1 พฤศจิกายน 2024
1 K

The Cloud x สภาพัฒน์

วลียอดฮิตเมื่อพูดถึงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่าง ‘No One Left Behind เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เมื่อพูดอาจดูสวยหรู แต่เมื่อต้องลงมือทำกลับไม่ง่าย คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนในสังคม 

ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ พาเรามองผ่านเลนส์ของกระบวนการยุติธรรม สำรวจไปในมุมลึกสุดที่สังคมไม่เคยได้รับรู้และเป็นกลุ่มสุดท้ายที่สังคมนึกถึง นั่นคือประชากรในเรือนจำข้างหลังกำแพงสูงหนา 

เรากำลังพูดถึงคนไทยจำนวน 2 – 3 แสนคน บ้างเป็นคนหนุ่มแน่น บ้างเป็นแม่ของลูกที่หลุดออกไปจากสังคมแล้วกลับเข้ามาไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยมีขาประจำจำนวนไม่น้อยแวะเวียนใช้บริการกระบวนการยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เข้าออกเรือนจำเหมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 แต่สถานการณ์คดีล้นศาล คนล้นคุก กำลังกลายเป็นต้นทุนมหาศาลกัดกร่อนเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ 

ดร.อณูวรรณ ชวนคิดวิธีแก้ปัญหาที่ต้องทำตั้งแต่หลังรั้วกำแพงเรือนจำ มีกลไกฟูมฟักและมีโอกาสใหม่เฝ้ารออยู่หน้าประตูในวันพ้นโทษ เพื่อให้คนเหล่านี้ไม่เดินกลับเข้าไปประตูบานเดิมอีก 

กระบวนการยุติธรรมที่เรามีอยู่มีประสิทธิภาพแค่ไหน

ประเทศไทยมีจำนวนประชากรในเรือนจำสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน แต่เราเคยทะลุขึ้นไปมากกว่า 3 แสนด้วย สิ่งที่ต้องวิเคราะห์ต่อมา คือขีดความสามารถในการรองรับอยู่สักเท่าไหร่ จากตัวเลขของกรมราชทัณฑ์ไทย คนหนึ่งคนมีพื้นที่อยู่ในเรือนจำ 1.6 ตารางเมตร เรามีเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ จุได้ประมาณ 2 แสนคน แต่ตอนนี้เรามีผู้ต้องขังอยู่ 3 แสนคน คิดดูว่าจะแออัดขนาดไหน สถานการณ์คนล้นคุกปรากฏอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศไทยมีความพิเศษตรงที่ 80% ของผู้ต้องขังเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จำเป็นต้องนำนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศไทยมาพิจารณาอย่างรอบคอบ 

มองให้ลึกลงไปอีกจะยิ่งเห็นความอ่อนไหว จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำที่เป็นผู้หญิงมีอยู่ประมาณ 4 – 5 หมื่นคนในแต่ละปี ค่าเฉลี่ยของสัดส่วนผู้ต้องขังหญิงต่อจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดในต่างประเทศอยู่แค่ 7% ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 12% เราสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก คนที่เป็นแม่มาอยู่กันค่อนข้างเยอะด้วยคดีของยาเสพติด สัดส่วนของคดียาเสพติดในกลุ่มประชากรหญิงก็ค่อนข้างสูงกว่าชายด้วย 

ไปดูกันต่อว่าพอผ่านออกจากเรือนจำแล้ว อัตราการกระทำผิดซ้ำเป็นอย่างไร กลุ่มผู้ต้องขังในประเทศไทยที่ออกมาจากเรือนจำ 100 คน จะมี 15 คนกลับเข้าสู่เรือนจำทันทีเลยในปีแรก ผ่านไป 2 ปีกลับเข้าไปประมาณ 23% ส่วนปีที่ 3 กลับมากว่า 30% หรือ 1 ใน 3 ของประชากรผู้ต้องขัง 

ตั้งแต่เข้ามาทำงานในวงการนี้ เพียงแค่ช่วง 5 – 6 ปีหลังนี้ เห็นปรากฏการณ์ที่ตัวเลขผู้กระทำผิดซ้ำสะสมขึ้นมาเยอะมาก คนที่ทำผิดครั้งแรกอยู่ในเรือนจำประมาณ 55% ส่วนอีกเกือบครึ่งเป็นคนหน้าเดิมที่วนเวียนมาเสมอ

ดูแลไหวได้อย่างไร

  ตอนนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไทย 1 คน ดูแลจำนวนผู้ต้องขังประมาณ 28 คน ซึ่งในระดับมาตรฐานโลกควรมีแค่ 1 ต่อ 5 คน เวลามีคนจากต่างประเทศมาดูงาน เขาก็ประหลาดใจว่าเราดูแลยังไงให้คนไม่หนีออกจากคุกทุกวัน อธิบดีกรมราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่หลายคนบอกเสมอว่า ยึดหลักการทำงานแบบ ‘ควบคุมด้วยใจ แก้ไขด้วยเมตตา’ นี่คือสโลแกนของเขา ซึ่งเป็นสิ่งดีที่สุดที่ทำได้ในขณะนี้ท่ามกลางความขาดแคลนเจ้าหน้าที่ 

ยังมีเรื่องงบประมาณจำกัดอีก กรมราชทัณฑ์ได้งบ 15,000 ล้านบาทต่อปี แต่กว่า 80 – 90% เป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและค่าอาหาร แค่ให้ผู้ต้องขังมีอาหารทานครบมื้อก็แทบจะไม่เพียงพอแล้ว ย่อมไม่เหลือเงินเอามาทำโครงการบำบัดฟื้นฟู ถ้าเป็นธุรกิจก็คงเห็นแล้วว่าอาการโคม่า

ขาประจำที่มาใช้บริการกันบ่อยมาก ทำไมเขาถึงกลับมาเรื่อย ๆ 

จากข้อมูลงานวิจัยและประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับพี่ ๆ ผู้ก้าวพลาด พบว่าอุปสรรคที่ทำให้คนกระทำความผิด แยกออกมาได้ 2 องค์ประกอบใหญ่ คือความเข้มแข็งในใจและสภาพแวดล้อม ในเรื่องภูมิคุ้มกันในตัวเองหรือความเข้มแข็งในใจ ถ้าเราดูภูมิหลังของคนเหล่านี้ ก่อนที่จะมาเป็นผู้กระทำผิด ในห้วงชีวิตหนึ่งของเขาเคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน เช่น เกิดมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค้ายากันทั้งหมู่บ้าน ครอบครัวเขาไม่ได้มีความพร้อมในการเลี้ยงดูมาตั้งแต่กำเนิด ไม่มีคนสอนหลักคิดอะไรถูกอะไรผิด คนในเรือนจำต่ำกว่า 50% ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงเป็นภัยกับตัวเขาเองและเป็นพิษกับสังคม

มีเคสหนึ่งจำได้แม่นเลย เขาไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ให้ถือเดินข้ามสะพานไปส่งทุกวันตั้งแต่ 6 ขวบคือยาเสพติด กว่าจะถูกจับก็ตอนโตเป็นวัยรุ่นแล้ว สภาพแวดล้อมบังคับทำให้เขามีโอกาสในชีวิตแค่นี้ คนที่มีความบกพร่องหรือต้นทุนทางชีวิตไม่ได้มากนัก พอเข้าไปอยู่ในเรือนจำ รับโทษ พ้นโทษ กลับมาอยู่บ้าน ก็เจอสภาพแวดล้อมแบบเดิม มันมีความย้อนแย้งกัน เพราะนั่นคือจุดกำเนิดที่ผลักให้เขามาอยู่ในวงจรนี้ 

อีกเคสหนึ่ง คุณแม่ที่พยายามทำงานหนักเลี้ยงลูก มีตากับยายอยู่ด้วยกัน ตาเอาแต่กินเหล้า ทำร้ายร่างกายยาย ส่วนยายทำงานอย่างเดียวคือค้ายา เพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว จนกระทั่งวันที่ตำรวจเข้าไปค้นบ้านแล้วพบยาบ้า 20 เม็ด แม่รู้แก่ใจว่ายาบ้านี้เป็นของยาย แต่สิ่งที่เขาทำคือยอมรับผิดแทน เพื่อให้ยายมีโอกาสได้เลี้ยงหลานและเลี้ยงตาต่อไป อันนี้คือความซับซ้อน น่าเศร้า และเป็นความเปราะบางของสภาพสังคม เราเจอเคสแบบนี้เยอะมากตอนที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจชีวิตที่มาภูมิหลังของพี่ ๆ ผู้ต้องขัง 

ในวันที่พ้นรั้วเรือนจำ คนที่มายืนรอรับหน้าประตู คือคนที่เห็นคุณค่าของเขามากที่สุด 

ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ แต่เป็นดีลเลอร์ยา และเปลี่ยนตำแหน่งคนเพิ่งพ้นคุกให้กลายเป็นซูเปอร์เอเจนต์ เพราะคนที่ผ่านเรือนจำมา คงไม่กลัวที่จะโดนจับติดคุก 

เมื่อคนคนหนึ่งเดินออกมาด้วยความตั้งใจ อยากเปลี่ยนตัวเอง ตั้งหลักชีวิตให้ได้ แต่ผ่านไป 3 วันไม่มีเงินกินข้าว เขาก็ต้องคิดแล้วว่าใครที่จะพึ่งได้ สุดท้ายก็คือพวกพ้องเดิมที่กลับมาหาเร็วมาก นี่ไม่ใช่การเริ่มต้นชีวิตใหม่แบบคนปกติที่นับจากศูนย์ แต่เรากำลังพูดถึงคนที่เริ่มจากติดลบ ทาง TIJ จึงผลักดันให้มีกลไกช่วยเหลือของภาครัฐที่ต้องรวดเร็วและมากเพียงพอให้เราแข่งขันกับวงจรเหล่านี้ทัน 

อะไรจะมาเป็นกรรไกรที่ตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้ 

เป็นคำถามที่ดีเลย กรรไกรต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกเรือนจำ กระบวนการที่กรมราชทัณฑ์ทำมาได้ดีในห้วงเวลาที่ผ่านมา คือพยายามควบคุมให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม กันคนกลุ่มหนึ่งที่ทำความผิดออกไปจากสังคม แต่อีกหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำงานกันเพิ่ม คือการเตรียมความพร้อมให้คนเหล่านี้มีภูมิคุ้มกัน เมื่อออกมาแล้วตั้งหลักต่อได้ ไม่หวนไปกระทำผิดซ้ำ

เราไม่ได้ผลักภาระให้กรมราชทัณฑ์ทําคนเดียว ความเปราะบางที่กำลังพูดถึงทับซ้อนหลายมิติมาก เป็นหน้าที่ของเครือข่ายต่าง ๆ ในสังคมที่ต้องช่วยกัน และมาต่อมือกับกรมราชทัณฑ์ได้ทันที ตรงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่ทำให้เราตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้

สร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้พ้นโทษเป็นทางออกที่ทำได้จริงแค่ไหน 

แนวคิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้พ้นโทษเป็นเรื่องที่ดีมาก เรายังต้องการมากกว่านี้อีกเยอะเลย การที่จะส่งไปให้ผู้ประกอบการรับช่วงต่อตรงนี้เองยังมีช่องว่างอยู่เยอะ เป็นกลไกของรัฐ ภาคประชาสังคม หรือธุรกิจเพื่อสังคมต้องช่วยกันเข้ามาดูให้ละเอียดมากขึ้น ความท้าทายคือเมื่อออกมาต้องตั้งหลักชีวิตได้เร็ว ทักษะต่าง ๆ ที่ฝึกฝนในเรือนจำก็ต้องเป็นทักษะที่เท่าทันกับความต้องการของตลาดด้วย ที่ผ่านมาก็มีอาชีพยอดฮิต เช่น นวด งานช่าง

หน้าที่สำคัญอีกอย่างก่อนการสร้างงานสร้างอาชีพ คือการสร้างทักษะชีวิต เรารู้เลยว่าความบกพร่องในชีวิตของเขาเกิดจากไม่มีใครคอยสอนมาก่อน เช่น การบริหารจัดการเงิน ส่วนใหญ่พอเริ่มมีรายได้ ปัญหาติดพันต่อมาคือใช้จ่ายไม่ระวัง หวนกลับไปติดยาหรือเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งมันเข้าถึงง่ายมากเลยตอนนี้ เราจึงใช้แนวคิดของการทำ Schooling Model หรือการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ทักษะชีวิตไปพร้อมกับสร้างทักษะการทำงาน

เราตั้งชื่อว่า Restart Academy หรือโรงเรียนตั้งต้นดี เป็นพื้นที่ทดลองเพื่อให้เราเรียนรู้ร่วมกันกับพี่ ๆ ผู้พ้นโทษ คาดหวังว่าการถอดบทเรียนหลังจากนี้จะออกมาเป็นระดับนโยบายได้ในที่สุด

คนหลักแสนที่ไม่มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 

อายุเฉลี่ยของผู้ต้องขังในเรียนจำกว่า 70 – 80% คืออายุประมาณ 20 – 45 ปี โอ้โห วัยแรงงานทั้งนั้นเลย ในขณะที่สังคมไทยกำลังหาคนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อเลี้ยงดูกลุ่มผู้สูงอายุ กว่า 2 แสนคนนี้คือกลุ่มคนที่เกิดมาแล้ว แต่อาจจะยังมีความสามารถไม่เพียงพอ เรายังไม่ได้ถอนศักยภาพของเขาออกมาใช้ได้เต็มที่

TIJ กำลังทำการศึกษากับทาง OECD เรื่องต้นทุนของอาชญากรรมต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจ เมื่อประเทศเรามีคนเรือนแสนที่เข้ามาเป็นลูกค้าของกระบวนการยุติธรรม ประกอบกับสภาพเรือนจำสุดแออัด ประเมินไปถึงเรื่องเชื้อโรคที่ติดต่อออกไป ต้นทุนด้านสาธารณสุขที่ต้องรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ต้นทุนที่ต้องสูญเสียผลิตภาพของระบบเศรษฐกิจ ในด้านคุณภาพชีวิตที่ประเมินเป็นตัวเลขได้ไม่ง่าย แต่ก็นับเป็นต้นทุนของตัวผู้กระทำผิด ครอบครัวของผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย ครอบครัวของผู้เสียหาย ทุกคนสูญเสียกันหมด ซึ่งตัวเลขนี้ใหญ่มาก อาจจะไปได้ 5 – 6% ของจีดีพีไทย 

  เปรียบเสมือนเราอยากสร้างบ้านหลังใหญ่ พยายามถมทราย ตอกเสาเข็มไปเท่าไหร่ แต่ฐานข้างล่างมีรู แล้วมันก็รั่วอยู่ทุกวัน คนที่มาอยู่ในเรือนจำส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่คน แล้วลูกจะเติบโตมากอย่างไร ทั้งท้องไม่พร้อม ติดยา ติดเกม สร้างความรุนแรง ก็เพราะไม่ได้ผู้ปกครองที่พร้อมดูแลเขา เราจึงต้องหันมาปิดรูรั่วตรงนี้ให้ได้ก่อน เปลี่ยนต้นทุนที่จะต้องสูญเสียไปอีกมหาศาลในอนาคต ให้กลายเป็นการลงทุนเสียตั้งแต่ตอนนี้

ไม่ต้องถึงขั้นปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม งบประมาณที่มี สภาพปัญหาที่เป็นอยู่มันยากมาก แต่เราจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่มาอุดรอยรั่วบางรอยที่ทำได้ก่อน คนที่เกิดมาแล้วทำให้เขาเต็มคน พอที่เขาจะสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจได้ในช่วงเวลาที่เราต้องการ

มีเรื่องอะไรที่คนในสังคมพอช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้บ้าง

พอออกมาปุ๊บ สิ่งที่เขามองหาไม่ได้ต้องการความสงสารหรือเข้าใจอะไร แต่แค่ต้องการโอกาส โอกาสที่จะทำให้เขาประกอบอาชีพอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อหาเงินหาข้าวทานและหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวของเขา แต่โอกาสเหล่านั้นในประเทศไทยไม่ได้มีมากนัก หลายอาชีพตามกฎหมายถูกกีดกันโดยใช้เรื่องของประวัติอาชญากรรมเข้ามาเป็นตัวกรอง กรมราชทัณฑ์เองก็อาจจะต้องทำหน้าที่ในการกรองความเสี่ยงคนที่อาจจะเป็นอันตรายให้ดีขึ้นด้วย

คนในสังคมมีมายาคติชัดเจนว่าคนคุกน่ากลัว จากการดูหน้าข่าวแล้วเห็นเคสฆ่าข่มขืน ทำร้ายร่างกาย โรคจิตวิปริต ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้เพราะสังคมได้รับข้อมูลแบบนั้น แต่ถ้าเรามองจากข้อมูลลึกลงมาอีกสักนิด จะพบว่ากลุ่มคนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องชีวิต เรื่องเพศ เป็นกลุ่มประชากรแค่ประมาณ 10% ของทั้งเรือนจำ อีก 80 – 90% เกี่ยวข้องกับคดีด้านยาเสพติด ซึ่งคนเหล่านี้ก็มีที่พลาดพลั้งในการครอบครองหรือซื้อขายยาเสพติด ไม่ได้มีความคิดเป็นอาชญากร 

เราพยายามสื่อสารกับสังคมให้เห็นภาพมุมต่างนี้ด้วย เพราะถ้าใช้วิธีการเหมารวม กลัว ไม่ยอมรับ ก็เกิดผู้กระทำผิดซ้ำผิดซ้อนกลับสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วเราจะคาดหวังสังคมที่ปลอดภัยได้อย่างไร 

แนวคิดกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรกับประชาชนทำได้อย่างไร 

ซัพพลายเชนของการให้บริการในกระบวนการยุติธรรม ประกอบขึ้นจากหลายหน่วยงาน ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ หรือแม้กระทั่งกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พอทุกคนทำงานเฉพาะของตัวเอง แม้จะทำได้ดี แต่บางครั้งคนที่เป็นผู้รับบริการอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นจนจบในกระบวนการอันยาวนานนี้ เพราะเขาไม่ได้เข้ามาอยู่ในสมการของการออกแบบบริการนี้ตั้งแต่แรก แม้แต่ก่อนบ้านเราอาจจะเคยดูแลเอาใจใส่มากกว่านี้ แต่ด้วยภาวะที่คดีล้นศาล คนล้นคุก ทุกคนทำแต่หน้างานให้ผ่านไปวัน ๆ สุดท้ายความเป็นมิตรกับประชาชนเลยหายไป

นิยามของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรกับประชาชน คือการเอาความต้องการของคนมาช่วยออกแบบบริการ อย่างเช่น โครงการ Restart Academy ที่กล่าวมา ซึ่งช่วยสร้างทั้งทักษะชีวิตและการทำงานให้ผู้พ้นโทษรวมถึงผู้พักโทษ นับเป็นนวัตกรรมที่ TIJ สร้างขึ้นเพื่อเป็นข้อต่อในช่วงระหว่างการเปลี่ยนจากสถานะผู้ต้องขังออกมาเป็นผู้พ้นโทษ หลังจากที่กรมราชทัณฑ์พยายามทำงานให้ดีที่สุดหลังกำแพงของเขาแล้ว TIJ ก็เข้ามาเติมกระบวนการที่จะคืนคนดีกลับสู่สังคมให้อยู่ได้อย่างปกติสุข

คนหนึ่งคนที่ออกจากเรือนจำมาพร้อมกับปัญหาบูรณาการครบเครื่อง แต่กระบวนการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเขาเรายังแยกจากกัน ไม่ได้บูรณาการตามไปด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องมีคนตรงกลางที่เข้ามาช่วยจัดการ ช่วยเหลือคนในจังหวะที่เหมาะสม และพื้นที่ตรงกลางให้คนหันด้านสีขาวเข้าหากัน

ในปี 2030 อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร 

ถ้าเรายังทำอะไรเหมือนเดิม เรื่องความเหลื่อมล้ำของโอกาสก็จะถ่างออกไปเรื่อย ๆ ในอนาคตอีกสัก 6 – 7 ปีข้างหน้านี้ กลุ่มคนที่จะเข้ามาเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจะมาจากคนกลุ่มคนเจนฯ วายที่มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองชัดเจน เข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต เป็นเด็กที่มีความเป็นพลเมืองโลก ตระหนักรู้เรื่องสิทธิตัวเอง สิทธิในการเคารพร่วมกัน สิทธิในแง่ของเนื้อตัวร่างกาย หรือแม้กระทั่งสิทธิมนุษยชน

ถ้าเราไม่มีกระบวนการสื่อสารหรือพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารที่มากพอสำหรับคนจากรุ่นและภาคส่วนที่แตกต่างกัน รวมถึงการรับฟังแนวคิดในการออกแบบอนาคตของคนรุ่นใหม่ ความขัดแย้งมันจะเกิดได้มากขึ้น 

หน้าที่ของผู้ใหญ่น่าจะเป็นการช่วยสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลให้มีพื้นที่สร้างสรรค์ สร้างพื้นที่สีขาวที่คนหันหน้าเข้ามาคุยกันได้ สังคมก็จะได้เคลื่อนไปข้างหน้าได้

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง