8 กันยายน 2025
2 K

สำหรับทุกคน กรุงเทพฯ หน้าตาแบบไหน

นอกเหนือจากห้างหรูหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ราคาแพง ถ้าสังเกตสักนิด แม้เพียงนิดเดียว ก็จะเห็นว่าเมืองหลวงของเรามีผู้คนไม่น้อยที่ยังประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย 

ตั้งแต่ไม่มีบ้านอยู่ มีที่อยู่แต่ไม่มั่นคง ไม่ใช่บ้านของตัวเอง มีบ้านอยู่แต่สมาชิกในบ้านเยอะจนเบียดเสียด มีบ้านอยู่แต่สุขลักษณะของบ้านไม่ดี สิ่งแวดล้อมในชุมชนไม่ดี อันตราย หรือที่ดินกำลังจะถูกนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขปัญหาด้วยที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยจึงสำคัญมาก

จากจุดเริ่มต้นเมื่อมีการเริ่มตั้งการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2516 จนถึงทุกวันนี้ องค์กรและภาคีต่าง ๆ ในประเทศไทยมีความพยายามในการผลักดันเรื่องนี้มากว่า 52 ปีแล้ว มีหลายพื้นที่ที่ได้รับการแก้ไข หลายครอบครัวได้ลืมตาอ้าปาก หากก็มีหลายที่ที่ยังคงรอคอยการพัฒนา

ที่ผ่านมาสถานการณ์ในการพัฒนาเป็นอย่างไรบ้าง คนทำงานกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน และส่วนไหนที่ควรจะพัฒนาต่อไปอีก เราคิดว่าไม่มีใครเล่าได้ดีไปกว่า เขียว-สมสุข บุญญะบัญชา ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานอนุกรรมการโครงการบ้านมั่นคง ที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และ ประธานมูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย (Asian Coalition for Housing Rights : ACHR)

พี่เขียวเริ่มทำงานด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยจากในกรุงเทพฯ จนปัจจุบันขยายไปแก้ไขปัญหาต่อในพื้นที่ชนบทหลากหลายจังหวัดทั่วไทยและประเทศในเอเชีย

ระบบชีวิตและจิตวิญญาณ

เราพบพี่เขียวหลังจากเรียนจบใหม่ ช่วงที่ได้ไปทำงานเป็นสถาปนิกชุมชนช่วงสั้น ๆ ราว 1 ปีที่ พอช. พี่เขียวเป็นเหมือนผู้ใหญ่ที่เป็นหลักทางแนวคิดให้กับสำนักงาน เธอมีบทบาทในการตัดสินใจลงมือทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย จะเรียกเธอว่าเป็นหางเสือ ตัวหลักหนึ่งในวงการการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยมาเกือบ 50 ปีเลยก็ได้

พี่เขียวเรียนจบจากภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเข้าทำงานที่การเคหะแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2519 รวมถึงทำงานกับต่างประเทศไปด้วย จากนั้นจึงจากประเทศไทยไปเรียนต่อวิชา Urbanization ที่เดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาทำงานด้านที่อยู่อาศัยในประเทศไทยต่อ

เมื่อถามพี่เขียวว่า ยุคนั้นมีคนเรียนจบตรงสายจากยุโรปเพื่อมาทำงานอย่างนี้เยอะไหม พี่เขียวก็ตอบว่า มีหลายคน แต่คนที่ไปเรียนที่เดนมาร์กมีอยู่ 3 คน นอกจากเธอแล้วก็มีชาวการเคหะฯ อีก 1 คนที่เสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นก็มีอีกคนที่เดินทางไปเรียนหลังจากพี่เขียว

“สิ่งที่น่าสนใจมากในการไปเรียนที่เดนมาร์กก็คือการได้เปิดโลกทัศน์ เราเจอกับแนวคิดเรื่อง Collective Housing หรือ Cooperative Housing ที่เขาทำกันอย่างจริงจังและแพร่หลายมาก” พี่เขียวเล่าถึงต้นทางแรงบันดาลใจของแนวคิดการทำงาน

รูปแบบที่อยู่อาศัยแบบนี้เน้น ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนระบบไปจนถึงกระบวนการสร้าง ทำให้เธอเห็นภาพใหม่ ๆ ของการออกแบบระบบการอยู่อาศัยที่เชื่อมโยงกับสังคม และระบบนี้ที่เดนมาร์กก็ทำให้คนจน คนรวย เมือง และชนบท ทุก ๆ อย่างอยู่ร่วมกันได้

Urbanplanen, Social Housing Complex ประเทศเดนมาร์ก

พี่เขียวบอกว่า การได้เรียนรู้แนวคิดนี้ทำให้เธอหลงใหลและประทับใจเป็นอย่างมาก 

มากเสียจนรู้สึกถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตตอนนั้นเลย

“ตอนนั้นประเทศที่เด่นเรื่อง Housing Studies ในยุโรปมีอยู่ไม่กี่ประเทศ เช่น อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และเดนมาร์ก ซึ่งเดนมาร์กอาจจะเล็กกว่า แต่เป็นสังคมประชาธิปไตยและเขามีทุนให้เรียนฟรี เราเลยเลือกไปเรียนที่นั่น และพบว่ามันคุ้มค่ามาก”

พี่เขียวเล่าให้เราฟังถึงการเรียนการสอนของเดนมาร์กที่แตกต่างจากที่อื่น โดยเริ่มสอนตั้งแต่ทฤษฎีมาร์กซิสม์ โครงสร้างอำนาจ ความหมายของ Housing ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค การออกแบบ การก่อสร้าง การทำให้กำไรหรือคุ้มทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโคงสร้างเศรษฐกิจสังคมการเมือง และเป็นเรื่อง ‘ระบบชีวิต’ (Living System)

ที่อยู่อาศัยคือปัจจัย 4 ที่เชื่อมโยงกับครอบครัว ความมั่นคง สิทธิมนุษย์ และศาสนา หากจะมี Living System ที่มั่นคง ก็ต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างคน มีระบบจัดการร่วมกันว่าจะใช้ชีวิตยังไง ดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุยังไง จะจัดการสิ่งแวดล้อมยังไง 

นี่เป็นเรื่องของ ‘พลังอำนาจ’ ของคนที่อยู่ในบ้าน อยู่ในที่อยู่อาศัยเดียวกันที่จะจัดการให้เกิดระบบชีวิตที่ดี ทั้งในระดับครอบครัว สังคม และโลกภายนอก

“พูดง่าย ๆ คือที่อยู่อาศัยไม่ใช่แค่รูปร่างของบ้าน แต่มีจิตวิญญาณของคนที่อยู่ในนั้น เป็นเรื่องของอิสรภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์” พี่เขียวว่า “เขามีเลกเชอร์เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ การอยู่ร่วมกัน และความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่าง Power Relations ที่สอนให้เราเข้าใจว่าที่อยู่อาศัยควรเป็นของใครด้วย มันเป็นเรื่องที่ลึกและมีคุณค่าทางสังคมมาก”

ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยในประเทศเดนมาร์ก

เมื่อมีคนจำนวนหนึ่งไปร่ำเรียนวิชาจากยุโรป แล้วกลับมาทำงานต่อที่ประเทศไทย แนวคิดเหล่านี้ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทผสมผสานกับความรู้และความจริงในการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ทว่าการเปลี่ยนแปลงในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

ไม่ง่ายที่ผู้มีอำนาจจะคล้อยตาม ไม่ง่ายที่จะมีงบมาทำงานตามที่ใจคิด ไม่ง่ายที่จะสร้างระบบมาขับเคลื่อนได้

การทำงานในเส้นทางนี้จึงไม่ต่างจากการต่อสู้สวนกระแสแนวคิดที่เป็นอยู่

พี่เขียวทำงานอยู่ที่การเคหะฯ จนถึง พ.ศ. 2535 และมีคนชักชวนให้เข้าทำงานที่องค์กรแนวคิดใหม่อย่าง พชม. ซึ่งกลายเป็น พอช. ในเวลาต่อมา

คนต้องมีที่อยู่ เหมือนนกที่ต้องมีรัง

แท้จริงแล้ว ปัญหาที่อยู่อาศัยเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร – นี่เป็นคำถามที่เราสงสัย และถามพี่เขียวเป็นคำถามแรก ๆ

ผู้เชี่ยวชาญอย่างพี่เขียวมองว่า ปัญหาที่อยู่อาศัยนั้นมักจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อกระบวนการ Urbanization (การกลายเป็นเมือง การขยายตัวของเมือง) เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

เมื่อเมืองขยายตัว เศรษฐกิจเริ่มรวมศูนย์ เกิดความเหลื่อมล้ำ ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น ค่าแรงในเมืองสูงกว่าชนบท คนจึงย้ายเข้ามาหาโอกาสการทำงานในเมืองมากขึ้น ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือเมืองไม่ได้เตรียมที่อยู่อาศัยไว้รองรับคนเหล่านี้อย่างเพียงพอเลย

“คนต้องหาที่อยู่ เหมือนนกที่ต้องหารัง ใครมีทุนหน่อยก็เช่าบ้านได้ ใครเงินน้อยก็ไปขอเช่าห้องหรือปลูกบ้านในพื้นที่ทิ้งว่างใกล้แหล่งงานที่จะหาได้ พอรัฐไม่ได้วางแผนจัดที่อยู่ให้ก็เกิดสลัมขึ้นตามธรรมชาติ”

สำหรับพี่เขียว นี่คือ ‘ความไม่ลงตัวของการเกิดเมือง’

แฟลตดินแดง

ด้วยเหตุที่เกิดปัญหานี้อย่างกว้างขวาง ใน พ.ศ. 2516 จึงมีการก่อตั้งองค์กรการเคหะแห่งชาติ แล้ว Low-income Housing หรือโครงการที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยแห่งแรกในประเทศไทย อย่าง ‘แฟลตดินแดง’ ก็ถือกำเนิดขึ้น

ในตอนนั้นมีการรื้อสลัมบางแห่ง แล้วย้ายผู้คนมาอยู่ในแฟลตซึ่งโมเดลคล้ายคลึงกับหลายประเทศในเอเชียอย่างสิงคโปร์ แต่โมเดลของแฟลตดินแดงยังเรียกได้ว่าไม่ค่อยยั่งยืนนัก เพราะมีผู้อยู่อาศัยหลายคนในแฟลตขายสิทธิ์แล้วย้ายกลับไปอยู่ในสลัมเช่นเดิม 

ประกอบกับการเป็นโมเดลแบบสิงคโปร์ที่หลายอย่างไม่เข้ากับบริบทไทย เช่น สิงคโปร์เป็นประเทศบนเกาะ มีพื้นที่จำกัด การที่ออกแบบมาแล้วมีรูปแบบหลากหลายกว่าแฟลตของไทย และสุดท้ายคือความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ของผู้คนที่ต่างจากประเทศไทย

การขับเคลื่อนด้านที่อยู่อาศัยต่อไปจึงหันไปจับโมเดลอื่น ๆ ที่อาจเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นแต่ถึงอย่างนั้น เราก็มองว่าแฟลตดินแดงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จุดประกายการพัฒนาต่อของรัฐบาลในเส้นทางสายนี้

แฟลตดินแดง

ช่วงทศวรรษ พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่ทั่วประเทศไทยและประเทศในเอเชียมีการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาเมืองอย่างมาก จึงเกิดการไล่ที่ชุมชนเพื่อนำพื้นที่ไปใช้งานอย่างอื่นมากมาย

คนทำงานที่อยู่อาศัย ณ ขณะนั้น การเคหะแห่งชาติ ภาคประชาสังคม ชุมชน รวมถึงพี่เขียวเอง ทำงานเพื่อคิดหาทางออกหลายทางให้คนในชุมชน อย่างการที่เจ้าของพื้นที่กับคนในชุมชนแบ่งครึ่งกันใช้พื้นที่ (Land Sharing) หรือการที่คนในชุมชนทั้งหมดย้ายไปอยู่ด้วยกันอีกที่หนึ่ง แล้วจัดระบบการอยู่อาศัยใหม่

แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเงินที่ไม่ว่าอย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้ 

เพราะคนในชุมชนไม่มีเงิน และยังไม่มีระบบการเงินจากเงินทุนของรัฐที่จะมาดูแลอย่างเหมาะสม โครงการที่อยู่อาศัยในช่วงแรกจึงมีความพยายามในการหาเงินมาดำเนินการ

“พี่เคยต้องไปเป็นผู้ค้ำประกันให้ชาวบ้านด้วย” พี่เขียวบอกแบบนั้น 

หมายถึง ไม่ได้อยู่ในนามหน่วยงานใด ๆ เลยเหรอ – เราถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ใช่ ค้ำประกันด้วยชื่อของพี่เอง ร่วมกับ อาจารย์ประภาภัทร เลย” 

