29 สิงหาคม 2025
101

The Cloud x สภาพัฒน์

อีก 5 ปี ก็จะครบกำหนดระยะเวลาที่ 193 ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ลงนามข้อตกลงว่าจะพัฒนาประเทศภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ถ้าเปรียบกับการแข่งวิ่ง ตอนนี้เราก็คงใกล้เข้าโค้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย เป็นคำถามที่น่าคิดต่อว่า ประเทศไทยจะวิ่งเข้าสู่เส้นชัยแบบใดกัน

ขณะเดียวกัน โลกเราก็กำลังเผชิญกับวิกฤตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น วิกฤตเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มที่มีความไม่มั่นคง มีปัญหาทางฐานะเศรษฐกิจ ซึ่งมักเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบและยากที่จะรับมือได้ด้วยตัวเอง 

เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีหลักการสำคัญข้อหนึ่ง คือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) การพัฒนาที่เกิดขึ้นต้องเป็นไปอย่างครอบคลุมและสร้างความเท่าเทียม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม สร้างความเสมอภาค และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ คนพิการ ฯลฯ รวมเป็นกว่า 10 ล้านคน และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่สำคัญวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบอกเราว่า ทุกคนต่างเสี่ยงกลายเป็นคนเปราะบางได้ทุกเวลา

คอลัมน์ Sustainable Development Goals ครั้งนี้ ชวนไปคุยกับ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ถึงแนวทางการทำงานที่ตั้งใจเปลี่ยนภาพจำกระทรวงจากกระทรวงสังคมสงเคราะห์ เป็นกระทรวงที่เชื่อมั่นศักยภาพที่อยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน และพร้อมจะพาสังคมมองเห็นไปด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

บทบาทของ พม. ในการพัฒนาประเทศไทย

ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นรถคันหนึ่งที่รัฐบาลพยายามปรับแต่งรถใช้เครื่องยนต์ดี ๆ เติมน้ำมันเต็มถัง เพื่อกระตุ้นให้รถวิ่งเร็ว ๆ แต่รถคันนี้ก็มีรถพ่วงข้างหลังที่บรรจุกลุ่มคนเปราะบางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก เป็นต้น

หากไม่มีใครเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ พวกเขาก็จะเป็นเพียงพ่วงข้างหลังรถยนต์ตลอดไป ให้รถยนต์คอยลากจูง ทั้งที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งทำให้รถยนต์วิ่งได้ดี นั่นจึงเป็นงานของ พม. ที่เราจะเข้าไปดูแลคนเหล่านี้ ด้วยการพัฒนาศักยภาพให้เขาอยู่ได้บนศักยภาพของตัวเอง มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้ 

ที่ผ่านมา พม. มักถูกมองว่าเป็น ‘กระทรวงสังคมสงเคราะห์’

ใช่ครับ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผมนั่งอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ผมพยายามทำให้สาธารณชนเห็นว่า การทำงานของ พม. ไม่ใช่การสงเคราะห์ เรามีหน้าที่ดึงศักยภาพของคนแต่ละกลุ่มออกมา ทำให้ท้ายที่สุดเขาอยู่ได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง เพราะต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่ประเทศร่ำรวย มีคนที่ต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาล้วนมีความสามารถในการดูแลตัวเอง เพียงแต่เราต้องสนับสนุนให้เขาดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมาใช้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นเราจะได้แค่ช่วยเขาในลักษณะการสงเคราะห์ ให้เขานั่งรอความช่วยเหลือตลอดไป

การทำให้คนคนหนึ่งอยู่ได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง ทำงานเลี้ยงชีพได้ จะช่วยสร้างคุณค่าให้เขา ลดการพึ่งพาสวัสดิการรัฐ ที่สำคัญ รายได้ของเขาจะกลายเป็นภาษีให้รัฐนำไปพัฒนาประเทศต่อได้ 

การจะดึงศักยภาพแต่ละคนออกมาได้น่าจะต้องเริ่มจากทำความเข้าใจก่อน คุณมีวิธีทำความเข้าใจคนที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างไร

ช่วงแรก ๆ ของการทำงาน ผมลองนั่งวีลแชร์จากสยามพารากอนไปเซ็นทรัลชิดลม เป็นการเดินทางที่ต้องขึ้นบีทีเอส เข็นวีลแชร์บนทางเท้าที่ทำเอาเกือบคว่ำเหมือนกัน แล้วก็เคยลองปิดตาใช้ไม้เท้าเดินจากเซ็นทรัลชิดลมมาสยามพารากอน มันทำให้เราเข้าใจคนพิการมากขึ้น การออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เหมือนกับการผจญภัยเลย ซึ่งบางคนต้องผจญภัยทุกวัน

ปีนี้แม่ผมอายุ 91 ปีแล้ว จึงรู้ดีว่าการดูแลผู้สูงอายุก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเตรียมตัวก่อนแก่ที่สำคัญมาก ๆ (เน้นเสียง) สภาพแวดล้อมรอบตัวเราหล่อหลอมให้เราเกิด Empathy ที่ส่งผลต่อการคิดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของคนหลากหลายกลุ่ม เรารู้ว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งสิ่งที่กลุ่มเปราะบางไม่ต้องการมากที่สุด คือความสงสาร เขาไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร อย่างคนพิการก็อยากไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง ไม่ได้ต้องการคนมาดูแลตลอดเวลา และเขาอยากทำงาน อยากอยู่ได้ด้วยตัวเอง 

สิ่งที่ทุกคนต้องการจริง ๆ คือโอกาส ทำให้เราพยายามผลักดันโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้เขาเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เช่น การจ้างงานคนพิการที่เราพยายามสื่อสารเสมอว่า อย่าจ้างเพราะความพิการหรือความสงสาร แต่จ้างเพราะความสามารถ แต่อาจมีบางบริษัทที่ยังมีความกังวลถ้าต้องจ้างคนพิการ กลัวต้นทุนสูง ไม่คุ้มค่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยเราได้ และการปรับสภาพแวดล้อมในที่ทำงานก็ไม่ใช่เรื่องยาก ยกตัวอย่างสำนักงานของ พม. เรามีการปรับห้องน้ำให้ใหญ่มากพอที่วีลแชร์เข็นเข้าได้ หรือติดราวจับบางจุด

วิธีสื่อสารกับประชาชนก็ต้องหลากหลายตาม เช่น ที่คุณมีการใช้ภาษามือคุยกับคนหูหนวก

ถ้าอยากดึงเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคม เราก็ต้องสื่อสารให้ได้มากที่สุด ผมอาจจะยังใช้ภาษามือไม่เก่ง แต่ความพยายามของผมคงทำให้เขามองเห็นความตั้งใจและพร้อมที่จะเดินไปกับเรา

นอกจากทำความเข้าใจ ปัจจัยภายนอกส่งผลต่อการทำงานอย่างไรบ้าง

หนึ่งในปัจจัยภายนอกที่ผมคิดว่าประชาชนทุกคนรู้สึกเหมือนกัน คือ Climate Change เกือบทุกพื้นที่ในไทยได้รับผลกระทบ อย่างเช่นที่อำเภอแม่สายที่ผ่านมาครึ่งปีเจอน้ำท่วมไป 4 รอบแล้ว สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น เราทุกคนจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

แต่มีอีกปัญหาที่สังคมไทยเริ่มพูดถึงมากขึ้น แต่อาจยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของมันมากพอ คือวิกฤตโครงสร้างประชากร ทุกวันนี้ไทยเราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว เรามีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ผู้สูงอายุประเทศเราถือว่าอายุน้อยกว่ามากนะ เช่น ที่อิตาลี เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเขาขยับอายุผู้สูงอายุเป็น 67 ปี หรือมีบางประเทศขยับไปที่ 70 ปีแล้ว 

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์โครงสร้างประชากรของประเทศเราวิกฤต คือจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ไม่ถึง 500,000 คนต่อปี ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีก 30 หรือ 50 ปี จำนวนประชากรจะลดลงจาก 60 สู่ 40 ล้านคน และจะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งจำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศก็จะลดลงเช่นเดียวกัน และพวกเขาจะกลายเป็นเดอะแบก

2 วิกฤตนี้มีจุดที่เชื่อมโยงกันไหม

เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ คนกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ดินถล่ม หรือแผ่นดินไหว ก็คือกลุ่มคนเปราะบางที่ประกอบด้วยคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก เป็นต้น ยิ่งขาดคนที่จะมาเป็นแรงงานทำหน้าที่ช่วยเหลือ การรับมือกับสถานการณ์ก็จะยิ่งแย่ลง 

เมื่อปัญหามีความเชื่อมโยงกัน น่าจะส่งผลต่อการทำงานที่ทำงานแค่ภายในกระทรวงตัวเองไม่ได้

ผมเคยทำงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จนมาทำงานที่ พม. จึงเห็นว่าการทำงานแต่ละกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทยมีความเกี่ยวโยงอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเรื่องภัยพิบัติที่เล่าไปจะมี 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรก คือการลดความรุนแรงของการเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่ของ ทส. ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ผลักดันการใช้คาร์บอนเครดิต อีกเรื่องคือการปรับตัวของคนเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ กลุ่มคนที่ต้องปรับตัวมากที่สุดคือกลุ่มคนเปราะบางที่ พม. ดูแล แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัวน้อยที่สุด 

ทุกวันนี้กระทรวงของเราจะเก็บข้อมูลของประชาชนกลุ่มเปราะบางในแต่ละพื้นที่ เมื่อเกิดน้ำท่วม หรือภัยพิบัติใด ๆ ก็ตาม เจ้าหน้าที่ พม. ในแต่ละจังหวัดจะได้ประสานงานกับหน่วยกู้ภัย แจ้งว่าพื้นที่นี้มีผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน หรือซอยนี้มีคนหูหนวก ต้องมีล่ามไปด้วย เราวางแผนการทำงานร่วมกันได้

แนวทางการทำงานของ พม. กับกลุ่มคนเปราะบางเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ

เราจัดตั้งศูนย์บริการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ หรือ ศบปภ. (Disaster Care Center for the Vulnerable หรือ DCCV) ภายในศูนย์จะมีคนให้ความช่วยเหลือเฉพาะด้าน เช่น พี่เลี้ยงเด็ก คนดูแลผู้สูงอายุ ล่ามภาษามือ ศูนย์โดยทั่วไปอาจเน้นการช่วยเหลือเป็นหลัก เป็นที่หลบภัย จึงขาดสิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างที่ พม. เข้าไปเติมเต็มได้ เราอยากให้ศูนย์นี้กระจายไปทั่วประเทศ เพื่อดูแลพี่น้องกลุ่มคนเปราะบางระหว่างที่เกิดภัยพิบัติ และเมื่อเหตุการณ์จบลงถึงค่อยเข้าสู่ช่วงฟื้นฟู

คนในศูนย์ฯ ต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น หรือเป็นใครก็ได้ที่อยากมาช่วย 

ใครที่สนใจก็มาร่วมทำงานในศูนย์ได้เลย เพราะทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ พม. มีหยิบมือเดียว เรายังต้องการคนมาช่วยเพิ่ม หรือการดูแลคนบางกลุ่มก็มีข้อจำกัด เช่น ผู้สูงอายุ ถ้าได้คนในชุมชนเดียวกันมาดูแล เขาจะอุ่นใจมากกว่าเป็นคนแปลกหน้า 

ระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อมกับวิกฤตโครงสร้างประชากร ควรแก้อะไรก่อนดี

คงเลือกไม่ได้ว่าควรแก้เรื่องไหนก่อน เพราะทั้ง 2 เรื่องเร่งด่วนพอกัน ที่สำคัญผมมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่ไม่ต้องเลือกทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราทำไปพร้อมกันได้ แต่ถ้าถามว่าเรื่องไหนหนักหนาสาหัสมากกว่า ในความรู้สึกของผม วิกฤตโครงสร้างประชากรเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่า เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมถ้าทุกคนช่วยกันก็แก้ไขปัญหาได้ 

ทุกวันนี้เดินไปถามคนบนถนนว่า ถ้าจะให้แต่งงานมีครอบครัว พวกเขาต้องการอะไร หรือถ้าจะให้มีลูก พวกเขาอยากได้อะไร เชื่อเลยทุกคนต้องบอกว่า มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีโรงเรียนที่ดี มีการงานมั่นคง คุณภาพชีวิตที่ปลอดภัย หรือมีคนดูแลพ่อแม่ของตัวเอง ถ้าไม่มีใคร เขาคงเลือกที่จะอยู่ดูแลพ่อแม่มากกว่ามีลูก 

เพราะฉะนั้น การแก้ไขวิกฤตโครงสร้างประชากรจึงเป็นการทำงานร่วมกันของทุกกระทรวง ต้องดูทั้งการศึกษา คมนาคม ที่อยู่อาศัย ซึ่งตอนนี้สิ่งที่ พม. เร่งทำ คือการสร้างที่อยู่ให้กับประชาชน และไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องเป็นคนทุกกลุ่มที่เข้าถึง และการสร้างบ้านต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิต บ้านผู้สูงอายุก็จะเป็นแบบหนึ่ง บ้านคนทั่วไปก็จะเป็นอีกแบบ หรือในอนาคตบางพื้นที่ประสบน้ำท่วมบ่อย บ้านควรมีลักษณะอย่างไร 

ยังมีกลุ่มคนเปราะบางอีกกลุ่มที่บางคนอาจรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปดูแล ก็คือผู้ลี้ภัยและแรงงานต่างด้าว แต่พวกเขาก็อาศัยอยู่ในไทยและจัดเป็นกลุ่มเปราะบาง พม. ต้องดูแลพวกเขาด้วยไหม

ถ้าเป็นเด็กจะอยู่ในความคุ้มครองของเรา เพราะไทยเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) อนุสัญญาฯ กำหนดว่า ไม่ว่าเด็กจะมีสัญชาติหรือเชื้อชาติใด ถ้าอยู่ในแผ่นดินไทย รัฐมีหน้าที่ดูแลพวกเขา

ส่วนประเด็นแรงงานต่างด้าว ต้องยอมรับก่อนว่าทุกวันนี้เราขาดแคลนแรงงาน สิ่งที่เราพึ่งพามาตลอดคือแรงงานต่างด้าว มีทั้งคนที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ฉะนั้น ท่ามกลางวิกฤตโครงสร้างประชากร เราคงต้องกลับมาถามว่า จะทำยังไงให้แรงงานต่างด้าวในไทยอยู่แบบถูกกฎหมาย เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ก็คือการขึ้นทะเบียน ทำให้เขาได้รับการคุ้มครอง ขณะเดียวกันเราก็เก็บภาษีจากพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

ในปี 2030 อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร

ผมมองว่าตอนนี้ไทยพัฒนามาไกลมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนหรือประเทศใหญ่ ๆ แต่เราอาจจะยังทำไม่สำเร็จทุกข้อ และผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายประเทศเป็นแบบเดียวกัน 

จริง ๆ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนจะมี SDGs ด้วยซ้ำ คำว่า ‘พอเพียง’ หมายถึงให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่เบียดเบียนใคร ดังนั้น ประเทศไทยของเรามีแนวทางที่ชัดเจนมาตลอด และเราพัฒนามาได้เยอะแล้ว ยังมีเส้นทางอีกไกลพอตัวที่ต้องเดินไปด้วยกัน แต่ว่าผมเชื่อมั่นว่าทุกคนจะทำอย่างงเต็มที่ ไม่อย่างนั้นจะตามคนอื่นไม่ทัน ยิ่งในเศรษฐกิจสมัยใหม่ SDGs เป็นหัวใจสำคัญ

กลุ่มเปราะบางในปี 2030 จะมีคุณภาพชีวิตอย่างไร

ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ผมมั่นใจ เพราะตลอดเวลาที่ทำงานมา 2 ปี เราปรับเปลี่ยนองคาพยพในการทำงาน ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานว่า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่ใช่กระทรวงสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นกระทรวงที่จะไปดึงความสามารถของคนแต่ละกลุ่มขึ้นมา เราไปจับมือองค์กรต่าง ๆ ให้มาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น UNDP, UNICEF, WHO, World Bank ฯลฯ เพราะเรารู้ว่าทำงานตัวคนเดียวไม่ได้ เราจะดึงทุกคนที่ทำให้คุณภาพชีวิตพี่น้องกลุ่มเปราะบางดีขึ้นได้มาร่วมมือกัน 

อะไรคือ ‘คำสำคัญ’ ที่อยากให้เราเก็บไว้ในใจ

‘Together Possible’ เป็นสิ่งที่ผมเห็นตลอดการทำงานเป็นรัฐมนตรี 2 กระทรวง เมื่อคนไทยจะทำอะไร และทำไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีอะไรที่คนไทยทำไม่ได้ ถ้าทำด้วยกันคนไทยทำได้ทุกอย่าง

Writer

พันธยศ ดีดอม

นักศึกษา IR ที่เชื่อว่าถ้าทุกคนเลี้ยงแมวโลกจะสงบสุข

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง