยู่ในเมืองได้
ซึ่งผู้คนที่ว่านี้ก็ไม่ใช่แค่พนักงานออฟฟิศที่อยู่ในห้องแอร์เย็น ๆ แต่หมายถึงผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้มีทางเลือกมากมายด้วย


สิ่งที่ดีอีกอย่างของเมืองสิงคโปร์คือ Masterplan ของเมืองที่ทำให้พื้นที่สาธารณะแต่ละแห่งเชื่อมกันเป็นเครือข่าย
ระหว่าง CBD กับ China Town เองก็มี ‘Green Necklace’ ซึ่งของ Guoco Tower ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น โดยใช้โมเดลเป็น Privately Owned Open Public Space (POPS)
มีพื้นที่สาธารณะหลักแล้ว ด้วยความที่อาคารประกอบไปด้วย 2 แท่ง สูงและต่ำ จึงมีสเตปลดหลั่นระหว่างกันด้วย ทำให้หลายฟังก์ชันในอาคารมีเทอเรสสวย ๆ ไว้ให้ชม ทั้งหมดนี้เอื้อประโยชน์แก่ทั้ง Microclimate และ Biodiversity (ความหลากหลายทางชีวภาพ) เลยทีเดียว
ซึ่งความพิเศษของ Masterplan นี้ และกฎหมายที่กำหนดให้ ‘ต้องมี’ พื้นที่สีเขียว ก็คือการที่เหล่าดีไซเนอร์ที่ได้ทำงานในสิงคโปร์มีโอกาสสนุกกับวิธีการเติมพื้นที่สีเขียวอย่างหลากหลายมาก ๆ หากได้เดินดูในเมืองสิงคโปร์ก็คงเห็นหลายรูปแบบ
ทั้งนี้นอกจากพื้นที่สีเขียวแล้ว อาคารนี้ยังได้ LEED Platinum ด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น ถูกคิดมาให้ประหยัดพลังงานที่สุด และผู้คนมาถึงที่นี่ได้โดยขนส่งสาธารณะ ไม่ต้องใช้รถส่วนตัวแต่อย่างใด

หากจะสรุปว่าเราเรียนรู้อะไรจาก Guoco ได้บ้าง อย่างแรกคงเป็นการพัฒนาเมืองที่ไม่ได้มองแค่โปรเจกต์ของตัวเอง แต่เชื่อมโยงกับเมืองด้วย และอย่างที่ 2 คงเป็นข้อดีของผังเฉพาะระดับย่านที่ช่วยให้ทำงานออกมากลมกลืน ส่งเสริมเมือง และสร้างอิมแพกต์ในทางที่ดี
เราได้คุยกับ SOM ถึงแนวคิดในการทำงาน ณ ปัจจุบัน พวกเขาก็พูดถึงสถานการณ์หลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะได้จินตนาการถึงโฉมหน้าของพื้นที่ที่ผู้คนต้องการขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ออฟฟิศก็ตาม
และมากไปกว่านั้น พวกเขาหวังว่าเมืองในอนาคตจะช่วยเยียวยาคนได้ด้วย
ล่าสุด SOM ก็ได้ทำโปรเจกต์ One City Centre (OCC) อาคารสำนักงานย่านสุขุมวิท ร่วมกันกับ Shma โดย SOM เป็นผู้ออกแบบอาคารให้เชื่อมโยงกับย่าน และ Shma เป็นผู้ออกแบบแลนด์สเคป ซึ่งก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมากมายจากโปรเจกต์นี้
น่าติดตามว่าหลังจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านตึกสูงอย่าง SOM จะนำเสนออะไรดี ๆ ให้โลกอีก

ภาพ : Skidmore, Owings & Merrill (SOM)
