เมษายน ปี 2024 ผู้เขียนได้เดินทางไป Machu Picchu สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อาณาจักรของชาวอินคาบนเทือกเขาแอนดีส ประเทศเปรู ด้วยการเดินทางไกลไปตามเส้นทาง Salkantay Mountain
‘Salkantay Trek’ เป็นเส้นทางเดินป่าระยะทาง 74 กิโลเมตร เห็นสภาพภูมิประเทศสวยงาม ตั้งแต่หุบเขาบนภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ ทะเลสาบป่าเมฆ ไปจนถึงสถานที่โบราณของชาวอินคาอื่น ๆ และมีปริมาณนักท่องเที่ยวเพียง 50 คนต่อวัน ที่สำคัญ ต้องเดินข้าม Salkantay Pass ระดับความสูง 4,600 เมตร
การเดินทางครั้งนี้เราจะพักแรมบนเขาตลอดเส้นทาง ไม่ต้องหอบของเอง โดยจองที่พักที่เรียกว่า Mountain Lodge มีเพื่อนร่วมทางเป็นไกด์ชื่อ คาร์ลอส และ อาซาด หญิงแกร่งวัย 72 ปีชาวอิหร่านที่ครอบครัวลี้ภัยมาอยู่สหรัฐอเมริกา เมื่อ โคไมนี ผู้นำศาสนาอิสลามลุกฮือขึ้นโค่นล้ม พระเจ้าชาห์ สำเร็จในปี 1979
วันแรกเราเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นภูเขาไประดับความสูง 3,800 เมตร พร้อมกับความหนาวมาเยือน แต่ไม่ทันไรก็ปรากฏสายรุ้ง 7 สีพาดผ่านท้องฟ้าบนเทือกเขาแอนดีสงดงามยิ่งนัก ราวกับเป็นคำอวยพรจากฟ้าดินให้เรารู้สึกปีติยิ่ง
เทือกเขาแอนดีสเป็นเทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาวทั้งหมดประมาณ 8,900 กิโลเมตร ทอดตัวเป็นแนวเทือกเขาต่อเนื่องกันตามแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ โดยตลอดเส้นทางนั้น เทือกเขาจะทอดผ่านครอบคลุม 7 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา โบลิเวีย ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู และเวเนซุเอลา ซึ่งรู้จักกันในชื่อรัฐแอนดีส
คืนนั้นเรานอนพักค้างแรมที่ Mountain Lodge รีสอร์ตกลางหุบเขาในหมู่บ้าน Soraypampa ที่ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในการพาคนเดินขึ้นสำรวจภูเขาศักดิ์สิทธิ์บริเวณนี้

ก่อนนอนเราเห็นภูเขา Salkantay ธารน้ำแข็งและหิมะที่ปกคลุมยอดเขาอาบแสงจันทร์ช่างงดงามเหลือเกิน Salkantay เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอนดีส ในภาษาเกชัวแปลว่า ‘ภูเขาแห่งความป่าเถื่อน’ หรือ ‘ภูเขาที่ไม่อาจพิชิตได้’ ชื่อนี้สะท้อนถึงความงามอันน่าเกรงขามและความแข็งแกร่งของภูเขาลูกนี้ในวัฒนธรรมแอนดีส
ประวัติศาสตร์ของภูเขาย้อนกลับไปได้หลายพันปี ในสมัยจักรวรรดิอินคา ภูเขานี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเทพเจ้าสำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ ชาวอินคาเชื่อว่า Salkantay เป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าผู้คุ้มครอง และเป็นแหล่งพลังจิตวิญญาณ คอยดูแลความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและธรรมชาติโดยรอบ เชื่อกันว่าวิญญาณอันทรงพลังของภูเขาจะปกป้องภูมิภาคนี้จากอันตรายและนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ผืนดิน
นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญของเส้นทางแสวงบุญสู่เมืองศักดิ์สิทธิ์ Machu Picchu ชาวอินคาถือว่าการเดินตามเส้นทาง Salkanty เป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาและประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่ไม่เหมือนใคร
พอตื่นแต่เช้า วันนี้ต้องเดินทางไกลขึ้นเขาค่อนข้างชัน บนความสูงเกิน 4,000 เมตร อากาศเริ่มเบาบาง เราต้องหยุดพักถี่ขึ้น การเดินขึ้นเขาระดับความสูงเกิน 3,000 เมตรต้องหยุดเดินพักหายใจทุก ๆ 50 เมตร เราจิบชาโคคาไปตลอด อากาศแปรปรวน ยิ่งสูงยิ่งหนาวต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส พอแดดจัดก็ต้องถอดเสื้อ พอฝนตกก็ต้องควักเอาเสื้อกันฝนออกมา ทุลักทุเลพอควร
เช้าวันต่อมาน่าจะเป็นวันทดสอบหัวใจครั้งใหญ่ เส้นทางวันนี้ต้องเดินข้ามภูเขา Salkantay ในระดับความสูง 4,600 เมตรให้ได้ ระดับความสูง 5,000 เมตร ออกซิเจนลดลงเหลือ 50% ไม่รวมความหนาวเย็นจากอุณหภูมิที่ลดลง 10 องศาเซลเซียสต่อระดับความสูง 1,000 เมตร เราเดินขึ้นจากที่พักสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ แม้จะเดินทุกวัน แต่วันนี้ลุ้นระทึกจริง ๆ ว่าจะผ่านไปได้ไหมกับร่างกายวัย 60
ปกติเวลาขึ้นที่สูงเกิน เราจะหวาดกลัวว่าจะเป็น Altitude Sickness หรือ Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นภาวะหรือโรคที่พบในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกิน 2,500 เมตร เริ่มพะวงขึ้นมาทันที

Altitude Sickness คือภาวะที่ร่างกายปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำไม่ได้ ทำให้เกิดอาการจากการขาดออกซิเจน มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย ได้แก่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จนกระทั่งอาการรุนแรง ได้แก่ อาการสมองบวม ซึ่งจะมีอาการสับสน เดินเซ ซึม หรืออาการปอดบวม เหนื่อย ไอมีเสมหะสีชมพู อาการรุนแรงเหล่านี้นำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง
แต่ชาวเปรูไม่แนะนำให้กินยาแก้อาการแพ้ความสูงที่ชื่อว่า Diamox เพราะมีผลข้างเคียงเยอะ แต่ใช้วิธีให้ร่างกายปรับตัวด้วยการจิบน้ำบ่อย ๆ และที่สำคัญตลอดการเดินทางคือการจิบน้ำชาร้อน ๆ ที่ต้มจากใบโคคา เป็นพืชที่ชาวอินคาถือว่าเป็นเทพีแห่งสุขภาพและความสุข เมื่อเคี้ยวใบโคคาแล้วช่วยบรรเทาอาการแพ้ความสูงได้ รวมถึงบรรเทาความหิวและความเหนื่อยล้า พออยู่นาน ๆ ก็เคี้ยวใบโคคาสด ๆ เข้าปากแบบเคี้ยวเมี่ยงเลย
ตลอดการเดินทางเราจึงจิบชาโคคา ไม่ได้กินยา Diamox เลย และได้ผลจริง ๆ
ระหว่างทางเดินขึ้นภูเขา ได้เห็น Cap Cloud Mountain หรือเมฆยอดเขาอย่างเต็มตา สิ่งที่ช่วยให้เราเดินขึ้นไปได้เรื่อย ๆ คือทัศนียภาพที่เปลี่ยนตลอด ยิ่งสูงยิ่งมองออกไปได้ไกลรอบทิศ เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ขุนเขาอันปกคลุมด้วยหิมะ และสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ตามรายทาง เห็นดอกไม้ป่าหลากสีสันจำนวนมาก แดง เหลือง ส้ม ม่วง น้ำเงิน สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ สองข้างทางระหว่างการเดินทางอาจมีคุณค่ามากกว่าการพิชิตระดับความสูง
หลายครั้งที่มนุษย์มักจะเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง และละเลยคุณค่าระหว่างทาง
พอยิ่งสูงใกล้จะถึงยอด ภูเขายิ่งสูงชัน วันนี้เข้าใจคำพูดนี้อย่างลึกซึ้งจริง ๆ
“ย่างก้าวทีละก้าว ล้วนมีความหมาย”

ตอนเดินขึ้นภูเขาพิชิตความสูง 4,600 เมตร ย่างก้าวทีละก้าวเหนื่อยและหอบมาก เพราะสูดหายใจเอาออกซิเจนไม่พอ
ค่อย ๆ เดินขึ้น คณะที่เดินมาด้วยที่เกาะกลุ่มกันมาแต่แรก ตอนนี้ต่างคนต่างมีจังหวะก้าวของตัวเอง แต่ละคนทิ้งห่างกันออกไป แต่ยังเหลียวหลังดูกันและกัน เผื่อมีใครขอความช่วยเหลือ ตอนแรกกัดฟันเดินประมาณ 30 ก้าวและหยุดพักหายใจ ต่อมาลดลงเหลือ 20 ก้าว เหลือ 10 ก้าวหยุดพักหายใจ มันเหนื่อยมาก หายใจเข้าไปก็รู้สึกได้เลยว่าแทบไม่มีออกซิเจน ขณะที่อากาศหนาวจัด ลมแรง เสื้อที่เตรียมมาใช้สวมใส่หมด สักพักฝนตก เสื้อกันฝนต้องมา ทั้งชื้น ทั้งหนาว เมฆหมอกปกคลุมเป็นสีขาวไปหมดจนแทบมองอะไรไม่เห็นในระยะ 5 เมตร
เราเห็นอัลซาดอยู่ห่างออกไปไม่ไกล ต้องนับถือหัวใจเหล็กของผู้หญิงวัย 72 เธอค่อย ๆ เดินทีละก้าวอย่างมุ่งมั่น โดยมีไม้ปีนเขาช่วยค้ำยันขึ้นมาเรื่อย ๆ เหนื่อยก็หยุดพักและเดินขึ้นต่ออย่างไม่ย่อท้อ
แต่พอ 5 ชั่วโมงผ่านไป กัดฟันเดินขึ้นจนยอดเขาจนสำเร็จ เหนื่อยสายใจแทบขาด อากาศหนาวเหน็บ มองเห็นธารน้ำแข็งอยู่ใกล้ ๆ แต่ก็หัวเราะออกมาได้ว่าทำสำเร็จแล้ว ได้ปีนยอดเขาแห่งหนึ่งของเทือกเขาแอนดีสอันปกคลุมด้วยหิมะ ธารน้ำแข็ง และละลายเป็นต้นน้ำของแม่น้ำแอมะซอน ทำให้แม่น้ำสายนี้ความยาวหลายพันกิโลเมตรมีปริมาณน้ำมากที่สุดในโลก ก่อนจะไหลไปออกมหาสมุทรแอตแลนติก
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าแม่น้ำแอมะซอนกับเทือกเขาแอนดีสมีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ขาด กล่าวคือ หิมะที่ตกลงสู่ยอดเขาแอนดีสมาจากน้ำที่ระเหยจากใบไม้ต้นไม้ในแอมะซอน กลายเป็นเมฆเคลื่อนตัวไปถึงเทือกเขาแอนดีส และควบแน่นตกลงมาเป็นหิมะ และหิมะละลายไหลกลับคืนไปสู่แม่น้ำแอมะซอน
เราใช้เวลาสำรวจยอดเขาไม่นาน ก่อนจะรีบลงเขาไปหาที่พักคืนนี้ก่อนค่ำ สำหรับหลายคนขึ้นเขาว่าลำบากแล้ว แต่ขาลงจากช่องเขายากกว่า เพราะเส้นทางเต็มไปด้วยหินถล่ม


เมื่อปี 2020 บริเวณนี้เกิด Avalanche หรือหิมะถล่มขนาดใหญ่ พาเอาหินก้อนโต ๆ หลายพันก้อนกลิ้งถล่มลงมาในหุบเขา ทับหมู่บ้านพังคนตายเป็นร้อย พืชพรรณสองข้างทางที่สังเกตเห็นก็ยังไม่ฟื้นดีนัก และที่ความสูงเหนือ 4,000 เมตร พืชพรรณหายากมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นไม้พุ่มซึ่งปรับให้ทนทานต่อน้ำแข็ง หิมะ และการแผ่รังสีที่รุนแรงของดวงอาทิตย์
ระหว่างเดินเทรลระดับความสูง 4,500 เมตร ทางเดินบางส่วนยังพอเห็นเป็นถนนหินของชาวอินคาในสมัยก่อน โชคดีที่คาร์ลอส ไกด์ของเราชี้ไปที่ซอกหินผาข้างทาง ให้ดูชินชิลล่า (Chinchilla) หลายตัว มันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในตระกูลฟันแทะแห่งเทือกเขาแอนดีส หน้าตากระรอกไม่ใช่ กระต่ายไม่เชิง แต่ตัวใหญ่กว่ากระต่าย หาตัวไม่ง่าย ต้องเดินขึ้นเขาสูงอย่างเดียว
ชินชิลล่าอาศัยบนความสูง 4,200 เมตรขึ้นไป มันจึงมีขนปุกปุยเหมือนขนเฟอร์เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ชินชิลล่ามีขนหนาแน่นที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนบก โดยมีขนประมาณ 20,000 เส้นต่อตารางเซนติเมตร จึงถูกล่าเพื่อนำมาทำเสื้อผ้าขนสัตว์ที่มีราคาแพงลิบลิ่ว
หลังจากชาวสเปนยึดอาณาจักรอินคา พวกเขาเห็นหัวหน้าเผ่าอินคาสวมเสื้อคลุมขนสัตว์แสนนุ่ม จึงสงสัยว่าเป็นขนอะไรกัน จากนั้นเป็นต้นมา ชินชิลล่าถูกล่าอย่างบ้าคลั่งเพื่อเอาขนไปทำเสื้อขนสัตว์ กระทั่งเกือบสูญพันธุ์ไปทีเดียว รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นพยายามอย่างหนักเพื่ออนุรักษ์ชินชิลล่าไว้โดยออกกฎเหล็กห้ามซื้อขายหรือจับตัวชินชิลล่าลงมาจากภูเขา ทุกวันนี้ชินชิลล่าในป่าธรรมชาติพันธุ์หางสั้นและหางยาวถูกประกาศว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แม้ว่าบางพันธุ์จะเพาะเลี้ยงเป็นฟาร์มได้ และกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของคนทั่วโลกจากความน่ารัก
ไกด์คาร์ลอสบอกว่าเราโชคดีมากที่เห็น ปกติมันไม่ออกมาให้เห็นเยอะอย่างนี้ เพราะทุกวันนี้ยังถูกไล่ล่าเอาเนื้อเป็นอาหารและหนังไปทำเสื้อขนสัตว์

ช่วงเดินลงเขา เราเดินไปตามทางเดินบางส่วนยังพอเห็นเป็นถนนหินโบราณตั้งแต่สมัยอินคา แต่การใช้ม้าขนของสัญจรไปมาทำให้ถนนโบราณพัง ระหว่างทางเราสังเกตเห็นก้อนหินขนาดใหญ่นับร้อยก้อนกระจัดกระจายอยู่ตามหุบเขา อันเป็นร่องรอยจากสภาพหิมะถล่มเมื่อหลายปีก่อน และพอแลออกไปทางซ้ายมือ เห็นนกขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกำลังเกาะโขดหินก้อนหนึ่ง พอยกกล้องส่องออกไป คือนก Andean Ibis ความยาวรวมประมาณ 75 เซนติเมตร หัว คอ และอกส่วนล่างมีสีน้ำตาลอ่อน ท้องและขนบนเป็นสีดำ ขนคลุมปีกเป็นสีขาว
เราโชคดีจริง ๆ ที่ได้เห็นนกแบบเต็มตา นกชนิดนี้มีถิ่นอาศัยจำกัดอยู่ที่ระดับความสูง 3,000 – 5,000 เมตร ในบริเวณที่ราบสูงแอนดีสของโบลิเวีย เปรู และเอกวาดอร์ โดยทั่วไปนกชนิดนี้ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนัก เป็นนกน้ำที่ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากมีจำนวนประชากรน้อย รวมถึงการล่าและการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย
คาร์ลอสบอกว่า Andean Ibis คือเสน่ห์อย่างหนึ่งบนเทือกเขาแอนดีสที่ใครเห็นถือว่าโชคดีจริง ๆ และคุ้มค่ามากที่เราลงทุนแบกกล้องพร้อมเลนส์หนัก ๆ มาในทริปนี้ด้วย
หลังจากกลับมาเมืองไทย เพิ่งไปอ่านรีวิวเส้นทางเดินเท้าไป Machu Picchu ระหว่าง Inca Trail เส้นทางหลักที่คนนิยมไป กับ Salkantay Trek ว่าแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ได้ทราบคือเส้นทางแรกเดิน 42 กิโลเมตร ระยะเวลา 3 วัน เป็นการเดินป่าแบบปานกลาง ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ส่วนเส้นทางหลังเดิน 74 กิโลเมตร ระยะเวลา 5 วัน เส้นทางเดินป่านี้ค่อนข้างลำบาก พื้นที่ชัน เสี่ยงอันตราย และหนาวเย็น ระยะทาง 74 กิโลเมตรใน 5 วัน เหมาะสำหรับนักเดินป่าที่มีประสบการณ์และมีสมรรถภาพร่างกายสูงสุด
อ่านแล้วรู้สึกยิ้มในใจสำหรับร่างกายของคนวัย 60 เศษ

