24 ธันวาคม 2024
2 K

คริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งความอบอุ่นที่คนมากมายในโลกรอคอย มีประเทศไทยนี่แหละที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ นอกจากถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาสตามห้างแล้ว เราก็ไม่ค่อยได้ร่วมสนุกกับเทศกาลนี้เท่าไหร่นัก
แต่ถึงอย่างนั้น บางพื้นที่ในประเทศไทยและในกรุงเทพฯ ที่เฉลิมฉลองคริสต์มาสตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันงานก็ยังคงสนุกอยู่อย่างนั้น แม้ว่าอากาศจะร้อนขึ้นทุกปีจนยากจะจินตนาการถึงหิมะก็ตาม

หนึ่งในนั้นคือ ‘ชุมชนกุฎีจีน’ ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาของชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่ตั้งรกรากกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงก่อตั้งกรุงธนบุรี หรือราว ๆ 250 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งผู้คนในชุมชนเป็นชาวคาทอลิกและใช้ชีวิตอยู่กับวัดซางตาครู้สมายาวนาน

ไม่นานมานี้ผู้เขียนมีโอกาสกลับไปตามหารากเหง้าเดิมของครอบครัว และพบกับญาติอย่าง ป้าตอง-นาวินี พงศ์ไทย วัย 72 ปี 1 ใน 16 สายสกุลทายาททหารโปรตุเกสที่เกิด เติบโต และยังคงอยู่ในชุมชนจนถึงทุกวันนี้ คุณป้ามีความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับชุมชนมาเล่าให้ฟังมากมาย รวมถึงเรื่องราวของคืนวันคริสต์มาสหลายสิบครั้งในชีวิตที่ไม่มีครั้งไหนที่ไม่สนุก

คริสต์มาสชุมชนกุฎีจีนเป็นหนึ่งในงานคริสต์มาสเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ และปัจจุบันก็ยังมีสิ่งน่าสนใจหลายอย่างที่เป็นเครื่องบอกถึงความเป็นชุมชนที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันได้ไม่น้อย

ชุมชนกุฎีจีนเป็นหนึ่งในชุมชนเก่าที่ยังคงความดั้งเดิมไว้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ชุมชนนี้เริ่มต้นมาจากการที่ พระเจ้าตากสินมหาราช พระราชทานที่ดินแก่ทหารโปรตุเกสที่รอดชีวิตเพื่อสร้างชุมชน แล้วจากนั้นประมาณ 2 ปี ก็ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างวัดซางตาครู้ส ซึ่งที่ดินนี้ได้กลายเป็นของสำนักมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ และได้ให้ชาวคาทอลิกเช่าเป็นที่อยู่อาศัยด้วยราคารายปีอันย่อมเยามาจนถึงปัจจุบัน

จากปากคำของป้าตอง ทุกวันนี้ในชุมชนก็ยังคงมีคนเชื้อสายโปรตุเกสกลุ่มเดิมอาศัยอยู่ ถึงแม้จะมีคนนอกมาแต่งงานกับคนในชุมชน แต่ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม พ.ศ. 2452 คนคนนั้นก็จะต้องเป็นคาทอลิกจึงจะมีสิทธิ์เช่าที่ดินได้

โดยรวมแล้ว คนในชุมชนยังคงเชื่อมกันด้วยศาสนา เต็มไปด้วยคนกันเองที่เห็นหน้าค่าตากันมานาน อยู่กันด้วยวัฒนธรรมเดิม ๆ มีกฎเกณฑ์ภายในที่ใช้สอนเด็ก ๆ มีความเชื่อร่วมกันในชุมชน รวมถึงมีความแน่นแฟ้น-เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันสูง

คุณป้าบอกว่าด้วยความเป็นคาทอลิก สมัยก่อนชุมชนผูกพันกับวัดมากถึงขนาดที่หากมีใครในชุมชนทะเลาะกัน หน้าที่ไกล่เกลี่ยก็เป็นหน้าที่ของ ‘พ่อเจ้าวัด’ (เจ้าอาวาส) อยู่เสมอ

และทุกวันนี้นอกจากคนในชุมชนแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา ด้วยกระแสท่องเที่ยวชุมชนเก่าที่เริ่มจุดติด รวมถึงการที่ชุมชนกุฎีจีนมี ‘พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน’ รวบรวมข้อมูล ข้าวของ ประวัติศาสตร์ของชุมชนไว้ให้ผู้คนรุ่นหลังเข้ามาศึกษา

สำหรับงานวันคริสต์มาส ป้าตองซึ่งเป็นผู้ริเริ่มพิพิธภัณฑ์เล่าให้เราฟังได้ตั้งแต่เวอร์ชันก่อน พ.ศ. 2500 จนถึงปีล่าสุด

เราถามเธอว่าคริสต์มาสกุฎีจีนสมัยก่อนต่างจากตอนนี้ยังไงบ้าง คุณป้าก็เล่าถึงพิธีมิสซา ไฮไลต์ของงานในคืนวันที่ 24 ธันวาคมที่ทุกวันนี้เริ่มราว ๆ 3 ทุ่ม แต่เมื่อก่อนเริ่มกันตอนเที่ยงคืนเพราะเป็นเวลาพระเกิด กว่าจะเลิกก็ย่างเข้าตี 2 ทำเอาเด็ก ๆ ง่วงไปตาม ๆ กัน

“เที่ยงคืนมันได้บรรยากาศนะ เพราะว่าหนาว สมัยก่อนเวลาหนาวก็หนาวจริง ๆ ต้องใส่เสื้อสำลีกัน พอจบมิสซาที่บ้านป้าก็จะได้กินซุปมักกะโรนีใสใส่ไก่ต้ม ปรุงแบบไทย มีพริกน้ำส้ม พริกไทย โรยผักชี” คุณป้าเล่าถึงของกินแบบ ‘สยามโปรตุเกส’ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นไก่งวงแต่อย่างใด

แล้วคืนนั้นผู้ใหญ่ในชุมชนก็จะแปลงร่างเป็นซานตาคลอส แอบย่องไปวางของขวัญไว้ใต้หมอนของเด็ก ๆ 

กิจกรรมอื่น ๆ ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มพิธีมิสซา ทุกวันนี้ก็ยังคงเดิมไม่ต่างจากยุคก่อน ไม่ว่าจะเป็นการจับสลากและการสอยดาวของเด็ก ๆ ซึ่งจัดที่วัดซางตาครู้สและมอบรายได้ให้กลุ่มเยาวชน หรือการแสดงละครเกี่ยวกับวันพระเกิด

แต่ละบ้าน นอกจากประดับประดาเสียจนบรรยากาศเป็นเทศกาลกันไปทั้งซอย ยังประดิษฐ์ ‘ถ้ำพระกุมาร’ ซึ่งเป็นฉากหนึ่งในพระคำภีร์มาประจำบ้านของตน ชาวกุฎีจีนจึงมีทักษะงานคราฟต์ติดตัวกันไปโดยปริยาย บางปีก็มีการประกวดถ้ำพระกุมารกันจริงจัง เช่น ปีนี้ที่จัดประกวดโดยให้ใช้เศษวัสดุในการประดิษฐ์ เรียกได้ว่ากว่า 70 ปีในชีวิตของป้าตองได้พบกับถ้ำพระกุมารมาไม่รู้กี่ถ้ำต่อกี่ถ้ำ

คืนถัดมา (วันที่ 25 ธันวาคม) คุณพ่อบาทหลวงจากวัดซางตาครู้สและชาวชุมชนก็จะแห่พระกุมารไปตามบ้านคน ผู้คนก็จะตั้งแท่นบูชาไว้หน้าบ้าน เพื่อให้คุณพ่อวางพระกุมารไว้บนแท่น และอวยพรให้ทุกคนอยู่ดีมีสุข

น่าสนใจดีที่พื้นที่นี้ของกรุงเทพฯ เฉลิมฉลองกับคริสต์มาสกันเป็นเรื่องใหญ่ แต่เพียงก้าวขาออกไปด้านนอกก็จะพบกับบรรยากาศปลายปีของเมืองพุทธที่เราคุ้นเคยกันดี 

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ มันสนุกแบบนี้นี่เอง

ชุมชนกุฎีจีนมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก หากบ้านไหนเป็นครอบครัวขยาย สมาชิกเริ่มเยอะจนอยู่กันในบ้านเดิมไม่พอก็มักจะพากันออกไปอยู่ข้างนอก แต่เมื่อคืนวันคริสต์มาสมาถึง ผู้คนก็มักจะพาลูกหลานกลับมาร่วมพิธีมิสซา ชุมชนจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย

เราตั้งคำถามกับป้าตองว่า ทำไมคริสต์มาสที่นี่ยังคงคึกคักไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี เธอก็ตอบมาว่า คือความสนุก แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แต่ผู้ใหญ่อย่างคุณป้าก็ยังอยากเดินออกไปดูว่าที่วัดมีกิจกรรมอะไรบ้าง ลูกหลานคนไหนได้เล่นละครบ้าง

และตราบใดที่ยังมีมิสซา งานคริสต์มาสก็จะยังคงอยู่ เช่นเดียวกับชุมชนชาวคริสต์อื่น ๆ ในกรุงเทพฯ อย่างชุมชนที่สามเสนหรือชุมชนที่โบสถ์กาลหว่าร์

แม้ป้าตองจะบอกว่าเทียบกับชุมชนทั่วไปในกรุงเทพฯ กุฎีจีนมีความเป็นชุมชนสูง แต่ก็ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นกับชุมชนนี้เลย

กุฎีจีนยังมีความปลอดภัย เพราะมีรั้วรอบขอบชิดและรู้จักกันทุกบ้าน ลูกหลานใครไปเล่นอยู่ตรงไหนก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาได้ แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอด แต่ก็ยังคงความปลอดภัยนั้นได้

สิ่งที่อาจทำให้เปลี่ยนไปอาจเป็นการใช้ชีวิตของเด็กรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนจากการไปเล่นกันที่พื้นที่สาธารณะของชุมชนอย่างบริเวณข้างวัด จนถึงเวลากลับบ้าน เป็นการอยู่กับบ้านตัวเอง ใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากขึ้น รู้จักกันและกันน้อยลง

“คิดว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเหมือนชุมชนอื่น แค่อาจจะช้าหน่อย” คุณป้าว่า

จากที่ได้พูดคุยกับป้าตอง เราคิดว่า ‘กิจกรรม’ เป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีที่สุด ทั้งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนเอง และเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนกับสถานที่ ทำให้รู้สึกเหมือนชุมชนเป็นบ้าน มี Sense of Belonging เกิดขึ้น และอยากจะร่วมกันทำให้ชุมชนดียิ่ง ๆ ขึ้นไปในทุกมิติ ซึ่งช่วงปีนี้ก็เป็นช่วงฟื้นฟูให้กลับมาคึกคัก หลังเงียบเหงาไปพักใหญ่ในช่วงโควิด-19

แต่เดิมชุมชนจัดกิจกรรมกันเยอะอยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เมื่อกลายเป็นชุมชนท่องเที่ยว รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีนที่เป็นเหมือนแหล่งข้อมูล ก็เริ่มมีผู้ที่สนใจวัฒนธรรมชุมชน นักท่องเที่ยว นักศึกษา รวมไปถึงนักวิจัยเข้ามาในชุมชนมากขึ้น

อย่างคริสต์มาสปีหลัง ๆ ยังมีกิจกรรมที่บุคคลภายนอกเข้ามาจัดด้วย เช่น การแสดงเต้นต่าง ๆ ซึ่งป้าตองก็ลงความเห็นว่าสนุกไม่น้อยหน้ากิจกรรมเดิม

เรียกว่า ‘รูปแบบ’ บางอย่างอาจค่อย ๆ เปลี่ยน และความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งไม่ดีเสมอไป บางอย่างอาจทำให้ลูกหลานชาวกุฎีจีนสนใจในวัฒนธรรมเดิมมากขึ้น หรืออยากต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ก็เป็นได้

ปีนี้คริสต์มาสกุฎีจีนเริ่มต้นราว ๆ เวลา 18.00 – 19.00 น. ในวันที่ 24 ธันวาคม และเปิดให้คนที่สนใจวัฒนธรรมชุมชนทุกคนเข้าไปเติมความสุขดังเช่นทุกปี

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน