ทุกวันนี้มี ‘เทศกาลสร้างสรรค์’ เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก
สำหรับนักท่องเที่ยว หากไปเที่ยวเมืองนั้น ๆ ตรงกับช่วงเทศกาลพอดีก็ถือเป็นโชคดีมาก เพราะถือเป็นโอกาสดีที่จะได้รู้จักเมืองในอีกมิติ หลาย ๆ คนก็วางแผนเที่ยวให้ตรงกับเทศกาลด้วยซ้ำไป
ซึ่งความพิเศษก็คือ แต่ละเทศกาลก็มีรูปแบบแตกต่างกันไป ตามแต่ต้นทุนทางวัฒนธรรม ลักษณะทางกายภาพของแต่ละพื้นที่ และสิ่งที่ผู้จัดต้องการเน้น แต่จุดประสงค์หนึ่งที่มักจะมีร่วมกัน คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น สนับสนุนคนตัวเล็กตัวน้อยในท้องถิ่นได้มากขึ้น
ทว่าเมื่องานเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เสียงก็เริ่มแตก
บ้างพูดว่างานเหล่านี้เป็นเหมือนโชว์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่ได้ช่วยเมืองได้ในระยะยาว
บ้างพูดถึงการสนับสนุนที่ไปไม่ถึงคนตัวเล็ก ๆ จริง ๆ
บ้างพูดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
หลายครั้งก็พูดไปถึงผลกระทบต่อคนในพื้นที่ ทั้งการทำงานโดยไม่คิดถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือการทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณจัดงานเดือดร้อน
คอลัมน์เมียงเมืองจะพาไปสำรวจประเด็นจากเทศกาลสร้างสรรค์ต่าง ๆ ในโลก จริง ๆ แล้วข้อดีของการจัดงานคืออะไร มีข้อถกเถียงอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้าง และมาดูกันว่าเราจะได้บทเรียนอะไรเพื่อพัฒนาเทศกาลที่จะเกิดขึ้นในเมืองของเราต่อไป

คำว่า ‘เทศกาลสร้างสรรค์’ เป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก ๆ และอาจหมายถึงงานใดก็ได้ที่ให้คุณค่ากับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งในที่นี้เล่าเราจะเล่าถึงทั้งเทศกาลออกแบบอย่าง Design Week และเทศกาลศิลปะ
หากว่าด้วย Design Week จุดเริ่มต้นของงานคือ Milan Design Week (Salone del Mobile) ที่เริ่มจัดในปี 1961 จากนั้นเมืองอื่น ๆ ก็ทยอยจัดตามมา โดยมีเอกลักษณ์หรือสิ่งที่เน้นแตกต่างกันไป
แม้หลาย ๆ งานจะเป็นงานที่ประชาชนทั่วไปจัดกันเอง แต่ช่วงปี 2000 ทางการของหลายเมืองในโลกเริ่มเข้ามามีบทบาทในการจัด เพื่อสนับสนุนให้ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ เกิดขึ้นอย่างจริงจัง


หากว่ากันด้วยงาน Design Week ที่มีข้อถกเถียงเกิดขึ้น เราอยากเริ่มต้นที่ Amman Design Week (ADW) ประเทศจอร์แดน
งานนี้เริ่มต้นที่ปี 2016 และจัดขึ้นทุก 2 ปีที่กรุงอัมมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในตะวันออกกลาง ตั้งใจให้เป็นเวทีระดับภูมิภาคที่ช่วยให้ศิลปิน นักออกแบบ และช่างฝีมือได้แสดงผลงาน รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
ประเภทงานที่สนับสนุนก็ครอบคลุมหลากหลายสาขา เช่น แฟชั่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ หัตถกรรมพื้นเมือง สถาปัตยกรรม การออกแบบที่ใช้เทคโนโลยี
ซึ่งเมื่อจัดขึ้นได้พักใหญ่ ADW ก็กลายเป็นเทศกาลที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคจริง เหล่านักออกแบบในจอร์แดนหรือตะวันออกกลางมีโอกาสแสดงผลงาน เหล่าช่างฝีมือแบบดั้งเดิมก็ได้ลองพัฒนาผลงานให้ร่วมสมัยมากขึ้น บางครั้งนักออกแบบร่วมสมัยกับช่างก็ได้ทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา
นับเป็นโอกาสที่ดีมากที่ความคิดสร้างสรรค์ได้งอกเงยขึ้นในภูมิภาค
ทั้งนี้ งานออกแบบในเทศกาลยังส่งเสริมให้เกิดการซื้อขาย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ธุรกิจขนาดเล็กได้เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ และเมื่อใช้พื้นที่สาธารณะและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของเมืองในการจัดงาน เมืองก็กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ด้วยการเน้นศิลปะเชิงทดลอง และกิจกรรมหลายส่วนเน้นไปที่นักออกแบบและศิลปินมากกว่า คนทั่วไปหลายคนก็มองว่าเข้าถึงยาก บางคนถึงขั้นมองว่านี่ไม่ใช่เทศกาลสำหรับพวกเขา แต่เป็นสำหรับ ‘คนอีกชนชั้น’ มากกว่า
บางคนพูดถึงการเป็นโอกาสเชิงพาณิชย์เฉพาะช่วงเทศกาล มากกว่าจะเป็นการสนับสนุนในระยะยาว ในหลายครั้งก็พูดไปถึงการทำให้พื้นที่เก่าแก่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้น และผลักคนดั้งเดิมออกไปจากพื่นที่ หรือที่เรียกกันว่า Gentrification
เราคิดว่าโจทย์ต่อไปที่ ADW ต้องคิด คือการทำให้เทศกาลกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านทั่วไปรู้สึกว่าเข้าร่วมได้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึงคิดถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่เมืองจะได้รับ และสิ่งที่เมืองอาจเสียไปจากการจัดงาน

เทศกาลถัดมาที่จะพูดถึงไม่เรียกว่า Design Week แต่เป็นเทศกาลสร้างสรรค์ที่เน้นงานศิลปะ และมีข้อถกเถียงที่น่าสนใจมาก
Echigo-Tsumari Art Triennale คือหนึ่งในเทศกาลศิลปะกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งในปี 2000 มีเป้าหมายในการฟื้นฟูพื้นที่ชนบทในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งประสบปัญหาคนรุ่นใหม่ย้ายออกจากเมือง จนประชากรลดลงเรื่อย ๆ เทศกาลนี้จัดขึ้นทุก 3 ปี โดยมี Fram Kitagawa ชาวนีงาตะผู้มีบทบาทสำคัญในวงการศิลปะประเทศญี่ปุ่นเป็นหัวหอกของงาน


พวกเขาเลือกใช้ศิลปะฟื้นฟูพื้นที่ชนบท โดยใช้พื้นที่ธรรมชาติและอาคารเก่าเป็นพื้นที่จัดแสดง สร้างบทสนทนาที่งดงามระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมขึ้นมา จนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาในพื้นที่ ที่พัก ร้านอาหาร การคมนาคมต่าง ๆ ก็มีรายได้ที่ดีไปตาม ๆ กัน
นอกจากเปิดโอกาสให้ศิลปินจากทั่วโลกมาสร้างงานศิลปะให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่แล้ว ข้อดีที่ต่างจาก Amman Design Week คือ Echigo-Tsumari Art Triennale เปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีบทบาทในการสร้างสรรค์งานและให้บริการนักท่องเที่ยว จนชุมชนรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลจริง ๆ

ถึงอย่างนั้นข้อติติงก็ตามมา เพราะบางคนมองว่าเทศกาลเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ให้ยั่งยืนจริง ๆ รวมถึงมองว่าเทศกาลอาจกำลังเปลี่ยนพื้นที่ชนบทให้เป็น ‘จุดขายทางวัฒนธรรม’ แทนที่จะเน้นการพัฒนาชุมชน
บางคนพูดถึงงานศิลปะที่กลายเป็นงานถาวร ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลหลังงานจบ และตั้งคำถามว่า มีโมเดลอื่น ๆ อีกไหมที่จะไม่สร้างภาระให้คนในพื้นที่
และแม้ว่าเทศกาลจะสร้างรายได้ให้กับคนตัวเล็กมากมาย แต่หลายคนก็คำนึงถึงความรู้สึกอึดอัดของคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ขณะที่เทศกาลยักษ์ใหญ่กำลังจัดอยู่
ประเด็นของงาน Echigo-Tsumari Art Triennale จึงน่าสนใจในแง่การจัดงานในพื้นที่ชนบทให้ประสบความสำเร็จสุด ๆ
เทศกาลอยากจะปั้นให้พื้นที่นี้กลายเป็นอะไร และมันดีต่อคนท้องถิ่นในทุกมิติจริงหรือไม่ นี่คงเป็นคำถามจากคนท้องถิ่นที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องทดไว้ในใจทุก ๆ ครั้งที่จัดงาน
แม้ว่าผู้ก่อตั้งอย่าง Fram Kitagawa จะมีบ้านเกิดอยู่ที่นีงาตะเองก็ตาม


งานสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ Design Week ที่แรก ซึ่งถือเป็นอีเวนต์เกี่ยวกับงานออกแบบที่สำคัญที่สุดในโลกทุกวันนี้
Milan Design Week (MDW) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Salone del Mobile และ Fuorisalone เริ่มต้นในปี 1961 โดยมีจุดประสงค์แรกคือการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์-ของตกแต่งภายในของอิตาลี สร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ รวมถึงส่งเสริมภาพลักษณ์ ‘เมืองหลวงแห่งแฟชั่นและการออกแบบ’ ให้กับมิลาน
แน่นอนว่าพวกเขาทำสำเร็จจริง งานนี้กลายเป็นเวทีที่นักออกแบบรุ่นใหม่และแบรนด์ต่าง ๆ ได้มาสร้างการรับรู้ในระดับสากล และกลายเป็นศูนย์รวมแนวคิดสดใหม่ที่ส่งผลต่อทิศทางการออกแบบในโลก
ทางด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น MDW ก็ดึงดูดผู้เข้าชมทั่วโลกจนธุรกิจต่าง ๆ ได้รับประโยชน์เป็นอย่างดี

ทว่าทุกวันนี้หลายคนกลับวิเคราะห์ว่า ความสำเร็จของ MDW กำลังกลับมาทำร้ายตัวเอง
อย่างแรกคือ ‘การเติบโตจนเกินควบคุม’ ของเทศกาล จากที่เป็นงานแฟร์เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ก็ขยายไปไกลจากเดิม และเป็นที่นิยมจนนักออกแบบทั่วโลกใฝ่ฝันจะเข้าร่วม พื้นที่จัดแสดงจึงขยายขึ้น มีนิทรรศการเกิดขึ้นทั่วเมือง จนบางคนก็ว่าคุณภาพของงานลดลงจากเดิม
การที่ผู้คนตบเท้ามาเข้าร่วมกันอย่างมหาศาลก็มีประเด็นเช่นกัน ตั้งแต่เรื่องปัญหาการเดินทาง ขนส่งสาธารณะและถนนที่แออัด เกิดปัญหาราคาที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร เพิ่มขึ้นในช่วงจัดงาน ส่งผลต่อทั้งผู้ร่วมงานและคนท้องถิ่น

ที่สำคัญอีกอย่างสำหรับยุคนี้ คือประเด็นเรื่องความยั่งยืน
แม้ว่าหลาย ๆ นิทรรศการจะคำนึงถึงความยั่งยืน แต่สุดท้ายก็เกิดขยะจำนวนมากจากการติดตั้งงานอยู่ดี และหากนับรวมการเดินทางมาของผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกก็จะมีการปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูงด้วย
ประเด็นสุดท้ายที่ถูกตั้งคำถาม คือแก่นหลักของงาน เพราะจากเดิมที่เป็นเวทีแห่งการทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ตอนนี้หลายคนมองว่าเน้นการตลาดหรือการโฆษณาสินค้ามากขึ้น ส่วนงานออกแบบอิสระและแนวทดลองก็ถูกกลืนไปกับแบรนด์เชิงพาณิชย์
ข้อถกเถียงของ Milan Design Week จึงว่าด้วยการควบคุมผลกระทบต่าง ๆ ที่มาจากความสำเร็จของเทศกาล

จริง ๆ แล้วเทศกาลสร้างสรรค์ทั้งหลายต่างก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้โลกมากมาย ทั้งเป็นเหมือนแพลตฟอร์มแห่งความคิดสร้างสรรค์ให้ผู้คนในพื้นที่นั้นและบริเวณใกล้เคียง ศิลปิน-นักออกแบบในแขนงที่ต่างกันได้มาเจอกัน งานฝีมือท้องถิ่นได้ต่อยอดไปสู่ความร่วมสมัย ด้านผู้คนทั่วไปก็ได้สนุกสนานไปกับเมือง พร้อม ๆ กับเห็นความสำคัญของงานออกแบบมากขึ้น ซึ่งงานทั้งหมดก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
ถ้าไม่มีงานเหล่านี้ เราคงเสียโอกาสที่ความคิดสร้างสรรค์จะได้โลดแล่นในโลกสมัยใหม่ไปไม่น้อย
นอกจากนี้ เทศกาลสร้างสรรค์หลาย ๆ งาน เช่น Design Week ยังเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาในเมือง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า การจะแก้ปัญหาสักอย่างในเมืองให้ลุล่วงจะต้องผ่านขั้นตอนมากมาย งานเหล่านี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ว่า เวิร์กจริงไหม
และหลายครั้ง งานที่สำเร็จก็มาจากการนำงานเชิงทดลองมาต่อยอด ตัวอย่างที่เห็นชัดจากบ้านเราก็คือ ป้ายรถเมล์ของ Mayday จาก Bangkok Design Week 2018 และแบบพัฒนาใหม่ในปี 2019 ซึ่งต่อมาก็ได้ใช้จริง ๆ แทบทุกถนนในกรุงเทพฯ


หากถามว่าเราได้บทเรียนอะไรจากข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นกับเทศกาลต่าง ๆ ในโลกบ้าง
อย่างแรก เราคิดว่าเทศกาลจะต้องไม่ลืมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่กระจุกตัวอยู่ที่แบรนด์ใหญ่ ๆ และคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่อาจนำไปสู่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือการที่ชาวบ้านเดิมต้องย้ายออก
ด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากจะต้องลดขยะจากการจัดงาน ใช้วัสดุรีไซเคิล กระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมระมัดระวัง อาจต้องส่งเสริมการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของทั้งเมือง นอกจากจะดีต่อช่วงนิทรรศการแล้ว ยังดีต่อคุณภาพชีวิตในเมืองอย่างยั่งยืนด้วย
ข้อสำคัญที่สุด คือการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ต้องเห็นความสำคัญถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น โดยดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนและจัดงานให้สะท้อนความต้องการไปจนถึงคุณค่าที่คนในพื้นที่ยึดถือ
โดยเฉพาะหากหนึ่งในเป้าหมายเดิมคือการพัฒนาท้องถิ่น เมื่อวันเวลาผ่านไป งานได้รับความนิยมมากขึ้น สำคัญมากที่จะต้องกลับมาทบทวนอยู่เสมอว่างานยังตอบโจทย์เดิมไหม และใช่แนวทางที่คนท้องถิ่นเห็นชอบหรือเปล่า
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งมีค่าที่สุดสำหรับเมืองก็คือผู้คน และความสำเร็จจริง ๆ ก็ไม่อาจประเมินได้ด้วย ‘ตัวเลข’ ของผู้เข้าร่วมหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
ส่วนผู้ชมก็มีหน้าที่ต้องสร้างข้อถกเถียงกันต่อไป เพื่อที่เทศกาลสร้างสรรค์จะเป็นไปอย่างดีกับทุกคนในทุกมิติจริง ๆ


ข้อมูลอ้างอิงและที่มาภาพประกอบ
- designweekguide.com/design-weeks-brief-history
- www.dezeen.com
- www.venuereport.com/blog
- travel.gaijinpot.com/echigo-tsumari-art-triennale
- www.artfrontgallery.com/en/whatsnew/2022/gallerys_pick_for_the_month.html
- www.aljazeera.com/gallery/2016/9/9/amman-celebrates-first-design-week
- www.echigo-tsumari.jp
- www.archdaily.com/tag/amman-design-week
- designsociety.safecontrol.gr/en/post/milan-design-week-2022_535
- en.wikipedia.org/wiki/Echigo-Tsumari_Art_Triennial
- en.wikipedia.org/wiki/Amman_Design_Week
