The Cloud x สภาพัฒน์
ในขณะที่เรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางคำว่า ‘ความยั่งยืน’ ที่ได้ยินกันถี่ขึ้น เห็นกันบ่อยขึ้น จนอาจเกิดความชาชิน ไหนจะต้องมาแยกแยะว่าเป็นของจริงหรือเป็นเพียงแคมเปญทางการตลาด แท้จริงแล้วเรามีเส้นทางเดินไปสู่ความยั่งยืนที่ทอดยาวมาตั้งแต่หลายปีก่อน
ความยั่งยืนถูกบรรจุอยู่ในวาระระดับชาติของเกือบทุกประเทศบนโลกกว่า 193 ประเทศในปี 2015 จากเหตุการณ์ที่ผู้นำประชาคมโลกยกมือกันอย่างพร้อมเพรียงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนเวทีสหประชาชาติ ให้การรับรองว่าอีก 15 ปีต่อจากนี้ โลกเราจะใช้คำว่าความยั่งยืนเป็นแนวทางในการพัฒนา และได้กำหนดคำว่า Sustainable Development Goals หรือ SDGs ขึ้น
ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะมาเล่าเส้นทางสุดท้าทายของประเทศไทยในการเดินตามวาระ SDGs พร้อมกาง Thailand’s SDG Roadmap แผนที่นำทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศที่ต้องขับเคลื่อนทั้ง 5 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สันติภาพ และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน หรือต้องวิ่งสุดกำลังให้ทันกับธงที่ตั้งไว้ในปี 2030

จุดเริ่มต้นของเส้นทาง SDGs ระยะ 15 ปี
ต้องย้อนกลับไปว่าทำไมโลกถึงต้องมี SDGs เพราะในช่วงต้นสหัสวรรษ 2000 โลกเกิดเหตุการณ์ปั่นป่วนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซับไพรม์จากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ วิกฤตเศรษฐกิจในทุกทวีปทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา สังคมยังไม่พัฒนา ความยั่งยืนจะไม่เกิดขึ้น ประชาคมโลกก็เกิดความกังวลกันว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดผลเสียกับโลกมาก คนรุ่นหลังที่อยู่ต่อจากเราน่าจะอยู่ในโลกใบนี้ได้ยากขึ้น ดังนั้น ผู้นำโลกจึงได้มาคุยกันในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ คิดว่าเราควรจะปักธงอะไรสักอย่างที่มองเพื่อคนรุ่นหลังมากขึ้น จึงเป็นที่มาของเรื่องราวความยั่งยืนต่อจากนี้
ความยั่งยืนไม่ได้มีความหมายตายตัว แต่มีนักวิชาการหลายคนให้ความหมายไว้ว่า คือการกระทำที่ไม่ลิดรอนสิทธิของคนรุ่นหลัง ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราใช้ชีวิตอย่างไรก็ตามในโลกที่มีมลภาวะมากขึ้นหรือมีความขัดแย้งมากขึ้น มันเกิดผลกระทบแน่นอน ถ้าเรายังทำแบบไม่คิดเผื่ออนาคต จะทำให้โลกและสิ่งแวดล้อมพังทลายในที่สุด
ความยั่งยืนในมุมของสมัชชาสหประชาชาติไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ครอบคลุมไปถึง 5 มิติ (5Ps) คือมิติเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง (Prosperity) โลกต้องมีเศรษฐกิจที่มั่นคง ประชาชนมีความมั่งคั่ง มิติการพัฒนาคน (People) ขจัดความยากจนและความหิวโหย ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสุขภาวะที่ดี มิติสิ่งแวดล้อม (Planet) ปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเพื่อพลเมืองโลกรุ่นต่อไป มิติสันติภาพและความยุติธรรม (Peace) ยึดหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่แบ่งแยก และมิติความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าต่างคนต่างทำ
ตั้งแต่ปี 2015 ที่เป็นจุดตั้งต้น ผู้นำประชาคมโลกให้การรับรองว่าอีก 15 ปีต่อจากนี้เราจะใช้คำว่าความยั่งยืนเป็นแนวทางในการพัฒนา กลายเป็นวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) เราเริ่มนับหนึ่งในวาระนี้ตั้งแต่ปี 2016 ไปจนถึงปี 2030 เป็นทางเดินระยะ 15 ปีที่ค่อนข้างจะท้าทายมากสำหรับทุกประเทศ

ประเทศไทยนำ SDGs กลับมาทำอะไรต่อ
บทบาทของไทยในเวทีสหประชาชาติเราก็ไม่แพ้ใคร เขาไม่ได้วัดกันที่ระดับรายได้ แต่วัดกันที่บทบาท ความมุ่งมั่น ซึ่งประเทศไทยมีส่วนร่วมในเวทีสหประชาชาติค่อนข้างจะโดดเด่น หลังจากที่มีวาระใหญ่เรื่องความยั่งยืน ยังมีเป้าหมายหลัก 17 ข้อด้วยกันที่เรามักเห็นเป็นกล่องสีสันสดใสต่างกัน เป็นการสื่อความหมายว่าเราทั้งโลกจะมุ่งเน้นพัฒนาด้านไหน มีตั้งแต่ความยากจนที่เราต้องกำจัดให้หมด ความหิวโหยที่ต้องยุติให้ได้ ไปจนถึงสังคมสงบสุข ในเป้าหมายหลักแต่ละด้านยังมีเป้าหมายย่อยที่เรียกว่า Target ทั้งหมด 169 ตัว เจาะในมิติที่ลึกลงไปว่าควรจะต้องทำและวัดผลเรื่องใดบ้าง
พอประเทศไทยรับการบ้านมาจากสหประชาติ ก็ต้องนั่งคิดแล้วว่าจะเดินไปยังไงหรือต้องวิ่งไหม สภาพัฒน์ในฐานะหน่วยงานกลางและเป็นหน่วยงานวางแผน เราดูว่าวาระของโลกมีความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาของประเทศอย่างไร และจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราไปให้การรับรองบนเวทีประชาคมโลกไว้ แต่สภาพัฒน์ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่ทำ เพราะใน 169 เป้าหมายย่อยเกี่ยวโยงกันกับทุกหน่วยงาน ผมใช้คำว่าทุกหน่วยงาน ไม่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น แต่ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หรือภาคประชาสังคม ก็จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนา
เราตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ กพย. มีประธานเป็นนายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่ง มีหน่วยงานรัฐเป็นกรรมการ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในภาคเอกชน สถาบันการศึกษาหรือภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมกำหนดนโยบายเพื่อเติมเต็มเรื่องความยั่งยืน คณะกรรมการก็ทำงานกันไปบนความร่วมมือ ประสานงานทุกทิศทาง แต่หากมีทีมแล้วกลับไม่มีแผนย่อมไปกันไม่ถูกทาง นำมาสู่การจัดทำ Thailand’s SDG Roadmap หรือแผนที่นำทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย
ตัวแผนที่นำทางเรากำหนดเอาไว้เป็น 6 ด้านด้วยกัน โดยสรุป อันดับแรกต้องมีการสร้างความเข้าใจก่อนว่า SDGs คืออะไร ถ้าพูดคำว่าความยั่งยืน เชื่อว่าหลายคนในสังคมยังยึดติดกับคำว่าสิ่งแวดล้อม จริง ๆ มันมีมิติอื่นเรื่องของความสงบสุข ความมั่นคงในชีวิต พอเข้าใจแล้วต้องลงมือทำ ทุกคนรู้หน้าที่ของตนเองที่ต้องทำและร่วมมือกัน สุดท้ายต้องติดตามประเมินผล ถ้าเราไม่รู้สถานะในตอนนี้ว่าความยั่งยืนเราอยู่ตรงไหน ก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้

เราเดินผ่านความสำเร็จอะไรมาแล้วบ้าง
ผมขอใช้คำว่า เรามีความยั่งยืนเพิ่มขึ้นจากในอดีตมาก
สมัยรุ่นผมเวลาไปซื้อของกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะในตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต จะมีการขอถุงเพิ่มหรือขอซ้อนถุง แต่สมัยนี้เวลาผมไปซื้อของกับรุ่นหลานแล้วขอถุง ผมโดนดุแล้วนะ ไม่ว่าจะยอมเสียตังค์เพิ่มก็ตาม หรือการไปซื้อน้ำเดี๋ยวนี้หลายคนก็พกแก้วไปซื้อกันเอง ดื่มน้ำในออฟฟิศโดยไม่ต้องใช้แก้วพลาสติก จะเห็นว่ามันเริ่มเปลี่ยนไปถึงข้างในตัวคนในเรื่องความรักต่อสิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งเรื่องสังคม มีการคิดถึงความสงบสุขในสังคมหรืออยากให้สังคมมีความยุติธรรมมากขึ้น เกิดบทสนทนาที่พูดถึงสิทธิมนุษยชน การลิดรอนสิทธิของคนอื่น หรือความหลากหลายทางเพศในวงกว้างมากขึ้น
แต่ถามว่ามีเดินถอยหลังบ้างไหม ก็ต้องตอบว่ามีบ้าง ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ทุกประเทศทั่วโลกเกิดความถดถอย โดยเฉพาะความถดถอยด้านเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อสังคมไปด้วย หลังโควิด-19 จุดอ่อนของประเทศไทยรวมทั้งของโลกคือเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการที่เราใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางบก-ทางทะเลมากขึ้น จำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูพร้อมเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมา แม้เรามีแผนที่นำทาง แต่ถ้าเกิดวิกฤตที่เราไม่พร้อมรับมือ การเดินถอยหลังมันก็เกิดขึ้นได้
สภาพัฒน์เดินไปบนเส้นทางนี้กับใครบ้าง
อันดับแรก เราทำงานกับภาครัฐ ทุกกระทรวง ทุกองค์การ เพื่อขอให้ภารกิจของแต่ละหน่วยงานใส่คำว่าความยั่งยืนเข้าไป คมนาคมยั่งยืนเป็นอย่างไร พลังงานยั่งยืนเป็นอย่างไรต้องเริ่มคิด อันดับที่ 2 คือการทำงานกับภาคเอกชนที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ต้องใส่มิติของความยั่งยืนเข้าไป การดำเนินการไม่ใช่แค่ผลิตยังไงให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด แต่ต้องดูไปถึงเรื่องของแรงงาน ดูแลสวัสดิการของคนที่อยู่ในการกำกับ
ยกตัวอย่างเช่น สภาพัฒน์ทำงานร่วมกับสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand (GCNT)) เป็นสมาคมที่มุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนในสังคมไทย แล้ว GCNT ก็ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอนนี้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมี One Report รายงานเรื่องของความยั่งยืนให้สาธารณชนรับรู้ เริ่มแรกอาจเกิดจากความสมัครใจ แต่พอเริ่มเข้าสู่ดีเอ็นเอของตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทก็ต้องทำตามในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีการทำงานกับ SMEs สร้างความร่วมมือจากบริษัทใหญ่ไปสู่บริษัทที่เล็กกว่า เป็นการแชร์ประสบการณ์ในการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีมาตรการภาครัฐคอยให้ความช่วยเหลือด้านวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี แต่เมื่อไปถึงผู้ประกอบการระดับไมโครที่เป็นรายเล็กมาก ยังทำได้ยาก ต้องมีการปรับวิธีการให้เข้าถึงและเข้าใจง่ายมากขึ้น

หน่วยเล็กที่สุดของสังคมอย่างประชาชน มาร่วมเดินบนเส้นทางนี้มากน้อยแค่ไหน
คนทั่วไปอาจคิดว่าความยั่งยืนเป็นคำใหญ่คำโต เพราะฉะนั้น เวลาเราพูดถึงความยั่งยืนกับประชาชน ไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า ‘คุณต้องทำ’ ผมเชื่อว่าถ้าใส่คำนั้นเข้าไป มันจะเกิดกระแสต่อต้านหรือคิดว่าเป็นแคมเปญบางอย่างของภาครัฐเท่านั้น แต่เราต้องทำให้เห็นภาพว่าจะเกิดประโยชน์อะไร ฝุ่น PM 2.5 เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนมาก เมื่อเกิดการเผาป่า ฝุ่นกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ที่มีการเผาเท่านั้น หรือการลดแก้วพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งมันจะไปลดค่าใช้จ่ายของคุณด้วย เป็นต้น
นี่คือสิ่งที่เราอยากสื่อสารออกไปตลอดว่าพอทำเรื่องของความยั่งยืน โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต มันจะเกิดผลบวกต่อการใช้ชีวิตของคุณเอง โดยที่ไม่ต้องไปโปรโมตคำว่า Thailand’s SDG Roadmap
คาดว่าจะเห็นอะไรในปลายทางเดินของเป้า SDGs ปี 2030
ปี 2030 ประเทศไทยจะยั่งยืนขึ้น แต่ตอบไม่ได้ว่าเป็นประเทศที่ยั่งยืนแล้ว
พอใช้คำว่ายั่งยืนขึ้น มันชัดเจนมากว่าเราจะมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น ลูกหลานของเราจะไม่ถูกลิดรอนสิทธิมากขึ้น เราขับเคลื่อนการเดินทางตามข้อมูลที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน เมื่อไปได้ระยะหนึ่ง ต้องมีการประเมินผล เราจะรู้สถานะของเราว่าต้องการอะไรเพิ่มเติม จุดอ่อนที่ยังเห็นอยู่คือสังคมจะต้องพัฒนาในเรื่องของสุขภาวะและการศึกษา
ต้องยอมรับว่ามีคนที่อยู่นอกระบบการศึกษาอีกเยอะ จำเป็นต้องสร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาให้มากขึ้น หรือกลุ่มคนที่เราเชื่อว่าเขาเป็นผู้กระทำผิดต้องดึงเขากลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจให้ได้ ด้วยการสร้างกระบวนการยุติธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพของหลักนิติธรรมให้มากขึ้น
ตอนนี้เราอาจจะพอใจกับน้ำในแก้วที่เรามีอยู่ แต่มุมที่อยากให้มอง คือเรายังเหลือเวลาอีกครึ่งทาง จะเติมยังไงให้มันเต็มหรือใกล้เคียงเป้าหมายมากที่สุด

หลังปี 2030 จะเกิดอะไรขึ้นต่อ
ยังมีประเด็นใหม่ ๆ ที่ประชาคมโลกคิดร่วมกันว่าต้องให้ความสำคัญหลังปี 2030 ตัวอย่างเช่นการระดมทุนเพื่อการพัฒนา เคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศที่มีความมั่งคั่งกว่าไปสู่ประเทศที่มีความมั่งคั่งน้อยกว่าจะเป็นกลไกสำคัญของการสร้างความยั่งยืน อีกหนึ่งที่ประเด็นใหญ่มาก คือการสร้างความร่วมมือกับเด็กและเยาวชน เราเริ่มมองเห็นแล้วว่า โลกในอนาคตหลังปี 2030 ไม่ใช่โลกของผู้นำที่อยู่ในเวทีประชาชาติเท่านั้น แต่จะเป็นโลกที่เด็กและเยาวชนอยู่อาศัย เขาจะกลายเป็นผู้นำในอนาคต ดังนั้น การดึงเสียงของเด็กและเยาวชนมาร่วมกันกำหนดวาระการพัฒนาใหม่หลังปี 2030 จะต้องเกิดขึ้น
หลังปี 2030 ผมมั่นใจเลยว่าเราจะมองเห็นความคิดใหม่ ๆ จุดประกายวิธีใหม่ให้กับโลกมากขึ้น
จะใช้คำว่า ‘อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด’ ไม่ได้แล้วสินะ
เราอยากสร้างอนาคตแบบไหนก็ต้องมาคิดตั้งแต่วันนี้ แล้วเริ่มลงมือทำ ซึ่งไม่ได้สายเกินไปเลย เหมือนชื่อรายการพอดแคสต์ The Second Half ที่เราคุยกัน อีกครึ่งที่เหลือเราจะเติมยังไงให้ใกล้กับจุดหมายที่เราต้องการมากที่สุด การสร้างสังคมยั่งยืนมาจากทุกคน ทั้งที่ประชาชนทั่วไปอย่างเรา หน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทห้างร้านเอกชน ผู้ประกอบการ ครูนักเรียน
คำที่สภาพัฒน์อยากฝากเอาไว้ คือการเป็น Active Citizen หรือเป็นคนที่ตื่นตัว เราต้องมองคำว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังอยู่ในตัว ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะให้ใครมาสั่ง แต่เป็นสิ่งที่เราต้องคิดและลงมือทำด้วยตัวเอง

