ในช่วงเวลาที่เกิดสงครามและความขัดแย้งอย่างรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลให้พื้นที่หลายแห่งของกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านกลายเป็นทะเลเพลิงจากการโจมตีทางอากาศ ชวนให้ผู้เขียนรำลึกถึงเมื่อครั้งหนึ่งเคยไปเยือนนครหลวงของเปอร์เซียในอดีตที่ถูกเผาจนมอดไหม้เป็นทะเลเพลิง
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน หากถามว่าอาณาจักรอันรุ่งเรืองของโลกโบราณยุคนั้นคืออะไร หลายคนอาจจะนึกถึงอาณาจักรกรีก อียิปต์ จีน อินเดีย แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเวลานั้นอาณาจักรเปอร์เซียกำลังรุ่งเรืองสุดขีด

อิหร่าน หรือ เปอร์เซีย เป็นที่ตั้งของอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดินแดนแห่งนี้ก่อตั้งอาณาจักรมานานกว่า 7,000 ปี แต่เกิดเป็นจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อชาวอารยันจากรอบ ๆ เทือกเขาคอเคซัสอพยพลงใต้มุ่งสู่ดินแดนแห่งนี้ และโค่นล้มผู้ปกครองเดิม สถาปนาขึ้นเป็นราชวงศ์อะคีเมนิด โดยมีพระเจ้าไซรัสมหาราชเป็นผู้ก่อตั้งในปี 559 ก่อนคริสตกาล และเป็นช่วงเวลาที่ศาสนาอิสลามยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมา
จากนั้นเป็นต้นมาพระเจ้าไซรัสมหาราชแผ่ขยายอาณาจักรออกไป ครอบคลุมคาบสมุทรบอลข่าน บางส่วนของยุโรปตะวันออก นครรัฐกรีกบางรัฐ เอเชียตะวันตก ดินแดนอนาโตเลีย คาบสมุทรอาระเบีย เอเชียตอนกลาง ดินแดนรอบ ๆ ทะเลสาบแคสเปียน อัฟกานิสถาน ไปถึงแม่น้ำสินธุ จนกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานั้น
ประมาณว่าพื้นที่ราว 40% ของเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่บนพื้นโลกถูกครอบครองโดยจักรวรรดิเปอร์เซีย
พระองค์สถาปนาตัวเองเป็น ‘ราชันแห่งราชันทั้งปวง (King of Kings)’

พระเจ้าไซรัสมหาราชได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์นักปกครองและมีคุณธรรมสูง พระองค์ให้ความเคารพศาสนาความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรมอันแตกต่างของผู้คนในดินแดนที่เอาชนะ ไม่ทำลายทิ้งเหมือนกษัตริย์องค์อื่น ๆ ทรงกระจายอำนาจการปกครองออกไปทั่ว จึงเป็นที่รักของคนทั่วไป และเป็นกษัตริย์องค์เดียวที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่ได้รับการบันทึกในพระคัมภีร์เก่าของศาสนาคริสต์
ในเวลานั้น พระองค์สร้างเมืองแห่งใหม่ขึ้นมา มีนามว่า ‘เปอร์เซโพลิส (Persepolis)’
หลายปีก่อน ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เขียนมีโอกาสมาเยือนเปอร์เซโพลิส ซากเมืองโบราณเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา Kuh-e Rahmat หรือเทือกเขาแห่งความเมตตา บริเวณเมือง Shiraz สร้างขึ้นโดยดำริของพระเจ้าไซรัสมหาราช แต่มาสร้างสำเร็จจนกลายเป็นเมืองหลวงและศูนย์การปกครองแห่งอาณาจักรเปอร์เซียในสมัยพระเจ้าดาริอุสมหาราช และเป็นเมืองหลวงยืนนานกว่า 200 ปี ระหว่างช่วงปี 550 – 330 ก่อนคริสตกาล ก่อนที่จะถูกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเผาทำลาย

เปอร์เซโพลิสเป็นสัญลักษณ์สุดยอดความรุ่งเรืองของเปอร์เซีย แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 2,500 ปี แต่ซากเมืองโบราณยังสะท้อนให้เห็นถึงความสง่างาม ความประณีต และเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย พระองค์ระดมเอาช่างสุดยอดฝีมือจากทั่วราชอาณาจักรมาบรรจงสร้างเมืองแห่งนี้ สรรหาวัสดุดีที่สุดมาจากดินแดนต่าง ๆ ที่เปอร์เซียครอบครอง หรือจากดินแดนที่เข้ามาสวามิภักดิ์ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของราชันแห่งราชันทั้งปวง
กษัตริย์ดาริอุสวางแผนการสร้างมหานคร โดยมีพระราชวังที่ประทับขนาดมหึมา กว้าง 300 เมตร ยาว 455 เมตร โดยมีกำแพงหินสูง 15 เมตรล้อมรอบเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร และเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองของพระองค์ เรียกสถานที่นี้ว่าพระราชวัง Apadana
จากจารึกของพระเจ้าดาริอุสบันทึกไว้ว่า แหล่งที่มาของวัสดุคุณภาพสูงล้วนแต่มาจากแดนไกล อาทิทองคำจากซีเรีย หินแกรนิตจากอียิปต์ แผ่นอิฐจากบาบิโลน

เราเริ่มต้นเดินไปตามทางลาดปูด้วยหิน ก้าวย่างขึ้นไปจนถึงกลุ่มพระราชวัง ผ่านเสาหินขนาดยักษ์ ก่อนจะเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตมโหฬารอันแสดงถึงความยิ่งใหญ่แห่งจักรวรรดิเปอร์เซีย คือพระราชวัง Apadana ทุกวันนี้เห็นร่องรอยของเสาหินยักษ์สูง 20 เมตร หัวเสาสลักเป็นรูปโคคู่ เอกลักษณ์แห่งสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย เป็นท้องพระโรงรับแขกบ้านแขกเมือง แสดงถึงอำนาจการเมืองการปกครองที่ทุกดินแดนต่างยอมสงบให้กับมหาราชองค์นี้

ไม่ไกลจากนั้นคือท้องพระโรงเสาร้อยต้น มีขนาดความกว้าง 70 x 70 เมตร มีเสาหินขนาดสูง 20 เมตรวางเรียงรายนับร้อยเสา ด้านบนสลักเป็นหัวสัตว์รองรับด้วยคานไม้ซีดาร์จากเลบานอน หรือไม้สักจากอินเดีย ใหญ่โตพอจะบรรจุคนได้นับหมื่นคน ตรงกลางมีบัลลังก์ของกษัตริย์ออกว่าราชการหรือต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกลที่มาสวามิภักดิ์

ระหว่างทางบันไดขึ้นท้องพระโรง ด้านหนึ่งสลักเป็นรูปอิริยาบถต่าง ๆ ของขุนนางชาวเปอร์เซียขณะรอรับเสด็จ อีกด้านหนึ่งจะมีภาพสลักหินขนาดใหญ่ของทูตจาก 22 ชาติทั่วจักรวรรดิ เข้าแถวคอยถวายเครื่องราชบรรณาการที่นำมาจากแคว้นตนเอง ภาพสลักเหล่านี้ถูกรักษาไว้ดีเยี่ยม เรายังอดทึ่งไม่ได้ว่าภาพสลักดินเหล่านี้ยังคมชัดมาก เป็นหลักฐานชั้นเลิศที่ระบุรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายของผู้คนในเวลานั้นได้ และบางชนชาติหายสาบสูญไปแล้วในปัจจุบัน อาทิ ชาวลิเดีย ชาวอัสซีเรีย และชาวพาร์เทียน

ภาพแกะสลักผู้คนชาติต่าง ๆ นำของบรรณาการมาถวายจักรพรรดิ เดินทางผ่าน ‘ประตูแห่งทุกชาติพันธุ์’ หรือ ‘Gate of all Nations’ เพื่อมาร่วมเฉลิมฉลองพิธีโนรูซ (Nowruz) เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของเปอร์เซีย โดยมีรากฐานจากศาสนาโซโรอัสเตอร์ หรือลัทธิบูชาไฟของเปอร์เซีย เป็นหลักฐานแสดงความจงรักภักดีต่อมหาอำนาจในเวลานั้น
เป็นที่น่าเสียดายว่า เมืองที่มีอารยธรรมยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเวลานั้น มีอายุเพียง 180 ปี ถูกเผาทำลายอย่างย่อยยับ

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กรีฑาทัพบุกยึดนครแห่งนี้ หลังจากกองทัพกรีกที่มีกำลังพล 40,000 กว่าคนเอาชนะกองทัพนับแสนคนของพระเจ้าดาริอุสที่ 3 แห่งแผ่นดินเปอร์เซีย ในศึกกัวกาเมลา (Guagamela) เมื่อ 334 ปีก่อนคริสตกาลได้ และทำให้อาณาจักรเปอร์เซียล่มสลายในเวลาต่อมา
เพียงแค่ 3 วันหลังจากพระองค์เหยียบเปอร์เซโพลิสก็ได้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงจนมอดไปทั้งเมือง บริเวณท้องพระโรงแห่งหนึ่ง เราเห็นป้ายบอกว่า สันนิษฐานว่าเพลิงได้เริ่มลุกไหม้จากบริเวณนี้
หลักฐานทางโบราณคดีพบว่า พระราชวังหลายแห่งมีร่องรอยไฟไหม้จริง สิ่งก่อสร้างหินยังคงอยู่ แต่หลังคาไม้ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากไม้ซีดาร์ถูกเผาหมดสิ้น
มีทฤษฎีหลากหลายว่า ทำไมพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ถึงเผาพระราชวังและเมืองอันงดงามแห่งนี้อย่างราบคาบ
นักโบราณคดีบางคนสันนิษฐานว่าพระองค์บัญชาให้เผาเมือง ถือเป็นการล้างแค้นที่กองทัพเปอร์เซียของพระเจ้าเซอร์เซสมหาราชกรีฑาทัพบุกยึดนครเอเธนส์และก็ได้เผาเมือง ทำลายวิหารพาร์เธนอน ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของชาวเอเธนส์ ในสงครามเปอร์เซีย-กรีก เมื่อประมาณ 150 ปีก่อน

ขณะที่นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่า พระองค์เผาเมืองเพื่อเป็นการแสดงว่าจักรวรรดิเปอร์เซียสิ้นสุดแล้ว และป้องกันไม่ให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์ต่อต้านจักรวรรดิกรีกอีกต่อไป
บางตำนานก็บันทึกว่า ระหว่างงานเลี้ยงฉลองชัยที่ยึดนครหลวงได้ ผู้คนในกองทัพพากันเมามายอย่างหนัก มีหญิงสาวชื่อธาอีส เสนอว่าควรเผาพระราชวังเพื่อแก้แค้นเปอร์เซีย พระเจ้าอเล็กซานเดอร์พร้อมกับทหารกรีกผู้เมามายจำนวนมากเห็นด้วย จึงพากันเดินถือคบเพลิงไปเผาพระราชวังแห่งนี้
“กษัตริย์เป็นคนแรกที่ขว้างคบเพลิงใส่พระราชวัง จากนั้นแขก คนรับใช้ ก็ขว้างคบเพลิงตาม พระราชวังส่วนใหญ่สร้างขึ้นด้วยไม้ซีดาร์จึงลุกไหม้อย่างรวดเร็วและลุกลามไปทั่ว เมื่อกองทัพซึ่งตั้งค่ายอยู่ไม่ไกลจากเมืองเห็นไฟไหม้โดยคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ พวกเขาจึงรีบไปช่วยเหลือ แต่เมื่อพวกเขามาถึงห้องโถงของพระราชวัง เห็นกษัตริย์กําลังเผา พวกเขาจึงทิ้งถังน้ำที่เตรียมมา และเริ่มโยนฟืนแห้งใส่อาคารที่กําลังลุกไหม้เช่นกัน”

หลังจากนั้น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มีบัญชาให้ขนเอาทรัพย์สมบัติของกษัตริย์เปอร์เซียออกไป โดย Diodorus Siculus นักประวัติศาสตร์โบราณชาวกรีกบันทึกว่าพระองค์ยึดทองและเงินได้ประมาณ 120,000 Talents หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 3,000 – 3,500 ตัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันหลายแสนล้านดอลลาร์ฯ โดยใช้อูฐประมาณ 5,000 ตัว ล่อหรือม้า 10,000 – 20,000 ตัว เพื่อขนสมบัติไปยังจักรวรรดิกรีก
จากนั้นเป็นต้นมา นครแห่งนี้ถูกทิ้งรกร้างมานานหลายพันปี จนกระทั่งในปี 1930 อองเดร โกดาร์ด (Andre Godard) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสทำการขุดสำรวจเป็นคนแรก จากเสียงร่ำลือมานานถึงความงดงามอลังการของสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์แห่งนี้ และมีการขุดสำรวจต่อเนื่องกันมายาวนาน จนกระทั่งองค์การยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1979
ประวัติศาสตร์ 2,000 กว่าปีของเปอร์เซียต่อมา ศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่และกลายเป็นศาสนาประจำชาติ อาณาจักรแห่งนี้มีทั้งยุครุ่งเรืองและเสื่อมโทรม โดยเฉพาะในช่วงหลังเมื่อมหาอำนาจตะวันตกเริ่มเข้ามาล่าอาณานิคมในเอเชียและแอฟริกา

ซากอารยธรรมเก่าแก่แห่งนี้พิสูจน์ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ เจริญรุ่งเรื่องและเสื่อมสภาพเป็นของคู่กันเสมอ
อารยธรรมของอิหร่านในปัจจุบันกำลังถูกพิสูจน์จากความโหดร้ายของสงคราม และคงต้องติดตามดูต่อไปอย่างไม่กะพริบตา
