หากมีพื้นที่แห่งหนใดในโลกนี้ที่เรามิอาจจินตนาการได้ว่า นี่คือโลกที่เรารู้จักจริง ๆ หรือเรากำลังมาเยือนดาวเคราะห์ดวงอื่น เราขอแนะนำ ‘ทะเลเกลือซาลาร์ เดอ อูยูนี (Salar de Uyuni)’ ในโบลิเวีย ที่ได้รับฉายาว่า ‘จากผืนฟ้าจรดโลก’
ครั้งหนึ่งเรามีโอกาสขับรถเป็นระยะทางร่วมร้อยกิโลเมตรกลางดินแดนประหลาด มองไปไหนเห็นแต่สีขาวของทะเลเกลือและแผ่นฟ้า กลางประเทศโบลิเวีย ทวีปอเมริกาใต้

ฉันขอสาบานต่อหน้าคุณ ข้าพเจ้าจะไม่หยุดพักทั้งกายและใจ จนกว่าข้าพเจ้าจะทำลายโซ่ตรวนที่ผูกมัดเราไว้กับอำนาจของสเปน! จงต่อสู้ต่อไป แม้ว่ามันจะยากลำบากราวกับการไถพรวนทะเลก็ตาม
ซิมอน โบลิวาร์ (ปี 1783 – 1830)
เราได้ยินชื่อประเทศโบลิเวียครั้งแรกจากการอ่านเรื่องราวของ ซิมอน โบลิวาร์ วีรบุรุษคนสำคัญของทวีปอเมริกาใต้ เขาเป็นนายทหารและรัฐบุรุษชาวเวเนซุเอลา ผู้นำประชาชนลุกฮือโค่นล้มสเปน ปลดปล่อยดินแดนหลายแห่งในอเมริกาใต้จากการยึดครองของสเปน ได้แก่ โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ ปานามา เปรู ได้รับการขนานนามว่า El Libertador หรือผู้ปลดปล่อยแห่งอเมริกา และเคยเป็นประธานาธิบดีประเทศเปรูและโบลิเวีย ชื่อประเทศโบลิเวียจึงมีที่มาจากวีรบุรุษของชาติท่านนี้ ผู้เคยกล่าววลีอมตะว่า
ฉันคือ ซิมอน โบลิวาร์ มือที่บดขยี้ทรราชและนำพาประชาชาติไปสู่เสรีภาพ
ในบรรดาทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก ทวีปอเมริกาใต้น่าจะเป็นความฝันของนักเดินทาง ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานทั้งวันทั้งคืนไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง และค่าใช้จ่ายสูง เช่นเดียวกับประเทศโบลิเวียที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส ผู้คนในประเทศอาศัยอยู่บนดินแดนที่สูง ออกซิเจนเบาบาง เป็นประเทศที่มีภูมิประเทศแปลกประหลาดแห่งหนึ่งในโลก
จากกรุงลาปาซ (La Paz) เมืองหลวงที่สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก เราขึ้นเครื่องบินมาลงที่เมืิองอูยูนี (Uyuni) เมืองกลางทะเลทรายบนที่ราบสูงโบลิเวีย ความสูงเฉลี่ยประมาณ 3,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ความสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากที่ราบสูงทิเบต จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ทิเบตแห่งอเมริกา’ จากนั้นเรานั่งรถโฟร์วีลออกมานอกเมืองไม่กี่กิโลเมตร เพื่อมาเยือนสุสานรถไฟ Cementerio de Trenes ด่านหน้าของทะเลเกลือ
สิ่งที่เห็นคือรถไฟหัวรถจักรขึ้นสนิมจำนวนมากถูกทิ้งร้างเกลื่อนกลางทะเลทราย จนดูเหมือนว่ารถไฟเก่าในอเมริกาใต้ทั้งหมดย้ายมากองที่นี่
เมื่อร้อยกว่าปีก่อน อูยูนีเป็นศูนย์กลางรถไฟที่สําคัญ ซากรถไฟหัวจักรไอน้ำเหล่านี้เป็นของบริษัทอังกฤษที่เข้ามาทำเหมืองแร่เงินในบริเวณนี้ ภายหลังจากโบลิเวียแพ้สงครามกับประเทศชิลีและสูญเสียดินแดนชายฝั่งทะเลให้กับชิลี ปัจจุบันโบลิเวียจึงเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล บริษัทอังกฤษมาวางรางรถไฟเพื่อขนย้ายแร่จากเหมืองในโบลิเวียเชื่อมต่อไปที่ชิลี พออังกฤษถลุงแร่เงินไปจนหมดในช่วงทศวรรษที่ 1940 อุตสาหกรรมเหมืองแร่ล่มสลาย รถไฟหลายขบวนเลิกใช้งานและถูกทิ้งร้างเกลื่อนกลาดกลางทะเลทราย กลายเป็นสุสานรถไฟ
ซากตู้รถไฟและหัวจักรรถไฟเหล็กจำนวนมากที่ถูกลมเกลือพัดจนกัดกร่อนโลหะไปเรื่อย ๆ เปรียบเสมือนอนุสรณ์แห่งความทรงจำว่า ครั้งหนึ่งชาติมหาอำนาจยุโรปมาสูบเอาทรัพยากรแร่ธาตุของประเทศเหล่านี้เป็นเวลาหลายร้อยปี โดยที่ชาวพื้นเมืองแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะผลประโยชน์ตกอยู่กับชนชั้นสูงและบริษัทต่างชาติ

คุณนาเดีย ไกด์ชาวโบลิเวียบอกว่า โบลิเวียมีแร่ธาตุมากมาย ประเทศต่าง ๆ ต่างเข้ามารุมทึ้ง เป็นเช่นนี้มายาวนาน จนบัดนี้รัฐบาลก็ยังมีนโยบายเปิดสัมปทานเหมืองแร่ให้บริษัทต่างชาติ ล่าสุดจีนก็เข้ามาทำเหมืองแร่ลิเทียม แร่หายากที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และแผ่นเกลือใต้แผ่นดินโบลิเวียมีส่วนประกอบของลิเทียมจำนวนมาก โบลิเวียครอบครองแร่ลิเทียมคิดเป็นประมาณ 22% ของโลก ราว 105 ล้านตัน และส่วนใหญ่อยู่ในทะเลเกลือ Salar de Uyuni แห่งนี้
คนขับรถมุ่งหน้าสู่ทะเลเกลือ Salar de Uyuni อันเป็นที่ราบขนาดมหึมาอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย Salar ในภาษาสเปน หมายถึง ที่ราบเกลือ รถแล่นไปบนแผ่นเกลือสีขาวสุดลูกหูลูกตา ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงิน เป็นทะเลเกลือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 10,000 กว่าตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เกือบ 7 เท่า ตั้งอยู่บนอัลติพลาโน (Altiplano) ที่ราบสูงขนาดใหญ่ของเทือกเขาแอนดีส บนความสูงถึง 3,656 เมตร

บริเวณนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมานานหลายล้านปี ทะเลเกลือแห่งนี้เกิดขึ้นจากการระเหยของทะเลสาบโบราณ ชื่อว่า Minchin ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 30,000 – 40,000 ปี เมื่อทะเลสาบแห้งไปก็ทิ้งเกลือและแร่ธาตุต่าง ๆ ไว้บนพื้นผิว ถูกแดดเผาจนแห้งเหือด เหลือทิ้งไว้แต่ชั้นเกลือสีขาวที่อัดแน่นจนแข็งราวซีเมนต์ หนา 8 เมตร รถบรรทุกแล่นผ่านไปได้
ระหว่างทางเราเห็นภูเขาไกล ๆ เป็นเกาะกลางทะเลสีขาว คล้ายกับภาพวาด Surreal ของ ซัลวาดอร์ ดาลี สองฟากฝั่งมีแต่สีขาวกับสีท้องฟ้าแบบไม่สิ้นสุด เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ไม่คิดว่าจะปรากฏบนโลกใบนี้

ตลอดระยะทางนับร้อยกิโลเมตร มองเห็นแค่ 2 สีคือขาวกับฟ้า พื้นสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาคือเกลือบริสุทธิ์ เป็นแหล่งกักเก็บแร่ลิเทียมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังรอขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งต้องแลกกับการทำลายธรรมชาติและการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างแน่นอน
Salar de Uyuni เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงามและเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยพื้นผิวเกลือที่ขาวบริสุทธิ์และเรียบเนียนจนเป็นเหมือนกระจกเงา ความงดงามของทะเลเกลือแห่งนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือน

พอรถจอด เราออกมาเดินกลางทะเลเกลือ ลมแรงมาก อุณหภูมิลดฮวบกลางแดดเปรี้ยงที่ต้องสวมแว่นกันแดดเคลือบเลนส์ยูวีอย่างดี ปกป้องดวงตาจากแสงสะท้อนสีขาวอันเจิดจ้า ลมพัดกระหน่ำ ทุกย่างก้าวต้องมั่นคง ด้วยบรรยากาศและภูมิประเทศแปลกตา Salar de Uyuni จึงเป็นสถานที่ถ่ายทําภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่โด่งดังมากที่สุดคือฉากสงครามบนดาวเคราะห์อื่นจากเรื่อง Star Wars: The Last Jedi (ปี 2017)
นอกจากนั้น ในฐานะที่ราบเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก Salar de Uyuni ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถานที่สอบเทียบธรรมชาติ (Natural Calibration Sites) ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสําหรับดาวเทียมสังเกตการณ์โลก
‘สถานที่สอบเทียบธรรมชาติ’ (Natural Calibration Sites) สำหรับดาวเทียมสังเกตการณ์โลก คือภูมิประเทศที่มีความเสถียร สม่ำเสมอ และสะท้อนแสงคงที่ ใช้ตรวจสอบและปรับแก้ความถูกต้องของข้อมูลจากเซนเซอร์ดาวเทียม เช่น ทะเลทราย พื้นที่น้ำแข็งในแอนตาร์กติกา หรือผิวน้ำทะเลที่กว้างใหญ่

Salar de Uyuni เป็นทะเลเกลือที่ราบเรียบและขาวสะอาดที่สุดในโลก ให้ค่าการสะท้อนแสงสูงมากเกือบ 100% ในบางช่วงคลื่น และความราบเรียบในระดับกิโลเมตรช่วยลดความผิดเพี้ยนของมุมมองจากดาวเทียม เหมาะสำหรับการสอบเทียบช่วงความยาวคลื่นที่มองเห็นได้ (Visible Spectrum)
เราแวะโรงแรมเกลือ ไกด์พาไปดูว่าโรงแรมแห่งนี้สร้างจากเกลือ ชาวโบลิเวียแถวนี้รู้จักตัดเอาก้อนเกลือโบราณอายุหลายพันปีที่บีบอัดจนแน่นแข็งแกร่งราวซีเมนต์มาทำเป็นกำแพงบ้านแทนอิฐบล็อก
กำแพงเกลือเหล่านี้มีลวดลายคล้ายหินอ่อนแต่แข็งโป๊ก คนแถวนี้นิยมตัดมาเป็นอิฐสร้างบ้าน เนื่องจากขาดวัสดุก่อสร้างทั่วไป ผนัง หลังคา เฟอร์นิเจอร์ จึงสร้างขึ้นด้วยบล็อกเกลือที่ตัดมาจาก Salar หรือไม่ก็แกะสลักเป็นรูปปั้นต่าง ๆ ไกด์บอกว่าชั้นเกลือที่เห็นเป็นแนวทับกันบอกถึงสภาพฝนในแต่ละปี ชั้นขาว ๆ คือหน้าฝน ถ้าชั้นสีขาวมีความหนาแสดงว่าฝนมาก ชั้นสีมอมแมมเป็นช่วงหน้าแล้ง มีฝุ่นดินที่ลมพัดมาเปื้อนเกลือ
เราลองชิมเกลือโบราณเหล่านี้ มันมีรสเค็ม แต่ชาวบ้านไม่นำมากิน เกลือที่กินคือเกลือตกผลึกใหม่ในทะเลเกลือวิธีทำคล้ายการทำนาเกลือ พอช่วงฝนตกท่วมทะเลเกลือแล้วระเหยจนตกผลึก ชาวบ้านจะโกยขึ้นมาเป็นกอง ตากแดด ก่อนจะนำมาบริโภคและบรรจุถุงขาย
เราออกเดินทางต่อไปกลางทะเลเกลืออันเวิ้งว้าง ในฤดูแล้งกลางเดือนเมษายน พื้นผิวเกลือจะแห้งและเรียบเนียนเหมือนผ้าปูโต๊ะสีขาว นาน ๆ จะเห็นรถนักท่องเที่ยวคันอื่นสวนทางมา เพราะช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว มองไปทั่วทุกแห่งไม่มีเส้นขอบถนนชัดเจน ทุกหนแห่งบนพื้นที่หลายล้านไร่ล้วนเป็นพื้นสีขาว ไม่มีจุดอ้างอิงใด ๆ ว่าจะขับไปทิศทางใด จนอาจจะหลงทางหรือเกิดอันตรายได้
อาหารเที่ยงมื้อนั้นเราขับมาริมเกาะ กางร่มกินแซนด์วิชกลางแดดเจิดจ้า และเดินขึ้นไปบนเกาะกลางทะเลเกลือ หรืออันที่จริงคือเนินเขามีชื่อเรียกว่า Isla Incahuasi หรือเกาะชาวประมง ในอดีตเกาะนี้คือซากของยอดภูเขาไฟโบราณที่โผล่ยอดสูงขึ้นประมาณ 150 เมตร เหนือทะเลสาบเกลือ พบแหล่งโบราณคดี อุโมงค์บนเกาะ และกระบองเพชรหลายพันต้น บางต้นสูงกว่า 10 เมตร พอเราพากันเดินไต่ขึ้นไปบนยอดและมองย้อนลงมา กลายเป็นภาพที่แปลกตามาก เป็นเกาะกลางทะเลเกลือสีขาวอันเวิ้งว้าง ต้นกระบองเพชรจำนวนมากให้ความรู้สึกถึงปะการัง จนมีบางคนตั้งชื่อว่า เกาะปะการัง

เกาะแห่งนี้มีต้นไม้มหัศจรรย์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คือกระบองเพชรยักษ์ Echinopsis atacamensis มีอยู่หลายพันต้นทีเดียว แต่เติบโตช้ามากจากความแห้งแล้ง คาดว่าโตเพียงปีละ 1 เซนติเมตร บางต้นสูงถึง 10 เมตร จึงน่าจะมีอายุหลายร้อยปี ระหว่างเดินสำรวจ ไกด์บอกว่าต้นกระบองเพชรที่เห็นเป็นหลายกิ่งคือตัวเมีย ส่วนต้นโด่เด่คือตัวผู้
ตกเย็นเรามาดูพระอาทิตย์ตกดินกลางทะเลเกลือ บนพื้นเกลือบางแห่งมีตาน้ำผุดขึ้นมาหล่อเลี้ยงให้ทะเลสาบเกลือมีน้ำในบางช่วง แต่ถ้ามีโอกาสมาในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม น้ำจะท่วมทะเลเกลือเกิดปรากฏการณ์ ‘กระจกเงา’ สะท้อนท้องฟ้า (Mirror Effect) ที่สวยงาม เกิดภาพที่สวยงามราวกับท้องฟ้าและเมฆลอยอยู่บนพื้นดิน ช่วงที่เรามาคือเดือนเมษายน พื้นเกลือแห้งและแข็ง เหมาะสำหรับการขับรถชมวิวบนพื้นผิวเกลือแห้งและขาวบริสุทธิ์
คืนนั้นเรากลับมานอนในโรงแรมเล็ก ๆ กลางทะเลทรายในเมืองอูยูนี อุณหภูมิตอนกลางคืนลดฮวบ ความหนาวยะเยือกแผ่ซ่าน แต่เมื่อมองขึ้นท้องฟ้า ดาวนับแสนนับล้านดวงระยิบระยับในความมืดมิด
ยิ่งเดินทาง ยิ่งเห็นธรรมชาติกว้างใหญ่
ยิ่งรู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ยิ่งทำให้ตัวตนยิ่งเล็กลง
เราเป็นแค่ผู้มาอาศัยชั่วคราว
เราล้วนเป็นเศษเสี้ยวของจักรวาล
และจากไปเมื่อรัตติกาลมาเยือน