บางโครงการ ชาวชุมชนต้องไปกู้เงินจากเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาตมาเพื่อซื้อที่ดินใหม่ และย้ายไปด้วยกัน หากด้วยสถานะที่ไม่มั่นคงของผู้กู้ คนทำงานอย่างพี่เขียวจึงต้องกลายมาเป็นผู้ค้ำประกันให้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก 

นอกเหนือไปจากนั้น พี่เขียวที่ทำงานเกี่ยวข้องกับต่างประเทศอยู่แล้ว ก็ได้ไปหาเงินจากทางต่างประเทศ เช่นจาก Dutch Habitat Comittee มาทำเป็นเงินกองทุนหมุนเวียนค้ำประกันให้ชาวบ้านกู้เงินจากธนาคารด้วย ถือว่าเป็นความพยายามตะเกียกตะกายเพื่อริเริ่มของทั้งคนในชุมชนเองและคนทำงานที่อยู่อาศัยในยุคนั้น ในวันที่ระบบของรัฐไม่เอื้ออำนวยเลย

สลัมคลองเตย

พ.ศ. 2525 เป็นอีกปีสำคัญของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย เพราะเป็นปีที่ ‘สลัมคลองเตย’ มีการปรับปรุงครั้งใหญ่

หากย้อนกลับไปที่ต้นตอ สลัมคลองเตยเกิดขึ้นมาต่อเนื่องจากการเกิดขึ้นของ ‘ท่าเรือคลองเตย’ ท่าเรือเป็นแหล่งงานของคนจน เป็นเหมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ยักษ์ที่ดึงดูดผู้หาเลี้ยงชีพ ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ของท่าเรือที่ต้องการแรงงานมากมาย และต้องการตลอด 24 ชั่วโมง 

และเช่นเคย เมื่อรัฐไม่ได้จัดที่อยู่อาศัยให้ ผู้คนก็ย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ว่าง ๆ ที่เกิดจากการขุดดินไปทำท่าเรือคลองเตย สร้างบล็อก สร้างซอยต่าง ๆ กันเองตามธรรมชาติ จนกลายเป็นสลัมคลองเตย

การเปลี่ยนแปลงเมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่ ทั้งขยับบล็อกใหม่ สร้างแฟลตให้อยู่ในบางส่วน รวมถึงจัดสรรที่ดินที่หนองจอกให้ 20 ตารางวา สำหรับคนที่ประสงค์จะออกไปอยู่นอกเมือง รวมแล้วตอนนั้นมีผลต่อครอบครัวหลายพันครอบครัวเลยทีเดียว

ท่ามกลางชุมชนแออัดมากมายในกรุงเทพฯ เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับชื่อของสลัมคลองเตยเป็นอย่างดี 

บางคนรู้จักในฐานะสลัมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ บางคนเดินผ่าน ขับรถผ่าน บางคนมองว่าเป็นสถานที่อันตราย บางคนรู้จักจากโครงการพัฒนาชุมชนมากมายที่เกิดขึ้นที่คลองเตย

พี่เขียวเล่าว่ารัฐบาลทุกชุดเห็นสลัมคลองเตยในสายตา และตั้งใจจะปรับปรุงสลัมคลองเตยให้ดีขึ้น แต่เพราะไม่ได้คิดถึงแง่มุมของชาวบ้านให้มากพอ จึงยังทำไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่นัก

บ้านมั่นคง

ทุกวันนี้ชุมชนใหญ่แห่งนี้ก็ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของกรุงเทพมหานครต่อไป ซึ่งคนทำงานที่อยู่อาศัยอย่างพี่เขียวพูดถึงการขยายขึ้นทางสูงให้มากกว่าเดิม

แม้หลายคนจะมองว่าการอาศัยบนอาคารนั้นไร้ซึ่งชีวิต แต่พี่เขียวมองว่า ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ที่การออกแบบที่เหมาะสม ถ้ามีการออกแบบโครงสร้างของผู้คนที่อยู่ร่วมกันด้วย มีพื้นที่ให้ปฏิสัมพันธ์กัน มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และออกแบบไปถึงระบบทำมาหากิน การอยู่บนอาคารก็ไม่ได้แย่เสมอไป

เราเองก็มองว่า ตราบใดที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นแหล่งงานสำคัญของคนทั้งประเทศ ยังไม่มีการกระจายความเจริญไปยังจังหวัดต่าง ๆ มากพอ เรายังคงต้องการการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างเข้มข้น โดยมองหารูปแบบใหม่ ๆ สำหรับที่อยู่อาศัยในเมืองเสมอ

ยกเว้นเสียว่า ภาพของประเทศไทยในอนาคตจะเปลี่ยนไปจากที่เป็น

ก้าวที่ไกลกว่าเดิม

หลังจากยุคของการไล่ที่มากมาย ชาวบ้าน ชาวชุมชน ก็เริ่มรวมตัวกันเพื่อเจรจาต่อรอง ส่วนคนทำงานที่อยู่อาศัยก็พยายามที่จะเสนอกับรัฐบาลให้มีกองทุนมาแก้ปัญหาคนจน จนเมื่อ พ.ศ. 2535 ในยุคของ นายกสุจินดา คราประยูร ต่อเนื่องด้วยยุคของ นายกอานันท์ ปันยารชุน กองทุนก็เกิดขึ้นจริง และในช่วงเดียวกัน สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองหรือ พชม. ก็เกิดขึ้นด้วย

สิ่งที่ พชม. ทำในช่วงแรก ๆ คือการสนับสนุนโครงการชุมชนในลักษณะ Project-based โดยระบบคือการที่ชาวบ้านที่มีปัญหาริเริ่มรวมตัวกันเพื่อไปซื้อที่ดินมาแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง และ พชม. ก็ทำหน้าที่สนับสนุนไปทีละโปรเจกต์

ระบบเงินทุนนั้นเข้ากับระบบของชาวบ้านได้ดี ส่วนคนทำงานก็ได้เรียนรู้จากการทำโปรเจกต์เหล่านี้ แต่เมื่อถอยมามองในภาพใหญ่ แน่นอนว่าการแก้ปัญหาแบบทีละโครงการอย่างกระจัดกระจายนี้ ไม่ทันท่วงทีและไม่ครอบคลุมกับปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนมากมายในประเทศ

จากนั้นจึงมีการพัฒนา ‘เครือข่าย’ ของชุมชนในพื้นที่เดียวกัน นำมาสู่ความคิดเรื่อง City-wide Upgrading หรือการทำทั้งเมืองไปพร้อมกันโดยการเชื่อมโยงกับองค์กรท้องถิ่น ซึ่ง พชม. นำไปเสนอกับรัฐบาลของ นายกทักษิณ ชินวัตร ใน พ.ศ. 2546 และได้รับการสนับสนุน

ใน พ.ศ. 2543 จากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง ก็เปลี่ยนแปลงมาสู่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือที่เรียกว่า พอช. ก่อนจะเกิดเป็นโครงการบ้านมั่นคงอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2546 และมีโครงการนำร่องในความร่วมมือกันของเครือข่าย เทศบาล องค์กรท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ตามมานับสิบโครงการ ตั้งใจมั่นว่าจะแก้ปัญหาสลัมให้ได้

“เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับตอนนั้นมาก” พี่เขียวเล่าอย่างภูมิใจ

“โครงการที่เป็นตัวอย่างที่ดีมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือเมืองชุมแพ ขอนแก่น เมืองนครสวรรค์ เมืองสตูล เมืองอุดรธานี เมืองโคราช แต่ละเมืองเราเห็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าไปทำโครงการต่าง ๆ กับชุมชน ถือได้ว่าเป็นโครงการระดับประเทศที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ภาพรวมการขับเคลื่อนเปลี่ยนไป คือบ้านมั่นคงทำให้การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยไม่ได้บริหารโดยสำนักงานตรงกลางเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่กระจายให้ชุมชนและส่วนต่าง ๆ ทำงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ของ พอช. และภาคีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สนับสนุน

ที่สำคัญคือบ้านมั่นคงตั้งใจทำให้ชาวบ้านเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด

เมื่อชุมชนหนึ่งมีการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงแล้ว ก็ไปช่วยกันขับเคลื่อนพื้นที่ใหม่ต่อไปด้วยระบบเครือข่ายของเมือง และทำให้แต่ละเมืองเชื่อมโยงกันอีกที รวมถึงพัฒนาเรื่องสิ่งแวดล้อม เด็ก ผู้สูงอายุ หรือประเด็นต่าง ๆ ไปพร้อมกัน 

บ้านมั่นคง

โครงการบ้านมั่นคงขยายผลไปเรื่อย ๆ จน พ.ศ. 2560 จึงมีโครงการบ้านมั่นคงชนบทเกิดขึ้น

เพราะปัญหาที่อยู่อาศัยไม่ได้เกิดในเมืองเท่านั้น ในชนบทก็มีปัญหาและมีบริบทของปัญหาต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งคนรุ่นใหม่ไม่อยู่บ้าน ทิ้งถิ่น คนรุ่นเก่าอยู่ลำบาก รายได้ต่ำ ที่ดินไม่มีความมั่นคง เกิดภัยพิบัติ และเกิดการไล่ที่ในรูปแบบต่าง ๆ 

โครงการบ้านมั่นคงชนบทจึงมีเป้าหมายในการทำให้ผู้คนยังอยู่ในชนบทที่แปรเปลี่ยนไปได้ด้วยระบบที่ดี โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี

โดยสรุปแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 – 2568 โครงการบ้านมั่นคงดำเนินการไปทั้งหมด 75 จังหวัด รวม 1,938 ชุมชน 138,572 ครัวเรือน แบ่งเป็นบ้านมั่นคงเมือง 1,184 ชุมชน 110,587 ครัวเรือน และบ้านมั่นคงชนบท 754 ชุมชน 27,985 ครัวเรือน และยังคงทำต่อไปเพื่อก้าวให้ทันปัญหาที่เกิดขึ้นเท่าที่ทุกอย่างจะเอื้ออำนวย

บ้านมั่นคง

Low-income Housing ของไทย อยู่จุดไหนของโลก

เล่ามานาน แต่อาจจะยังไม่ทำให้เห็นภาพใหญ่มากพอ

สถานการณ์ที่เราเป็นอยู่นี้ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว – นั่นคือคำถามถัดไปที่เราถามพี่เขียว

“ถ้าเทียบประเทศไทยหลายประเทศในเอเชียก็พอใช้ได้นะ เราพอจะมีกลไกเรื่องนี้อยู่ แต่พี่คิดว่ายังไม่ทันกับต้นเหตุที่สร้างปัญหา” พี่เขียวว่า

ทุกวันนี้คนทำงานมีความพยายามไปให้ถึงเป้าหมายอย่างเต็มที่ด้วยวิธีการทำทั้งเมือง หรือที่เรียกว่า City-wide Upgrading แต่การจะดำเนินการให้เป้าหมายลุล่วงได้ ต้องอาศัยการปรับปรุงไปถึงโครงสร้างใหญ่รวมถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองและพัฒนาประเทศที่เอื้ออำนวยด้วย 

ซึ่งในมุมมองของพี่เขียว เธอคิดว่าประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น

บ้านมั่นคง

หลายประเทศในโลกที่มีการพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยที่ดี ในภาพรวมมักมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นมากกว่านี้ หากของไทยยังคงขึ้นอยู่กับส่วนกลางอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่ากำลังพยายามกันอยู่ แต่องค์กรท้องถิ่นไทยก็ยังไม่แข็งแรง ไม่มีอำนาจ และไม่มีความรู้ด้านนี้เท่าที่ควร

“ไม่คิดว่ามีกระทรวงไหนหรือนักการเมืองคนไหนคิดเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่ก้าวหน้าแค่ไหนก็ตาม” นักพัฒนากล่าว “ถ้าต้องรอให้ส่วนกลางเข้าใจ รอให้ส่วนกลางเป็นหลักในการวิ่งพล่านพัฒนาเองทั่วไทยก็คงไม่ทันกับปัญหาที่มี แต่การขับเคลื่อนจากผู้อยู่ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาได้เป็นเจ้าของการพัฒนา ทำได้เลย ไม่ต้องรอใคร”

“เราต้องเห็นคน รักคน เชื่อในคนว่ามีความสามารถ จัดการร่วมกันได้” เธอว่า

เมื่อพูดถึงคน อย่างแรกที่ต้องคิดถึงก็คือที่อยู่อาศัยที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตและเป็นหนึ่งในปัจจัย 4

จากนั้นจึงคิดถึงอย่างถัดไป คือสิ่งที่เราเกริ่นไปตั้งแต่ต้น นั่นคือ Living System (ระบบชีวิตและสังคมที่อยู่ร่วมกัน) ซึ่งเป็นการอยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชนอย่างสมดุล มีสวัสดิการ มีสิ่งแวดล้อม มีย่านที่ดี อยู่ร่วมกันได้ไปจนถึงระดับสังคมที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ผู้คนได้แสดงศักยภาพในตัวเองและพัฒนาไปได้อย่างสร้างสรรค์

แล้วที่ไหนในโลกที่มีระบบที่อยู่อาศัยดี ๆ บ้าง

สำหรับเรา เรามักจะเห็นภาพที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยของประเทศต่าง ๆ ผ่านตาเรื่อย ๆ อย่างเช่นภาพต่าง ๆ ที่เราหยิบมาประกอบบทความในครั้งนี้ เห็นทีไรก็ประทับใจในความงามของบ้านเหล่านั้นทุกครั้ง ถึงจะรู้อยู่ในใจว่า นั่นเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับระบบการจัดการที่ดี ทุนที่มีมากเพียงพอ และการเมืองที่ลงตัวของแต่ละประเทศก็ตาม

แต่อย่างไร ในอนาคตเราก็อยากเห็นที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทยมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น เหมาะกับวิถีชิวิตที่ต่างกัน และมีดีไซน์ที่สวยงามส่งเสริมเมืองยิ่ง ๆ ขึ้นไปเช่นกัน

ส่วนในสายตาของพี่เขียว ผู้ทำงานอยู่ในวงการที่อยู่อาศัย เธอมองว่าประเทศในยุโรป (ซึ่งมักจะมีประชากรไม่มากนัก) สร้างระบบเมืองกับชนบทให้ใกล้เคียงกันได้ และมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตย ที่อยู่อาศัย (Housing) ของเขาจึงไม่ค่อยมีปัญหามากนัก แต่ประเทศที่มีคนเยอะ ๆ อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังคงมีปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยที่ยังแก้ไม่ตก มีคนไร้บ้านเยอะ

114 Public Housing Units ประเทศสเปน

ประเทศในเอเชียนั้น ที่จริงแล้วมีพื้นฐานในการเป็นชุมชนและมีการช่วยเหลือกันที่ดี ปัจจุบันญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นได้ดี จีนแก้ปัญหาได้โดยพึ่งภาคเอกชน ฮ่องกงก็เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่จัดการตัวเองได้อย่างดี และสิงคโปร์ถือว่าทำได้ดีมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ในสเกลเกาะของตัวเอง

ส่วนประเทศในเอเชียที่ยังมีปัญหาก็มีอีกมากมาย ซึ่งปัญหานั้นเกี่ยวเนื่องกับทุกเรื่อง ตั้งแต่ระบบการเมืองที่ไม่ค่อยลงตัว ประชาธิปไตย ผลประโยชน์ทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำ และสถานการณ์โลก

เรียกได้ว่าปัญหาที่อยู่อาศัยนั้นแก้ได้ยากมาก หากการเมืองและการบริหารประเทศไม่ดี

Quinta Monroy Housing ประเทศชิลี

นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน การพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทยดำเนินมาราว ๆ 52 ปี

แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำงานในส่วนนั้นต่อไป และคุณเองก็อาจจะไม่ได้เฉียดใกล้งานในสายนี้สักนิด แต่การเห็นถึงความสำคัญของที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องจำเป็นมาก ทั้งสำหรับประชาชนทั่วไปและภาครัฐ

เพราะปัญหาด้านที่อยู่อาศัยของผู้คนจะแก้ไขอย่างดีไม่ได้เลย หากสังคมยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้

ที่มาข้อมูลและภาพประกอบ
  • สมสุข บุญญะบัญชา 
  • สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
  • การเคหะแห่งชาติ
  • มูลนิธิศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย – Asian Coalition for Housing Rights (ACHR) ​
  • dac.dk/en/urbanplanen-social-housing
  • www.archdaily.com/445485
  • www.dezeen.com/2025/01/10
  • www.archdaily.com/994390

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน