7 สิงหาคม 2024
1 K

ใน ปี 2016 ประเทศไทยได้ทำข้อตกลงกับนานาชาติจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าจะร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับกลับคืน ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

ทุกวันนี้ภาคการขนส่งไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) กว่าร้อยละ 30 ของการปล่อยก๊าซในภาพรวม โดยร้อยละ 87 คือการขนส่งทางถนน

แนวทางสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาลไทยในการลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คือสนับสนุนให้ผู้คนใช้รถไฟฟ้าแทนที่รถน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่น่าแปลกใจคือมองข้ามรถจักรยานเป็นทางเลือกในการคมนาคม ทั้งที่เมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญกับจักรยานมาตลอด 

นอกจากนั้น คณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ของสหประชาชาติได้ยอมรับว่า โครงการที่เพิ่มการใช้จักรยานแทนยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลคำนวณมาเป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว จากตัวเลขของการปล่อยก๊าซคาร์บอนของรถยนต์ 1 คันอยู่ที่ 271 กรัมต่อกิโลเมตร และการขี่จักรยานแทบจะปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาน้อยมาก 

ขณะที่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ไม่มีการเอ่ยถึงจักรยานเลย

หลายสิบปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองมักจะมีนโยบายทางจักรยานในช่วงหาเสียง แต่ความเป็นจริงเป็นแค่ลมปาก เมื่อเป็นรัฐบาลก็แทบจะไม่ได้ให้ความสำคัญเลย

ปัญหาโลกเดือดที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอย่างน่ากลัว ทางจักรยานกลับได้รับการส่งเสริมมากขึ้นในต่างประเทศ เพราะดูจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว 

ตัวอย่างการใช้จักรยานในกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งติดอันดับต้น ๆ ของมหานครที่ใช้จักรยานเพื่อการเดินทาง 

พระราชบัญญัติสภาพภูมิอากาศของเดนมาร์กปี 2020 ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 70% ในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับของปี 1990 และจะเปลี่ยนไปสู่ความเป็นกลางคาร์บอนภายในปี 2050 ให้สำเร็จ โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง คือจักรยาน

 ผู้เขียนเคยเช่าจักรยานขี่ไปในเมืองหลวงของประเทศเดนมาร์กแห่งนี้ซึ่งกลายเป็นเมืองที่มีผู้ใช้จักรยานมากที่สุดในโลก กล่าวคือ ทุก ๆ วันประชากรของกรุงโคเปนเฮเกนประมาณ 5 แสนกว่าคนขี่จักรยานไปทำงาน เรียนหนังสือ จ่ายกับข้าว ไปดูหนัง ดูคอนเสิร์ต ฯลฯ

พวกเขาขี่จักรยานเพื่อใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่ขี่เที่ยวเล่นแบบชิลล์ ๆ แต่เป็นพาหนะคู่ใจ ขี่กันจนกลายเป็นชีวิตประจำวันทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนทำงาน นักธุรกิจ นักการเมือง รัฐมนตรี แม่บ้าน ทหาร ตำรวจ ฯลฯ

แม้กระทั่งรัฐมนตรีของประเทศเดนมาร์กก็มักขี่จักรยานเป็นเรื่องปกติในการเดินทาง ไม่ต้องมีรถนับสิบคันคอยนำขบวนหรืออารักขา

ทุกวันนี้ชาวเดนมาร์กขี่จักรยานเป็นระยะทางรวมกัน 8 ล้านกิโลเมตรต่อวัน

40% ของการขี่จักรยานเป็นการเดินทางไปทำงานและไปโรงเรียน 35% ขี่เที่ยวเล่นพักผ่อน 25% 

30 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเดนมาร์กสร้างแรงจูงใจให้คนเมืองหันมาใช้จักรยานและขนส่งมวลชนแทนการใช้รถส่วนตัว โดยการเก็บภาษีรถยนต์ในราคามหาโหด รวมถึงค่าจอดรถก็แพงไม่แพ้กัน ทำให้คนเดนมาร์กไม่มีกำลังซื้อรถส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกในการสร้างระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าและทางจักรยานมากมาย

ความกว้างของถนนบางสายอาจจะแคบกว่าทางจักรยานหรือฟุตพาทด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับทางจักรยานและการเดินเท้ามากกว่าทางรถยนต์

เลนจักรยานแห่งแรกในกรุงโคเปนเฮเกนสร้างขึ้นในปี 1892 และจากแผนยุทธศาสตร์ด้านจักรยาน (Bicycle Strategy 2011 – 2025) ทำให้ปัจจุบันเมืองหลวงแห่งนี้มีเลนจักรยานระยะทาง 385 กิโลเมตรขณะที่เครือข่ายเส้นทางจักรยานระดับชาติครอบคลุมระยะทาง 4,770 กิโลเมตรทั่วทั้งประเทศเดนมาร์ก

เทศบาลกรุงโคเปนเฮเกนทุ่มเงินเกือบ 2,000 ล้านบาท สร้างทางจักรยานเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหรือรถสาธารณะ คนนอกเมืองก็เอารถจักรยานขึ้นรถไฟหรือรถไฟฟ้ามาลงในเมืองและขี่จักรยานต่อไปได้ ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น และการจราจรปลอดภัยมากขึ้นสำหรับคนขี่จักรยาน ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้คนเมืองทิ้งรถเก๋งออกมาขี่จักรยานกันมากขึ้น และบรรดาพนักงานเทศบาลรู้ดีว่า หากวันไหนหิมะตกหนัก ให้เก็บกวาดหิมะบนทางจักรยานก่อนถนน

ทุกวันนี้จึงมีชาวโคเปนเฮเกนเพียง 30% ที่ใช้รถส่วนตัว ที่เหลือใช้ระบบขนส่งมวลชนและจักรยาน และทางเทศบาลกรุงโคเปนเฮเกนคาดการณ์ว่า อีก 5 ปีข้างหน้าจำนวนคนขี่จักรยานจะพุ่งไป 50%

ปีที่ผ่านมารัฐบาลเดนมาร์กประกาศทุ่มเงิน 3,000 กว่าล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางจักรยานเพิ่มขึ้น

มองไปที่มหานครแห่งอื่น ชาวนิวยอร์กใช้จักรยานเพิ่มสูงขึ้นถึง 26% เทศบาลกรุงนิวยอร์กสร้างช่องทางจักรยานเพิ่มขึ้นอีก 300 กว่ากิโลเมตร และเปลี่ยนอาคารที่จอดรถให้เป็นสวนสาธารณะ

ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนขี่จักรยาน เป็นประเทศที่มีจำนวนจักรยานพอ ๆ กับจำนวนประชากรคือประมาณ 17 ล้านคัน และได้รับการยกย่องว่ามีทางจักรยานสวยและปลอดภัยที่สุด และแต่ละปีปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนก็เพิ่มมากขึ้น ไปที่ไหนก็มีแต่คนขี่จักรยาน คนที่นั่นอาศัยการเดินทางจากระบบขนส่งมวลชน รถจักรยาน ส่วนรถเก๋งส่วนตัวนั้นเป็นของฟุ่มเฟือย เพราะราคาและภาษีรถแพงมาก

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็สร้างทางจักรยานอย่างดี ปลอดภัย ออกแบบทางจักรยานให้เชื่อมต่อกันได้ ไม่ใช่มีแค่ตีเส้นแถบสีบนฟุตพาทหรือทางจักรยานสีเขียวริมถนนบางสายกลายเป็นที่จอดรถอย่างใน กทม.

ผลที่ตามมา คือเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีอากาศดีแห่งหนึ่ง ไม่มีปัญหาการจราจรติดขัด สุขภาพจิตของผู้คนก็ดีขึ้น และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นดินแดนของคนอายุยืน เป็นประเทศที่มีจำนวนคนสูงอายุมากที่สุดในโลก

ในกรุงลอนดอนซึ่งทางการพยายามสร้างแรงจูงใจให้รถจักรยานเป็นทางเลือกในการคมนาคม เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ออกกฎว่า หากใครจะขับรถยนต์เข้าไปย่านกลางเมือง จะต้องเสียค่าผ่านทางราคาแพง ผลคือปริมาณรถยนต์ลดลงและปริมาณรถจักรยานเพิ่มขึ้น

แม้กระทั่งเมืองที่เคยเต็มไปด้วยมาเฟีย ยาเสพติด อาชญากรรม มลพิษและความเหลื่อมล้ำของทางสังคมระหว่างคนจนกับคนรวย อย่างโบโกตา เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย จนเมื่อนายกเทศมนตรีริเริ่มสร้างทางจักรยาน นำจักรยานเข้ามาเป็นกลไกขับเคลื่อนในการเปลี่ยนเมือง ทุกวันนี้โบโกตากลายเป็นเมืองจักรยานลำดับต้น ๆ ของโลก โดยเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยจักรยานเป็น 9% ของการเดินทาง 10 ล้านเที่ยวต่อวัน และมีทางจักรยาน 540 กิโลเมตร 

ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ซึ่งติดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกมาโดยตลอด 10 ปี มีการวิจัยพบว่าการเดินทางด้วยจักรยานในเมืองแวนคูเวอร์เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายรวดเร็วที่สุด เร็วกว่ารถยนต์หรือรถโดยสารเสียอีก อัตราการใช้จักรยานจึงเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ชาวเมืองเกือบแสนคนจากประชากร 6 แสนกว่าคนขี่จักรยานไปทำงาน และทางการได้ออกแบบทางจักรยานระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตรเฉพาะในตัวเมือง เพื่อรองรับการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทางผู้บริหารเมืองแวนคูเวอร์ร่างแผนแม่บทระบบการจราจรในเมืองว่าจะให้ความสำคัญกับการเดินทางด้วยจักรยานเป็นหลัก ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล จึงวางแผนตัดถนนที่มีเลนจักรยาน การเชื่อมเส้นทางโครงข่ายของถนนที่มีเลนจักรยาน เพื่อสะดวกต่อการขี่จักรยาน การกระตุ้นการวางแผนประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนหันมาสนใจขี่จักรยานเพื่อการเดินทาง และการเข้มงวดทางกฎหมายกับผู้ที่ละเมิดสิทธิ์ของผู้ใช้จักรยาน

ทุกวันนี้เมืองใหญ่หลายเมืองเปิดพื้นที่บนถนนทำทางจักรยานด้วยหลักความเท่าเทียมกัน ถนนไม่ได้มีไว้ให้เฉพาะรถ 4 ล้อหรือมอเตอร์ไซค์อย่างเดียว คนขี่จักรยานก็มีสิทธิ์ใช้ด้วย มีเลนจักรยานที่ปลอดภัยมากขึ้น เชื่อมโยงทางจักรยานเข้ากับระบบขนส่งมวลชน ดึงดูดให้คนทั่วไปใช้จักรยานเพื่อการเดินทางไปทำงาน ไปซื้อของกันมากขึ้น

ปริมาณคนขี่จักรยานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเมืองใหญ่ มหานครหลายแห่งในยุโรปเริ่มพบว่าปริมาณการสั่งซื้อน้ำมันจากภายนอกลดลง ลดการใช้เงินตราลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดปัญหาโลกร้อน ที่จอดรถหลายแห่งร้างจนต้องทุบทิ้งสร้างเป็นสวนสาธารณะ อากาศดีขึ้น ผู้คนได้ออกกำลังกายจากการขี่จักรยาน สุขภาพดีขึ้น ทำให้ยอดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนลดลงทันที การจราจรลื่นไหล ไปถึงที่หมายได้รวดเร็วทันใจ และเมืองเหล่านี้ก็ขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง

ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีประชากร 10 ล้านคน รถยนต์ 11.7 ล้านคัน หากรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะให้คนกรุงประมาณ 10% หันมาขี่จักรยาน โดยการสร้างทางจักรยาน สร้างระบบการจราจรที่ปลอดภัยสำหรับจักรยาน สร้างทางเชื่อมจักรยานกับระบบขนส่งมวลชนอย่างทั่วถึง คนเมืองจำนวนมากคงอยากขี่จักรยานไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หากได้หลักประกันว่าทางจักรยานจะปลอดภัยจากอุบัติเหตุ

ในปี 2022 เว็บไซต์ INRIX วิเคราะห์ว่า คนกรุงเทพฯ 1 คนเสียเวลาเดินทางบนท้องถนนเฉลี่ยมากถึง 67 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย

จักรยานจึงน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญหรือคานงัดที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหลายอย่าง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ ลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศจากน้ำมัน แก้ปัญหาการจราจร และยังได้สุขภาพที่แข็งแรงกลับคืนมา แต่แน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านจากความเคยชินของผู้คนใช้รถยนต์ไปใช้จักรยานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจและใช้เวลานานพอควร แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่าในระยะยาว

เมื่อ 10 ปีก่อน ภาคประชาชนเคยรณรงค์ให้รัฐบาลสร้างทางจักรยานเพื่อให้จักรยานเป็นทางเลือกในการเดินทางอย่างกว้างขวาง แต่เสียดายที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร 

แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกเดือดเต็มตัวแล้ว อยู่ที่รัฐบาลและพรรคการเมืองกล้าหาญพอจะเปลี่ยนแปลงอะไรไหม

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว