ศิลปะ คือจุดแข็งสำคัญที่รัฐบาลฝรั่งเศสเริ่มผลักดันมาตั้งแต่ช่วงปี 1980
ศิลปะ คืออุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ทั้งการผลิตผลงาน การส่งออก การจัดงานเทศกาลศิลปะที่ดึงดูดทั้งคนในประเทศและนอกประเทศ รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี และอาคารมรดกแห่งชาติที่กระจัดกระจาย ไม่เพียงกระจุกในกรุงปารีส แต่ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ของฝรั่งเศสอีกด้วย จนสร้างรายได้เข้าประเทศเทียบเท่ากับอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์เลยทีเดียว
ในระยะเวลาเพียง 45 ปี (หรือมากกว่านั้น) รัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสสนับสนุนวงการศิลปะทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง จนสร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านการศึกษาที่มีทั้งโรงเรียนสอนศิลปะตั้งแต่เด็กไปจนถึงมหาวิทยาลัย ให้ทุนสร้างศิลปินมืออาชีพขึ้นมามากมาย การกระจายให้ศิลปะเข้าถึงได้ทุกชนชั้น ทุกภาคส่วน
ในคอลัมน์เมียงเมืองวันนี้ เราจึงขอหยิบยกนโยบายศิลปะดี ๆ จากฝรั่งเศสมาให้ฟัง ผ่านการพูดคุยกับ Astrid Renoux ผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย
เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ
ในช่วงบ่ายวันจันทร์ เรายืนอยู่หน้าสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยบนถนนเจริญกรุง
หลังจากขึ้นลิฟต์มาไม่กี่ชั้น นั่งรอในห้องประชุมไม่กี่นาที เราก็ได้เริ่มบทสนทนากับผู้ช่วยท่านทูตคนนี้
“นโยบายเหล่านี้มีที่มาจากคติพจน์ของฝรั่งเศสว่า เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ชาติและประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกัน เราควรเข้าถึงศิลปะได้ในระดับเดียวกัน โดยไม่ต้องคำนึงที่พื้นเพหรือสังคม” คุณ Astrid เล่าถึงหลักที่ขับเคลื่อนนโยบายศิลปะเหล่านี้

ศิลปะเคยเป็นเหมือนสิทธิพิเศษของคนชนชั้นสูงมาก่อน พวกเขาเรียน ชื่นชม สะสมงานศิลปะ และอุปถัมภ์ศิลปิน อยู่ในพื้นที่ของตนเอง กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสจึงเข้ามาพัฒนาระบบที่ฉีกกรอบข้อจำกัด ไม่ให้ศิลปะเป็นเพียงแค่คนชนชั้นสูง แต่เป็นของคนทุกชนชั้น รวมถึงเปิดให้ผู้คนได้แบ่งปันช่วงเวลาร่วมกัน ส่งเสริมความแน่นแฟ้นในชุมชน และผลักดันให้คนออกจากบ้านไปทำกิจกรรมมากขึ้น
“ปัจจุบันผู้คนได้รับความบันเทิงจากทีวี สื่อออนไลน์ คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาออกไปนอกบ้านก็เพื่อใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรัก รวมถึงรับชมโชว์หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่จัดขึ้นในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง พวกเขาไม่อยากพลาดประสบการณ์อันแสนสนุกเหล่านั้น”
โดยที่บางนโยบาย คุณ Astrid คาดว่าเกิดขึ้นก่อนกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสที่สร้างขึ้นในปี 1959 เสียด้วยซ้ำ
อย่าง 1% Artistique หรือ 1% for Art ที่สร้างขึ้นในปี 1936 และประกาศใช้จริงในปี 1951 ซึ่งใครก็ตามสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ ต้องแบ่งเงินทุน 1% จากงบประมาณนำไปลงทุนในการซื้องานศิลปะหรือให้ทุนกับศิลปิน

ด้วยความที่ 1% for Art มีมายาวนาน บวกกับมีผลงานกว่า 12,400 ชิ้นที่สร้างโดยศิลปินรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ที่ได้ทุนจากนโยบายนี้ กลายเป็นข้อพิสูจน์ว่านี่เป็นนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
นอกจากสนับสนุนศิลปินแล้ว ยังทำให้อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะมีชีวิตชีวาและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะผลงานศิลปะเหล่านี้นำไปติดตั้งตามอาคาร ออฟฟิศ ถนนหนทาง และสถานที่สาธารณะมากมาย
นอกจากให้ทุนสร้างงานศิลปะ ยังให้พื้นที่จัดแสดงผลงาน ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับศิลปิน สร้างความแข็งแกร่งให้วงการศิลปะฝรั่งเศสไปในตัว
ช่วงเวลาที่วงการศิลปะของฝรั่งเศสผลิบานอย่างกว้างขวางจริง ๆ เกิดขึ้นในช่วงปี 1980 เมื่อ Jack Lang รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส เขาออกนโยบายเพื่อศิลปะและวัฒนธรรมมากมาย
ในขณะนั้น พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายชนะการเลือกตั้ง พวกเขาต้องการผลักดันให้ศิลปะเข้าถึงทุกคน บวกกับสถานการณ์ในเวลานั้น มีผู้คนที่รักในเสียงดนตรีมากมาย (ถึงขั้นว่าบางคนฝึกฝนดนตรีด้วยตนเอง) แต่ผู้คนไม่ค่อยนิยมเดินทางออกจากบ้านไปฟังดนตรีหรือเข้าร่วมคอนเสิร์ต
ทางพรรคฝ่ายซ้ายจึงต้องการลดช่องว่างตรงนี้ ให้นักดนตรีและผู้ฟังได้มาพบกัน ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาและความรักในดนตรีด้วยกัน เกิดเป็นเทศกาล Fête de la Musique หรือ World Music Day ที่จัดขึ้นทุกปีวันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่ช่วงกลางวันยืนยาวที่สุด

ผู้คนจึงหอบหิ้วเครื่องดนตรีของตนออกมาบนถนน สร้างเสียงดนตรีบนพื้นที่สาธารณะ มีทั้งนักดนตรีมือใหม่และมืออาชีพที่เล่นดนตรีหลากหลายแนวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจของผู้คนในสมัยนั้นว่า ศิลปะและดนตรีไม่ได้เป็นของคนชนชั้นสูงหรือผู้มีพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนเพลิดเพลินไปกับมันได้
หลังจากนั้นเป็นต้นมา มหาวิทยาลัยก็เริ่มมีการออกหลักสูตรการสร้างนโยบายวัฒนธรรมและการจัดการวัฒนธรรมมากขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรออกมาสนับสนุนอุตสาหกรรมศิลปะและวัฒนธรรมโดยเฉพาะ
ในขณะเดียวกันก็มีหลักสูตรประชาสัมพันธ์ที่มีเพื่อพัฒนาฟังก์ชันต่าง ๆ ให้ผู้คนคุ้นเคยและเข้าใจศิลปะมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดเจนในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีที่มีการเพิ่มข้อความอธิบาย เพิ่ม Audio Guide หรือพนักงานที่คอยอธิบายผลงานศิลปะแต่ละชิ้นให้ผู้มาเยี่ยมชมเข้าใจถึงคอนเซปต์และแนวคิด
ไม่เพียงแค่ในระดับมหาวิทยาลัย การเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมและโรงเรียนอนุบาลก็มีการพาเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี ไปจนถึงนำผลงานศิลปะจริง ๆ หรือตัวศิลปินเองมาให้ความรู้ความเข้าใจกันถึงในรั้วโรงเรียน
ระบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนเข้าถึงงานศิลปะ แต่ยังทำให้พวกเขาเข้าใจงานศิลปะไปพร้อมกับสร้างมืออาชีพมาคอยขับเคลื่อนและพัฒนาระบบเหล่านี้อีกที
ศิลปะในรั้วโรงเรียน
“เราพยายามส่งเสริมให้เด็ก ๆ อยู่ใกล้ชิดกับศิลปะมากขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ตื่นตกใจเวลาชมงานศิลปะที่ไม่เข้าใจ พอเด็กเริ่มเรียนรู้ เริ่มสำรวจ พวกเขาจะเริ่มอยากเรียนรู้การสร้างงานศิลปะหรือการเล่นดนตรี”
คุณ Astrid เล่าให้เราฟังว่า นโยบายศิลปะสร้างมาเพื่อเด็ก ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วย France’s Cultural and Artistic Education (EAC) ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินจัดเวิร์กช็อปในโรงเรียน จัดขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นในบางจังหวัดของฝรั่งเศส โดยกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสเป็นผู้จัดหาศิลปินและส่งไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งมีศิลปินทุกแขนงมาช่วยจัดคลาสหรือเวิร์กช็อปในช่วงเวลาสั้น ๆ คอยสอนเทคนิคหรือแนวคิดในการสร้างงานศิลปะ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการด้านการศึกษาที่พัฒนาโดยคุณครูหรือศาสตราจารย์ พวกเขาจะเฟ้นหาศิลปินที่มีความเชี่ยวชาญหรือกำลังสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับหัวข้อที่สอนอยู่ เพื่อสะท้อนมุมมองที่แตกต่างออกไปจากการเรียนในหนังสือให้กับนักเรียน อย่างเช่นคุณครูประวัติศาสตร์ เชิญศิลปินที่ทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งของฝรั่งเศสหรือยุโรปมาให้ความรู้ เพราะการทำงานศิลปะเองต้องอาศัยการศึกษาลงลึกไปถึงบริบท ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีนโยบายล่าสุดจากกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ชื่อว่า Culture Pass หรือตั๋วทางวัฒนธรรม นี่คือนโยบายที่ให้ทุนจำนวน 300 ยูโรกับเยาวชนอายุ 18 – 21 ปี นำไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าหรือบริการด้านวัฒนธรรมภายใน 24 เดือนหรือ 2 ปี

เดิมทีกระทรวงฯ สร้าง Culture Pass มาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และเพื่อให้เหล่าเยาวชนละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ซื้อหนังสือเพิ่มเติมความรู้ ไปดูหนัง ดูคอนเสิร์ต เข้าไปชมงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรี เพื่อให้เกิดการซึมซับวัฒนธรรมจากสถานที่จริงและสร้างเพื่อนใหม่ สร้างความสัมพันธ์ในหมู่เยาวชนเอง ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่กิจกรรมหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมฝรั่งเศสเท่านั้น
คุณ Astrid ยกตัวอย่างให้ฟังว่า เยาวชนจะซื้อหนังสือมังงะ (หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น) ก็ได้เช่นกัน ตราบใดที่ซื้อจากร้านค้าในประเทศฝรั่งเศส
แต่หลังจากนโยบายออกไปไม่นาน กลับมีข้อมูลออกมาว่าเหล่าเยาวชนเลือกใช้ทุนส่วนนี้ไปกับการซื้อของออนไลน์ ซื้อผลงาน Digital Art หรือจ่ายค่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมากกว่า ซึ่งผิดจุดประสงค์แรกเริ่ม
เมื่อเดือนมีนาคมปี 2025 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงฯ จึงตัดสินใจลดงบเหลือเพียง 150 ยูโร โดยคุณ Astrid ให้ความเห็นนี้ว่า ทุนส่วนนี้ควรให้เหล่าเยาวชนหรือครอบครัวที่ขาดทุนทรัพย์จริง ๆ
Culture Pass จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อนโยบายนี้ การทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นจริงจึงต้องไปลดงบประมาณส่วนอื่น
อย่างไรก็ตาม Culture Pass ก็เริ่มต้นด้วยเจตนาและจุดมุ่งหมายที่ดี แม้ผลลัพธ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ตาม
ส่งเสริมศิลปิน
อีกหนึ่งหมวดใหญ่ ๆ ที่เราสังเกตได้ก็คือ มีนโยบายไม่น้อยเลยที่ให้ทุนสร้างงานศิลปะกับศิลปิน โดยเฉพาะ Intermittent du Spectacle หรือ Intermittent นโยบายที่เอื้อให้กับศิลปินและช่างเทคนิค
ถือเป็นนโยบายที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในวงการศิลปะอย่างแท้จริง เพราะกระบวนการทำงานของคนทำงานศิลปะนั้นแตกต่างจากการทำงานทั่วไป มีบางครั้งบางช่วงที่เหล่าศิลปินไม่ได้ทำงานศิลปะหรือกำลังพักเพื่อออกตามล่าหาแรงบันดาลใจ
ในช่วงเวลานี้ พวกเขาจะได้รับเงินทุนในการใช้ชีวิต แต่มีเงื่อนไขว่าพวกเขาจะต้องบันทึกช่วงเวลาการทำงานจริงที่ต้องมีมากกว่า 500 ชั่วโมงขึ้นไปในช่วง 12 เดือน ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์และรับทุนส่วนนี้ได้

“นโยบาย Intermittent ค่อนข้างน่าสนใจ เราไม่ค่อยเห็นนโยบายแบบนี้ในประเทศอื่นนอกจากฝรั่งเศส โดยเปิดให้จ้างศิลปินเพื่อสร้างผลงานหรือทำการแสดงให้กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งได้ แต่เป็นการจ้างผ่านระบบที่ช่วยให้ศิลปินได้รับเงินช่วยเหลือในช่วงที่พวกเขาไม่ได้ทำงาน เพราะฉะนั้น มันช่วยให้ศิลปินมีเวลาพักอยู่ที่บ้าน มีเวลาเป็นของตัวเองเพื่อคิดหรือพัฒนาโปรเจกต์ต่อไป” คุณ Astrid ขยายความ
เธอให้ความเห็นว่า เมื่อเทียบกับบางประเทศที่อาจจะต้องทำงาน 2 – 3 อาชีพ ถึงจะเพียงพอต่อค่าครองชีพ แต่ที่ฝรั่งเศส หากคุณไม่ได้ทำงาน คุณยังได้รับเงินทุนในการใช้ชีวิต เพียงแค่แบ่งเวลามาสร้างสรรค์งานศิลปะ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ศิลปินโฟกัสกับการสร้างสรรค์ผลงานมากยิ่งขึ้น
ในวงการภาพยนตร์เองก็ไม่น้อยหน้า เพราะคุณ Astrid ถึงกับบอกว่า CNC เป็นนโยบายที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดานโยบายเชิงวัฒนธรรมทั้งหมด

Centre National du Cinéma et de l’Image Animée หรือ CNC คือนโยบายที่เก็บภาษีจากตั๋วหนังและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เพื่อมาสนับสนุนวงการภาพยนตร์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า ภาพยนตร์ที่ผลิตจากทุนของ CNC ต้องมีสัดส่วนที่ช่วยโปรโมตวัฒนธรรมฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วย นี่จึงเป็นนโยบายที่ให้ทุนกับนักทำหนังเพื่อมาโปรโมตประเทศอีกที ซึ่งโมเดลนี้นำไปประยุกต์ใช้ในประเทศแคนาดาที่ต้องการสร้างความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมกับสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ 1% for Art, Intermittent และ CNC ให้ทุนในการสร้างศิลปะให้กับศิลปิน Artothèque ก็เป็นนโยบายที่เก็บสะสมผลงานศิลปะ และเปิดให้ผู้คนหยิบยืมได้อย่างอิสระ
Artothèque สร้างขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 1960 โดยมีโมเดลน่าสนใจมาก


หากอธิบายง่าย ๆ นโยบายนี้คือการสร้างห้องสมุดที่สะสมผลงานศิลปะ แต่ไม่เพียงแค่จัดแสดงงานศิลปะเท่านั้น เพราะประชาชนหยิบยืมผลงานจากห้องสมุดนี้ไปจัดแสดงที่บ้านหรือพื้นที่สาธารณะได้ด้วย
จึงเป็นนโยบายที่เปิดให้คนทั่วไปใกล้ชิดงานศิลปะอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเหล่าคุณครูที่หยิบยืมผลงานมาเป็นตัวอย่างหรือใช้เป็นเครื่องมือในการสอนนักเรียน
แม้จะเป็นนโยบายเก่า แต่ก็เป็นนโยบายต้นแบบให้กับ FRAC หรือ Fonds Régionaux d’Art Contemporain กองทุนที่เก็บสะสมผลงานศิลปะท้องถิ่น

หัวใจสำคัญของ FRAC คือการเก็บสะสมและช่วยโปรโมตผลงานศิลปะ โดยเฉพาะผลงานจากนอกกรุงปารีส FRAC จึงเป็นเหมือนกองทุนภูมิภาคที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนศิลปะในชนบทนอกเมืองหลวง ไม่เพียงขับเน้นให้ศิลปินชนบทได้จัดแสดงหรือขายผลงาน แต่ยังทำให้ผู้คนในชนบทเข้าถึงงานศิลปะมากขึ้น
นโยบายสร้างขึ้นในปี 1982 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนในตอนนี้ FRAC มีผลงานศิลปะจากทุกภูมิภาคของฝรั่งเศส มีผลงานกว่า 35,000 ชิ้นจากศิลปินมากกว่า 6,000 คน และในทุก ๆ ปีผลงานเหล่านี้จะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการ 667 งาน และมีผู้เข้าชมงานถึงปีละ 1.5 ล้านคน
ค่ำคืนแห่งศิลปะ
แม้ในช่วงเวลากลางวัน เราจะมีพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีมากมายให้เดินเที่ยว แต่ในบางช่วงของปี ประเทศฝรั่งเศสจะมีอีเวนต์พิเศษที่จัดขึ้นเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น Night at the Musuem, Night at the Library และ Sleepless Night

