ตอนนี้คุณอยากอาศัยอยู่บนตึกสูงหรือบนพื้นราบมากกว่า
เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมียนมาและประเทศไทย จนมีผู้บาดเจ็บและสูญเสียชีวิตมากมาย ซึ่งเหตุการณ์นี้กระตุ้นความกลัวและความวิตกกังวลของผู้คน โดยเฉพาะผู้อยู่อาศัยในอาคารสูงของกรุงเทพฯ
พอคอนโดเสียหายหนักเข้า มีรอยร้าว วัสดุกรุผิวต่าง ๆ หลุดร่อน ก็เกิดคำถามกับความแข็งแรงของอาคาร หลายคนคงจะเริ่มพิจารณาการเลือกที่อยู่ของตัวเองใหม่เลยด้วยซ้ำไป
จริง ๆ แล้วแผ่นดินไหวแต่ละครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อแนวคิดการอยู่อาศัยของคนอย่างจริงจัง เช่น หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมืองเฉิงตู ประเทศจีน ในปี 2022 มีงานศึกษาวิจัยออกมาว่า ราคาของยูนิตชั้นล่างของคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับชั้นบน สะท้อนความกลัวของผู้คนในการอยู่บนชั้นสูง ๆ แม้ว่าความเสี่ยงที่แท้จริงจะไม่ต่างกันมาก
การศึกษาในเม็กซิโกซิตี้หลังแผ่นดินไหวปี 2017 ก็พบว่าผู้อยู่อาศัยในอาคารสูงกลัวอาคารถล่มกันมากขึ้น แสดงออกจากพฤติกรรมการหนีออกจากอาคารทันทีที่เกิดแผ่นดินไหว
ความกลัวนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มันอาจนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ไปจนถึงภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD)
อย่างไรก็ตาม การจะย้ายที่อยู่จากบ้านรูปแบบหนึ่งไปอีกรูปแบบหนึ่งก็ไม่ได้มีเพียงแค่ ‘รูปแบบ’ เท่านั้น คอลัมน์เมียงเมืองจะพาไปสำรวจว่า การอยู่อาศัยบนตึกสูงและการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวส่งผลกับจิตใจของเราอย่างไรบ้าง

‘บ้าน’ ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน
ผลการวิจัยยืนยันแล้วว่า บ้านมีผลต่อ Mental Well-being มากกว่าที่เราคิด
บ้านควรเป็นที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยทั้งทางกายภาพและจิตใจ แสดงออกเป็นตัวเองได้อย่างอิสระ บ้านที่ดีจะให้ความรู้สึกมั่นคงแก่เราในวันที่โลกภายนอกไม่มีอะไรแน่นอน บ้านควรจะช่วยลดความเครียดให้เราได้
บ้านเป็นเหมือน ‘เวที’ ของชีวิตประจำวัน ช่วยสร้างโครงสร้างและความคาดเดาในชีวิต หากบ้านเป็นระเบียบจะช่วยเพิ่มสมาธิและความคิดสร้างสรรรค์ได้ ในขณะที่ความรกอาจเพิ่มความเครียดและลดประสิทธิภาพการทำงานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส (Sensory Experience) แสง สี กลิ่น พื้นผิว ทุกอย่างในบ้านต่างมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราทั้งนั้น


สำหรับสถาปนิก การออกแบบบ้านไม่เคยเป็นแค่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว สเปซในบ้านมีผลต่อชีวิตของเรา และยังส่งเสริมหรือขัดขวางการมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวได้ หรือแม้แต่แค่การตกแต่งบ้านเองก็ยังแสดงออกถึงตัวตน บุคลิกภาพ และค่านิยมของผู้อยู่ ซึ่งการตกแต่งจะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและทำให้เรารู้สึกควบคุมชีวิตของตัวเองได้ด้วย
ถ้าใครมีเวลาและลุกขึ้นมาจัดบ้านให้เป็นระเบียบขึ้น เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น สวยในสายตาเรามากขึ้น แน่นอนว่าชีวิตโดยรวมของคุณจะดีขึ้นไปด้วย อย่างน้อยก็ในระดับเริ่มต้น


หากถามว่าบ้านแต่ละแบบส่งผลกับเราอย่างไรได้บ้าง มาเริ่มด้วยการอยู่อาศัยบนตึกสูงกันก่อน
ตอนนี้ผู้คนเริ่มมองเห็นข้อเสียของการอยู่บนอาคารสูงกันมากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจริง ๆ
แน่นอน เรื่องแรกคือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างการกลัวตกจากที่สูง ติดอยู่ในไฟไหม้ ความกลัวอาชญากรรมจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่กลัวการแพร่กระจายของโรคผ่านการใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน หลายคนคงผ่านความกังวลนี้มาในช่วงที่โควิด-19 ระบาดแรก ๆ แค่ได้ยินว่าในคอนโดมีผู้ติดเชื้อก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็หลบเลี่ยงการใช้พื้นที่ส่วนกลางไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี
ผลวิจัยยังบอกว่า การอยู่อาศัยในอาคารสูงมีผลกับสุขภาพจิตที่แย่ลงเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ๆ ด้วย
หลายคนมีปฏิสัมพันธ์กับสังคมน้อยลง ขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนบ้าน จนรู้สึกโดดเดี่ยว หลายคนเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือผู้พิการ ในขณะที่บางคนรู้สึกอึดอัด ขาดความเป็นส่วนตัวจากการใช้พื้นที่อาคารร่วมกับคนจำนวนมาก
หากเป็นเด็กและต้องเติบโตในอาคารสูง อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมและความเครียดได้ด้วย เมื่อเทียบกับเด็ก ๆ ที่ใช้ชีวิตในบ้านเดี่ยว ซึ่งมีพื้นที่เล่นในสวน เบื่อ ๆ ก็ออกมาขี่จักรยานหน้าบ้าน วิ่งเล่นกับน้องหมา ทักทายเพื่อนบ้านหลากหลายวัยได้

แต่ถึงอย่างนั้น ปัญหาด้านสุขภาพจิตจากการอยู่บนตึกสูงนั้นก็ยังคลี่คลายลงได้บ้าง
เช่น การเปิดรับแสงธรรมชาติ ซึ่งช่วยเพิ่มความสดชื่น เพิ่มพลังงาน ส่วนการตกแต่งด้วยสีสว่างจะทำให้เรารู้สึกสบาย และพื้นที่ดูกว้างขึ้นได้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วขนาดเท่าเดิม
ที่สำคัญคือถ้าเราจัดห้องให้เป็นระเบียบขึ้น ความเครียดก็จะลดน้อยลง รู้สึกควบคุมชีวิตได้มากขึ้น ยิ่งถ้าจัดให้มีพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนได้ก็ยิ่งดี
คงเพราะอย่างนี้ มาริเอะ คนโด ราชินีจัดบ้านชาวญี่ปุ่นถึงดังเป็นพลุแตก การจัดบ้านที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้นช่วยส่งเสริมชีวิตได้จริง ๆ (ถึงเธอจะออกมายอมรับว่าเริ่มจัดบ้านไม่ไหว หลังมีลูกคนที่ 3 ก็เถอะ)


แล้วบ้านเดี่ยวล่ะ ถ้าย้ายไปอยู่จะดีจริงไหม
เป็นที่รู้กันดีกว่าบ้านเดี่ยว ‘มีบริเวณ’ ให้เราใช้ชีวิตเป็นอย่างดี ทั้งยังให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวจากเพื่อนบ้านด้วย
พอมามีเหตุการณ์แผ่นดินไหว คนก็เริ่มรู้สึกว่าบ้านเดี่ยวเป็นความปลอดภัยของชีวิต โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ระบบอาคารสูงโดยทั่วไปอาจยังไม่รองรับการเกิดเหตุแผ่นดินไหวเท่าที่ควร
อย่างน้อยพอบ้านเริ่มสั่น ถ้าอยู่บ้านเดี่ยวก็อาจวิ่งลงมายืนบนพื้นราบได้ไวกว่าอยู่บนตึกสูง ๆ
หากว่ากันด้วยผลการวิจัย ปัจจัยหลาย ๆ อย่างทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวมีระดับโปรตีน C-Reactive Protein (CRP) ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและการอักเสบต่ำกว่าผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านรูปแบบอื่น ๆ จริง และหาก CRP สูงขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ซึ่งอีกข้อมูลที่น่าสนใจคือผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านจะมีระดับ CRP ต่ำกว่าผู้ที่เช่าบ้าน ซึ่งอาจสะท้อนถึงความมั่นคงในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยนั่นเอง


แต่การอยู่บ้านเดี่ยวก็มีข้อเสียบางอย่างเช่นกัน
เพราะ ‘มีบริเวณ’ นี่แหละ การดูแลรักษาบ้านเดี่ยวจึงต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าการอยู่คอนโด ต้องคอยดูแลสวน คอยดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ คอยตัดหญ้า ทั้งยังต้องคอยดูแลซ่อมแซมโครงสร้างบ้านและรายละเอียดยิบย่อยซึ่งมีไม่น้อยเลย
พอบ้านมีซอกเล็กซอกน้อย มีช่องเปิด มีทางเข้าหลายด้าน ผู้อยู่อาศัยก็เป็นห่วงชีวิตทรัพย์สินมากขึ้นไปอีก ความรับผิดชอบในส่วนนี้อาจทำให้วิตกกังวลได้ง่าย ๆ แม้จะต้องอยู่ในอาคารเดียวกับคนมากมาย แต่บางคนก็สบายใจกับการอยู่คอนโดที่มีทางเข้าเดียวมากกว่า
นอกจากนี้ หากบ้านเดี่ยวนั้นไม่ได้อยู่ใน ‘ที่ชุมชน’ มากนัก อาจจะทำให้การเข้าถึงบริการฉุกเฉินหรือการช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ แม้จะรู้สึกเป็นส่วนตัวกว่าอยู่คอนโดก็ตาม


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ‘บ้าน’ หรือ ‘คอนโด’ ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่จำต้องรับทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของแต่ละคนมีเหตุปัจจัยอะไรที่ต้องคำนึงเป็นพิเศษบ้าง และบ้านแบบไหนที่ ‘เหมาะ’ มากกว่าสำหรับเราแต่ที่แน่ ๆ แผ่นดินไหวครั้งนี้คงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่มากก็น้อย และมากกว่านั้นอาจส่งผลกับการวางแผนเมืองในภาพใหญ่เลยก็เป็นได้


ข้อมูลอ้างอิง
- www.logspan.com/blog
- pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7112347
- www.freshkit.co.uk
- parentingadvisor.onlineparentingprograms.com
- www.researchgate.net/publication
- www.verywellmind.com
- www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii
- buildingtheskyline.org/highrise-living
- www.citymonitor.ai/analysis
- www.re-thinkingthefuture.com/architectural-community
- her.ie/health
ภาพ : มณีนุช บุญเรือง, เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล
