ในยุคนี้ ผู้คนมักจะพูดถึงความไม่โรแมนติกของเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ทำให้ผู้คนครองโสดและประสบปัญหาความเหงากัดกินกันไปทั่ว จนพระแม่ลักษมีไม่เคยได้มีวันหยุดกับเขาเลย
แท้จริงแล้วความโสดเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริงหรือ มนุษย์อยากมีแฟนเพราะ ‘อยากมี’ อย่างเดียวจริง ๆ หรือเพราะเมืองที่อาศัยอยู่ไม่อนุญาตให้เราเป็นโสดอย่างสงบสุขกันแน่
เมียงเมืองครั้งนี้จะพาไปสำรวจวิถีมนุษย์ยุคใหม่ที่มีคู่ครองกันน้อยลง สำรวจความยากลำบากในการอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่ และเสนอความคิดการพัฒนาเมืองคนโสดที่ว่า จะทำอย่างไรให้เมืองรองรับผู้คนทุกสถานะหัวใจได้

ทุกวันนี้สังคมทั่วโลกมีคนโสดมากขึ้น บางคนกำลังอยู่ระหว่างตามหาคนที่ใช่ บางคนเจอแล้วแต่เลือกที่จะแต่งงานช้าลง บางคนเลือกให้ความสำคัญกับการทำงานมากกว่าความรัก บางคนให้คุณค่ากับชีวิตอิสระที่ไม่ได้ผูกมัดกับใคร บางคนก็ไม่ได้ฝักใฝ่ความสัมพันธ์แบบโรแมนติก
แต่การอาศัยอยู่คนเดียวหรือเมืองคนโสดก็นำมาซึ่งความท้าทายหลายอย่างตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยที่สูง หากอยากเช่าคอนโดเล็ก ๆ ให้เดินทางไปสะดวกก็ไม่มีใครช่วยหารค่าห้อง ทั้งยังอาจจะมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้หญิงที่อาศัยอยู่คนเดียว ทั้งนี้ คนโสดอาจรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะขาดการเชื่อมต่อทางสังคมด้วย
Charles Montgomery นักผังเมืองและนักเขียนชาวแคนาดาเองก็กล่าวในหนังสือ Happy City ไว้ว่า แนวคิดพื้นฐานของการออกแบบเมืองโดยทั่วไปต่างก็มีครอบครัวเป็นเป้าหมายหลัก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบ้านเดี่ยว พื้นที่ในเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกในชุมชน รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วยสังคมมองว่า Nuclear Family หรือครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อ-แม่-ลูก เป็นหน่วยพื้นฐานของสังคม
แม้การออกแบบเมืองทุกวันนี้จะเอื้อต่อคนโสดมากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ในภาพรวมแล้วกลับยังไม่เพียงพอให้รู้สึกได้รับการเติมเต็มอยู่ดี

แล้วเมืองแบบไหนที่คนโสดจะอยู่ได้ดี
อย่างแรกที่ต้องพูดถึง คือการคำนึงถึงความปลอดภัย
เมืองจะต้องมีการวางผังให้มีมุมอับให้น้อย มีไฟส่องสว่างเพียงพอ มีขนส่งสาธารณะที่ทั่วถึงและเชื่อถือได้ หากจำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านคนเดียวตอนกลางดึก (ซึ่งหลายคนต้องเผชิญกับความจำเป็นนั้นแทบทุกวัน) ก็เดินทางได้โดยไม่ต้องกังวลจนเกินไป
อย่างถัดมา เมืองจะต้องพิจารณาความต้องการของคนโสดมากขึ้น เช่น ที่พักขนาดเล็กที่ปลอดภัยในราคาที่คน 1 คนจ่ายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนมีฐานะดีมากนัก
หรือแม้แต่พื้นที่อยู่อาศัยแบบแชร์ (Co-living Space) ที่แต่ละคนมีพื้นที่ส่วนตัวและใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนโสด เพราะได้อยู่ในพื้นที่ที่มีบริเวณกว่าห้องคอนโดเล็ก ๆ ทำกิจกรรมหลายอย่างร่วมกับเพื่อนร่วมบ้านได้ แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยได้ และอาจปลอดภัยกว่าอยู่คนเดียว

ในด้านการทำงาน อาจหมายถึงพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-working Space) ตามมุมเมืองต่าง ๆ อย่างเพียงพอ ที่นอกจากจะเป็นพื้นที่ที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการทำงาน ยังส่งเสริมการเข้าสังคมของมนุษย์ ทั้งในทางการทำงานและความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในหลายประเด็นที่กล่าวมา นอกจากจะทำให้การใช้ชีวิตโสดราบรื่นขึ้น สะดวกขึ้น ยังทำให้ความเหงาที่มีลดน้อยลงด้วย ทุกวันนี้เราพูดไม่ได้เลยว่า ‘ความเหงา’ เป็นปัญหาของใครของมันหรือของปัจเจกชนในสังคม เมื่อเมืองใหญ่ที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่นกลับทำให้คนขาดการเชื่อมต่อกับคนอื่น นำมาซึ่งความเหงาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตที่แย่ลงของคนเมือง
นอกจากนี้ เมืองยังออกแบบพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมการพบปะสังสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ลานกิจกรรม ลานกีฬา ทางเดินเท้า สวนสาธารณะ ยิ่งมีพื้นที่สีเขียวที่สวยงามมากขึ้น อาจช่วยให้ผู้คนอยากใช้เวลาในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น
นึกภาพเราเปิดประตูไปเจอกับละแวกบ้านที่เดินสะดวก มีสวนสาธารณะบรรยากาศร่มรื่นในระยะที่ยังไม่ทันเมื่อยเท้า มีลานที่รองรับการทำกิจกรรมมากกว่าอยู่ในบ้าน แค่นี้ก็คุ้มที่จะออกไปเจอคนแล้ว
จากนั้นเราอาจจะต้องคิดถึงกิจกรรมที่เอื้อต่อการพบปะในชุมชน เพราะพื้นที่ทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ซึ่งกิจกรรมในเมืองก็ต้องมีความหลากหลายมากพอสำหรับผู้คนหลายแบบในสังคมด้วย
เมื่อมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ความเหงาก็อาจลดน้อยลง และหลังจากนั้นจะเลือกพัฒนาความสัมพันธ์แบบโรแมนติกหรือไม่ก็สุดแล้วแต่คน (แต่ขอให้มันเป็นตัวเลือกแทนที่จะเป็นไฟลต์บังคับเถอะ)
ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแนวคิดลอย ๆ เท่านั้น แต่รัฐทำให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วยการพัฒนาทางกายภาพ พื้นที่ต่าง ๆ ในเมือง ส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมที่หลากหลาย หรือพัฒนานโยบายที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง
มากไปกว่านั้น หากการเป็นโสดหมายถึงความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจหรือการไม่มีสมาชิกในครอบครัวช่วยสนับสนุนด้านสุขภาพ ไม่ว่าทางการเงินหรือการดูแล รัฐก็ต้องให้ความสำคัญกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้เช่นกัน
ซึ่งสำหรับผู้เขียนแล้ว ต่อให้เป็นคนที่มีคู่ชีวิต ความไม่แน่นอนของชีวิตก็อาจกลายเป็นคนโสดได้ทุกเมื่อ ความกังวลของคนโสดจึงเป็นเรื่องไม่ไกลตัวทุกคนเลย


รูปแบบครอบครัวทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน ด้วยค่านิยมเดิม ๆ ถูกแทนที่ด้วยสิทธิมนุษยชนที่เป็นสากล ใครจะแต่งงานมีลูกก็ได้ แต่งงานแต่ไม่มีลูกก็ได้ แต่งงานกับเพศใดก็ได้ หรือแม้แต่ตัดสินใจเป็นโสดก็ยังได้
นอกจากนี้ จากแต่ก่อนที่คนมองว่าการเป็นครอบครัวกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าเป็นโสด ปัจจุบันหลายงานวิจัย รวมถึงข้อเขียนของ Eric Klinenberg ในหนังสือ Going Solo: The Extraordinary Rise and Surprising Appeal of Living Alone ก็ยืนยันว่า คนโสดมีบทบาทในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองในหลายด้าน

เช่น คนโสดมีแนวโน้มใช้จ่ายกับร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ โรงภาพยนตร์ หรือกิจกรรมสันทนาการและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ มากกว่าคนที่แต่งงานแล้ว คนโสดมีความต้องการที่อยู่อาศัยสูง และนิยมอยู่ในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง จึงเกิดความต้องการธุรกิจขนาดเล็กอย่างร้านค้าท้องถิ่น ทั้งนี้ยังมักจะเลือกอาศัยในพื้นที่ที่เดินถึงกันง่ายและใช้ขนส่งสาธารณะ จึงช่วยกระตุ้นธุรกิจริมถนนเป็นอย่างดี
ถ้าคนโสดช่วยเมืองได้ แล้วเมืองล่ะ ช่วยคนโสดหรือยัง
จริง ๆ แล้ว คนโสดอาจไม่จำเป็นต้องเหงาขนาดนั้นหรืออยู่ยากขนาดนั้นก็ได้นะ ถ้าเมืองดี

ข้อมูลอ้างอิง
- หนังสือ Happy City
- หนังสือ Going Solo: The Extraordinary Rise and Surprising Appeal of Living Alone
- www.tomorrow.city/singles-urban-planning-cities-fewer-couples-families
- happycities.com/blog/should-we-design-cities-for-loneliness
- www.cnu.org/publicsquare
- www.tandfonline.com/doi/full
