เมืองกุสโก (Cusco) ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีสทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเปรู บนความสูง 3,399 เมตร ในอดีตเมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางและเมืองหลวงของอาณาจักรของจักรวรรดิอินคา ชาวอินคายุคแรกอาศัยอยู่ในพื้นที่กุสโก ในช่วงระหว่างปี 1000 – 1400 ชาวอินคาประสบความสำเร็จในการควบคุมกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้มาก่อน แต่ภายหลังจากสเปนเข้ามายึดครองและทำลายอาณาจักรอินคา ได้ตั้งเมืองหลวงใหม่ที่กรุงลิมาแทน ความสำคัญของเมืองกุสโกจึงลดลง
แต่ปี 1911 หลังจากที่มีการค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ คือ ‘มาชูปิกชู’ อาณาจักรลึกลับของอินคาบนยอดเขา ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกุสโก ผู้คนจากทั่วโลกแห่กันมา ทำให้เมืองหลวงเก่าของอินคากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และในปี 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้กุสโกเป็นแหล่งมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม
ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนบินจากกรุงลิมาที่อยู่ติดมหาสมุทรแปซิฟิก ไต่ระดับรวดเดียวขึ้นมาอยู่บนที่สูงเมืองกุสโกในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ความหวาดกลัวว่าจะเป็น Altitude Sickness หรือ Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นภาวะหรือโรคที่พบในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกิน 2,500 เมตร เริ่มพะวงขึ้นมาทันที
Altitude Sickness คือภาวะที่ร่างกายปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำไม่ได้ ทำให้เกิดอาการจากการขาดออกซิเจน อาการมีตั้งแต่อาการเล็กน้อย ได้แก่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จนกระทั่งอาการรุนแรง ได้แก่ อาการสมองบวม ซึ่งจะมีอาการสับสน เดินเซ ซึม หรืออาการปอดบวม มีอาการเหนื่อย ไอมีเสมหะสีชมพู อาการรุนแรงเหล่านี้นำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในเวลา 24 ชม.
ยิ่งสูงมาก ความดันอากาศและระดับออกซิเจนในบรรยากาศยิ่งลดลง เช่น
ที่ระดับความสูง 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระดับออกซิเจนในบรรยากาศจะอยู่ที่ประมาณ 70%
ที่ระดับความสูง 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระดับออกซิเจนในบรรยากาศจะอยู่ที่ประมาณ 60%
ที่ระดับความสูง 5,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระดับออกซิเจนในบรรยากาศจะอยู่ที่ประมาณ 50%
ที่ระดับความสูง 8,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรียกว่า Dead Zone ระดับออกซิเจนในบรรยากาศเหลือเพียงแค่ 30% ซึ่งมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้
วันแรกที่มาอยู่เมืองหลวงของอาณาจักรอินคาแห่งนี้ไม่มีอาการของโรค AMS และชาวเปรูไม่แนะนำให้กินยาแก้อาการแพ้ความสูงที่ชื่อว่า Diamox เพราะมีผลข้างเคียงต่อร่างกายเยอะ แต่ใช้วิธีให้ร่างกายปรับตัวด้วยการจิบน้ำบ่อย ๆ และที่สำคัญตลอดการเดินทาง คือการจิบน้ำชาร้อน ๆ ที่ต้มจากใบโคคา และพออยู่นาน ๆ ก็เคี้ยวใบโคคาสด ๆ เข้าปากแบบเคี้ยวเมี่ยงเลย จะช่วยบรรเทาอาการโรค AMS ได้เป็นอย่างดี
ระหว่างพักอยู่เมืองกุสโกเพื่อปรับตัวให้เข้ากับความสูง ทราบว่าบริเวณไม่ไกลมากมีธรรมชาติอันงดงามแห่งหนึ่งเพิ่งค้นพบไม่นานนี้ แต่กลับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโด่งดังติดอันดับยอดนิยมในเวลารวดเร็ว คือ ‘Rainbow Mountain’ พอเห็นรูปในโปสเตอร์ หัวใจก็ละลายทันที จึงตัดสินใจซื้อตั๋วไปกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่งทันที เจ้าหน้าที่เตือนว่าเอาเสื้อกันหนาวหนา ๆ ไปด้วย


คืนนั้นเราตื่นตั้งแต่ตี 2 ลงมารอรถมารับที่ถนนหน้าที่พักตอนตี 3 กลางอากาศหนาวเย็น สักพักรถตู้ใหญ่ขนาด 20 ที่นั่งก็มาจอดรับเราร่วมกับนักท่องเที่ยวอีก 10 กว่าคน รถตู้มุ่งหน้าออกนอกเมืองไปในความมืดมิด พอ 6 โมงเช้า ไกด์ปลุกให้ลูกทัวร์ตื่นไปกินอาหารเช้าในร้านอาหารระหว่างทาง เป็นอาหารบุฟเฟต์ง่าย ๆ ขนมปัง สลัด พาสต้า มันฝรั่งบด แต่ที่สำคัญคือไกด์เตือนให้จิบชาใบโคคาด้วย
พอท้องอิ่มไปต่อขึ้นรถตู้ คราวนี้รถมุ่งหน้าไปทางภูเขา Ausangate ไต่หน้าผาสูงชัน ทางแคบ ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ คนขับต้องมีความชำนาญสูงมาก โดยเฉพาะเวลารถแล่นสวนกัน ด้านหนึ่งเป็นเหวลึก 2 ชั่วโมงผ่านไป รถมาจอดบนลานจอดรถ มีรถตู้นับสิบคันมาจอดอยู่ก่อนหน้าแล้ว พร้อมกับนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนที่เดินไปล่วงหน้าแล้ว
บริเวณนี้ความสูง 4,000 กว่าเมตร แต่เราต้องเดินขึ้นเขาไปอีก 3 กิโลเมตร หรือมีทางเลือกอื่นอีกคือขี่ม้าหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์
วันนั้นสภาพร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน ไม่พร้อมเดินขึ้นเขาสูง และคงเดินตามฝรั่งเพื่อนร่วมทางที่เป็นวัยหนุ่มสาวไม่ทันแน่ จึงถามราคาค่าจ้างม้ากับมอเตอร์ไซค์ว่าเท่าใด คำตอบคือ คนละ 70 Sol (เงินเปรู 1 Sol เท่ากับ 10 บาท)
ผู้เขียนเลือกซ้อนมอเตอร์ไซค์วิบาก อ้ายหนุ่มเปรูสตาร์ตเครื่องทันที พาเราทะยานขึ้นเขาสูงอย่างรวดเร็ว บนพื้นดิน พื้นหินอันแสนขรุขระ และกลางทะเลหมอกที่มองไม่ค่อยเห็นอะไร ภาวนาว่าขอให้ฟ้าเปิดบ้าง เพราะมีโอกาสเดียวที่จะได้เห็นความมหัศจรรย์ของภูเขาสีรุ้ง หรือชื่อท้องถิ่นว่า Vinicunca ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีสระดับความสูง 5,200 เมตร
ประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถมอเตอร์ไซค์ก็จอดบนเชิงเขาแห่งหนึ่งแล้วบอกว่า เราต้องเดินขึ้นเขาไปเอง เราเดินฝ่าหมอกหนา เมฆคลุมเขาสูง เดินขึ้นไปเรื่อย ๆ อากาศเย็นจัดทันที เมื่อเราเดินขึ้นที่สูงอุณหภูมิจะลดลงเรื่อย ๆ ประมาณความสูง 1,000 เมตร อุณหภูมิลดลงประมาณ 6.5 องศาเซลเซียส เราขึ้นมาจากระดับความสูงในเมือง 3,600 อุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส ตอนนี้ระดับความสูงเกือบ 5,000 เมตร ความหนาวเย็นประมาณ 2 – 3 องศาเซลเซียส

ยิ่งสูงยิ่งหนาวจริงจัง เราก้มหน้าเดินขึ้นเขาไปเรื่อย ๆ อากาศเบาบางลงตามลำดับ อาการเหนื่อยหอบ หายใจถี่ ๆ ปรากฏบ่อยขึ้น บางครั้งสูดอากาศเข้าไปแทบรู้สึกว่าไม่มีออกซิเจนเลย แต่แรงจูงใจที่อยากเห็นภูเขาสีรุ้งทำให้ขาค่อย ๆ ก้าวไปต่อเองโดยไม่ตั้งใจ
พอเลี้ยวอ้อมเขาเดินขึ้นไปบนที่ราบแห่งหนึ่ง สายตาก็ตะลึงทันที เมื่อเห็นสีรุ้งจาง ๆ อยู่ข้างหน้า ถึงแล้ว Rainbow Mountain มองลงไปเห็นภูเขาอีกลูกมีหลากสีจริง ๆ แทบไม่น่าเชื่อ และยิ่งชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหมอกเมฆที่ปกคลุมเริ่มจางหายไป ท้องฟ้าเริ่มเปิด ขับสีต่าง ๆ ทั้งสีเหลือง เขียว แดง ชมพู ฯลฯ ให้เข้มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นแถบสีอย่างน่ามหัศจรรย์ งดงามราวกับใครเอาพู่กันไปแต่งแต้มสีสันทั้งภูเขา
ยิ่งเดินขึ้นที่สูงจนถึงระดับ 5,200 เมตร อากาศเบาบาง หนาวเหน็บจากลมแรงจนอุณหภูมิติดลบ มือหนาวสั่นจนรู้สึกว่ามีเข็มเล็ก ๆ มาทิ่มแทง แต่ความสวยงามของธรรมชาติที่เห็นข้างหน้าเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงจริง ๆ
เชื่อไหมว่าภูเขาแถวนี้แม้จะมีอายุเก่าแก่หลายสิบล้านปี แต่ความเป็นสีรุ้งของภูเขาเริ่มมีคนค้นพบเพียง 10 กว่าปี ในปี 2013 เพราะผลพวงจากปัญหาโลกร้อน


ในอดีตภูเขาแถวนี้ถูกธารน้ำแข็งปกคลุมตลอดทั้งปีมาเป็นเวลานานแสนนาน คนพื้นเมืองทราบดีว่าแถวนี้เป็นแหล่งสะสมธารน้ำแข็งขนาดใหญ่มาตลอด จนเมื่อ 10 กว่าปีมานี้ ธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว จนเผยโฉมพื้นผิวของภูเขามีสีสันงดงามจากริ้วรอยของแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ และบริเวณนี้เมื่อหลาย 10 ล้านปีก่อนเคยเป็นทะเลสาบใหญ่ จึงสะสมตะกอนโคลนหลายยุคหลายสมัยทับถมกันมา ก่อนจะเกิดการผลักดันยกตัวสูงขึ้นเป็นภูเขา
สีต่าง ๆ ของชั้นดินมาจากแร่ธาตุทับถมหลาย ๆ ชั้น อาทิ สีเหลืองมัสตาร์ดเกิดจากแร่กำมะถัน สีเขียวเกิดจากแร่ไพไรต์ สีแดงเกิดจากสนิมเหล็ก สีขาวเกิดจากแร่ควอตซ์หินทราย และสีชมพูเกิดจากดินเหนียวสีแดง
กล่าวกันว่าช่วงเวลาดีที่สุดที่จะมาเยือนภูเขาสายรุ้งแบบท้องฟ้าแจ่มใสตลอดคือประมาณเดือนสิงหาคม เนื่องจากเป็นฤดูแล้งและมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก แต่เรามาช่วงปลายเดือนมีนาคม อากาศหนาวเย็น ก็ต้องมาลุ้นเอาว่าจะได้เห็นหรือไม่ และนับเป็นโชคของเรา เพราะฟ้าเปิดไม่กี่นาที หลังจากนั้นพอเริ่มเดินลง เมฆหมอกพัดมาปกคลุมภูเขาสายรุ้งจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย สงสารนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่ไล่หลังเรามาแทบไม่เห็นอะไรเลย ขณะที่ก่อนหน้าที่เราจะมาไม่กี่วัน หิมะก็ตกหนัก จนนักท่องเที่ยวไม่เห็นอะไรเช่นกัน
ขากลับไกด์บอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานภูเขาบริเวณนี้ที่มีพื้นที่ประมาณ 2,000 กว่าไร่ มีบริษัทเหมืองแร่จากต่างประเทศเคยได้รับสัมปทานจากรัฐบาลไปแล้ว เพราะแถวนี้อุดมด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด และพร้อมที่จะเข้ามาระเบิดภูเขาเพื่อทำเหมืองแร่ แต่สุดท้ายชาวบ้านพากันประท้วงอย่างรุนแรง เพราะกลัวภูเขาจะไม่เหลือ แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้จะหายไป และชาวบ้านท้องถิ่นจะขาดรายได้มหาศาล
สุดท้ายรัฐบาลยอมถอนสัมปทานและประกาศให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติ โดยชาวบ้านมีสิทธิ์ในการปกป้องทรัพยากรของเขา และเวลาก็พิสูจน์ว่าความงดงามของธรรมชาติอาจมีค่าและยั่งยืนมากกว่าการให้สัมปทานทำลายธรรมชาติ
วันนี้ Rainbow Mountain กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้มหาศาลแก่ประเทศและคนท้องถิ่น มีผู้คนแห่ไปเที่ยววันละ 4,000 – 5,000 คน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน ปัจจุบันสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้สร้างรายได้แก่ชุมชนราวปีละหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกรงว่า หากนักท่องเที่ยวมีจำนวนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อภูเขาสายรุ้งแน่นอน
ภูเขาสายรุ้งกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่หลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย อนาคตคนในท้องถิ่นจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร หากปริมาณผู้คนมีผลต่อธรรมชาติแห่งนี้