เทศกาลและอีเวนต์ที่จัดขึ้นในเวลากลางคืนเหล่านี้ คือการสร้างสรรค์ช่วงเวลาพิเศษ ไม่ได้เพียงแค่พิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีเปิดทำการนานขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีโชว์พิเศษเข้ามาจัดแสดงในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย
“ถ้าคุณเข้าร่วม Night at the Museum คุณอาจจะได้ชมนิทรรศการที่จัดแสดงในช่วงเวลากลางคืน และอยากให้คุณคาดหวังมากกว่านั้น เช่น ศิลปะการแสดง คอนเสิร์ต หรือประสบการณ์ทางศิลปะแบบใหม่ ๆ ที่หาไม่ได้ในช่วงเวลาธรรมดา อาจจะได้เห็นนักเต้นเต้นอยู่ท่ามกลางรูปปั้นในพิพิธภัณฑ์ Louvre ก็ได้ เพราะฉะนั้น จุดประสงค์หลักคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้ชม”

คุณ Astrid เล่าว่า Sleepless Night คล้ายคลึงกับ Night at the Museum เพียงแต่มีขอบเขตที่กว้างขวางกว่า เพราะไม่ได้จัดแสดงเพียงแค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่ครอบคลุมไปยังสถานที่อื่น ๆ อย่างพื้นที่สาธารณะ โบราณสถาน หรืออาคารมรดกแห่งชาติ อีกทั้งยังคัดสรรโดยทีมภัณฑารักษ์มืออาชีพ รวมถึงโปรแกรมอื่น ๆ จากแต่ละสถานที่อีกด้วย
Sleepless Night จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนหรือตุลาคมของทุกปี และทุกคนเข้าร่วมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงขนส่งสาธารณะเองก็เปิดให้เดินทางฟรีตลอดทั้งคืน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ จุดประกายแรงบันดาลใจ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้คนตบเท้าออกจากบ้าน
ผลกระทบจาก AI
อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสต้องพบกับความท้าทายใหม่ ๆ เมื่อ AI เริ่มรุกคืบเข้ามาในขอบเขตของศิลปะ
“เราคิดว่าปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน คือ AI เพราะผลงานศิลปะที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาควรได้รับการคุ้มครอง มีประเด็นที่ว่าผู้คนจะแยกแยะอย่างไรระหว่างผลงานศิลปะที่สร้างโดย AI และผลงานศิลปะที่สร้างโดยศิลปินจริง ๆ รวมถึงศิลปินใช้ AI ได้ เพราะ AI เองก็เป็นเครื่องมือชั้นดีได้เช่นกัน”
คุณ Astrid ยกตัวอย่างการใช้ AI ในการสร้างสรรค์งานศิลปะว่า เธอเองก็เคยเห็นผลงานที่สร้างโดย AI มาแล้ว แม้ศิลปินคนนี้จะใช้เวลาหลายวันในการสร้างสรรค์ผลงานโดยไม่ได้ใช้มือทั้งสองข้างจับดินสอหรือพู่กัน แต่เขาก็ใช้จิตนาการ ป้อนคำสั่งให้สร้างภาพวาดขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ เธอจึงคิดว่า AI เป็นผู้ช่วยให้ศิลปินได้ แต่ต้องมีกฎระเบียบที่แข็งแรง จะได้แน่ใจว่าไม่มีผลงานศิลปะชิ้นไหนถูกขโมยลิขสิทธิ์อย่างแท้จริง เธอยืนยันว่าผลงานที่สร้างยังคงจะต้องมาจากจิตใจและจิตนาการของศิลปินเท่านั้น
เธอเผยให้เราฟังว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังจัดประชุมระหว่างประเทศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2026 และ AI จะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ต้องหาทางออกร่วมกัน เพราะเธอมองว่าฝรั่งเศสแก้ไขปัญหาเพียงคนเดียวไม่ได้ แต่ประเทศอื่น ๆ ต้องร่วมคิดร่วมแก้ไปด้วยกัน
ในอนาคตกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสจะโฟกัสไปที่ปัญหา AI ความหลากหลายทางผลงานศิลปะ รวมถึงปัญหาระดับโลกอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม
