15 พฤศจิกายน 2024
1 K

การศึกษาเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของกระบวนการทางสังคมที่จะช่วยให้คนในประเทศพัฒนาดีขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน ประเทศจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ด้วยการศึกษา แต่ปัญหาการศึกษาไทยในวันนี้ค่อนไปทางขาดแคลนสารพัด ทั้งขาดครู ขาดเงิน ขาดของ ขาดคุณภาพ แต่คงไม่มีเรื่องใดน่าเสียดายไปกว่า เด็กขาดโอกาสได้ไปโรงเรียน

1,025,514 คือตัวเลขของเด็กและเยาวชนไทยอายุ 3 – 18 ปีที่ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. ในบทบาทนักเศรษฐศาสตร์ ใช้เวลากว่า 5 ปีจัดทำข้อมูลเด็กที่หลุดออกระบบการศึกษาได้อย่างครอบคลุมที่สุดครั้งแรกในประเทศไทย และยังมีเพื่อนร่วมงานนานาอาชีพภายใต้ กสศ. ทั้งวิศวกร นักเศรษฐศาสตร์ นักจิตวิทยา นักการศึกษา และนักสื่อสารสาธารณะ ระดมความหลากหลายทางวิชาชีพและทักษะ มาช่วยกันตีโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย

เท่านั้นยังไม่พอ กสศ. และภาคีได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานร่วมกับหน่วยงานและผู้คนมาแล้วทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯ ผู้ใหญ่บ้าน อัยการ ผู้บริหารท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อสร้างการศึกษาที่เราอยากเห็นและเด็กอยากเรียน  

เมื่อการปฏิรูปการศึกษาคือเรื่องใหญ่ระดับชาติ หากใครเริ่มท้อใจว่าชาตินี้จะได้เห็นไหม ลองมาอ่านบทสัมภาษณ์ของ ดร.ไกรยส ต่อจากนี้ แล้วจะเกิดจุดประกายแห่งความหวังขึ้นมาในดวงตา เกิดไฟลุกโชนอยากมีส่วนร่วมขึ้นมาในดวงใจ

อะไรคือความไม่เสมอภาคในการศึกษาไทย

มิติของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามองได้ใน 3 แกนหลัก  

มิติที่ 1 ดูโอกาสทางการศึกษา นาฬิกาชีวิตของเด็กแต่ละคนไม่มีวันหยุดหมุน เขาต้องเดิน ต้องเรียนรู้ ต้องเติบโต และเป็นอนาคตของประเทศชาติ ถ้าเขาถูกตัดขาดโอกาสทางการศึกษาก็เท่ากับเป็นการตัดขาดโอกาสการเติบโตของประเทศเช่นกัน 

มิติที่ 2 ดูจากความเสมอภาคด้านคุณภาพ เมื่อเด็กได้โอกาสทางการศึกษาแล้ว เด็กอยู่โรงเรียนได้เรียนรู้ไหม มีครูสอนเขาหรือเปล่า เด็กที่อยู่ในเมืองต่างจากเด็กในชนบทมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคุณภาพการเรียนรู้ในปี 2024 เราไม่ได้มองแต่คุณภาพการเรียนรู้ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแล้ว เรากำลังมองไปถึงการเรียนรู้ตลอดทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน จนกระทั่งผู้สูงวัย เพื่อให้ยังเป็นคนที่สร้างคุณค่ากับสังคมได้อย่างต่อเนื่อง 

มิติที่ 3 คือการจัดสรรทรัพยากรด้านงบประมาณ ด้านกําลังคน และด้านทรัพยากรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงินอีกมากมาย ครูจะถูกจัดสรรออกไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ ได้เพียงพออย่างไร เราให้เด็กไปนั่งเรียนที่ไหนก็ได้ไม่ได้ มันต้องมีวัสดุอุปกรณ์ สาธารณูปโภค คุรุภัณฑ์ การจะจัดทรัพยากรให้มีความเสมอภาคจำเป็นต้องใช้การจัดการทั้งในระดับชาติ ภูมิภาค พื้นที่ ชุมชน โรงเรียนให้ได้อย่างทั้งระบบ  

3 มิติพื้นฐานนี้ช่วยให้เรามองระบบการศึกษาในแต่ละพื้นที่ได้ว่ามีความเสมอภาคมากน้อยเพียงใด

ในมิติแรก สถานการณ์เด็กที่ไม่ได้รับโอกาสการศึกษาของไทยเป็นอย่างไร

ถ้าโอกาสทางการศึกษามีความเสมอภาค เด็กที่อยากเรียนก็ควรต้องได้เรียน เด็กที่อยากเรียนไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กับอุปสรรคทางด้านความยากจน ความห่างไกล หรือทางด้านครอบครัวมากนัก 

เรามีสมมติฐานว่า ถ้าการศึกษาไทยมีความเสมอภาคจริง เด็กที่มีหลักฐานทางการทะเบียนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในวัยเรียน 3 – 18 ปี น่าจะต้องได้อยู่ในโรงเรียน ในประเทศไทยเราได้จัดการข้อมูลสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา โดยการเอาเลข 13 หลักของเด็กเยาวชนอายุ 3 – 18 ปีจากทั้งประเทศที่มีอยู่ในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเด็กที่รอสัญชาติคือเลข 0 เอาข้อมูลชุดนี้ไปชนกับข้อมูลเลข 13 หลักของหน่วยงานด้านการศึกษามากกว่า 21 สังกัดที่เป็นผู้จัดการศึกษาให้กับเด็กทั่วประเทศ 77 จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สพฐ. กทม. กศน. เอกชน หรือโรงเรียนนานาชาติ

เมื่อฐานข้อมูล 21 ฐานวิ่งชนจนเจอกับฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ ชี้ว่าเด็กที่อยู่ในโรงเรียนมีจำนวน 12 – 13 ล้านคน แต่ไม่เจออยู่ล้านกว่าคน ล้านคนฟังดูเหมือนเยอะ อะไรขึ้นหลักล้านเยอะทั้งนั้นแหละครับ แต่ถ้าเทียบว่า 1 ใน 12 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 8% นิด ๆ เมื่อเทียบกับระดับนานาชาติ ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้แย่มากนัก แต่ยังมีงานต้องทำอีกพอสมควรที่จะทำให้เด็ก 1,025,514 คน ที่มีตัวตนอยู่ในทะเบียนราษฎร์ได้เข้าไปมีตัวตนอยู่ในระบบการศึกษาด้วย

ในเลข 1 ล้านคน มีกลุ่มไหนซีเรียสบ้าง

แบ่งลึกลงไปใน 1 ล้านคนอายุตั้งแต่ 3 – 18 ปี จะมี 3 กลุ่มหลัก คือเด็กอนุบาลอายุ 3 – 5 ปี กลุ่มวัยนี้กฎหมายไม่ได้บังคับให้เรียนนะ พ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับกำหนดให้เด็กต้องเรียนตั้งแต่อายุ 5 – 14 ปี หรือ ป.1 – ม.3 อันนี้ไม่เรียนไม่ได้ ถ้าผู้ปกครองคนไหนไม่สนับสนุนให้เด็กเรียน หรือพบว่าเด็กออกจากระบบการศึกษากลางคันระหว่างช่วงนี้ ถือว่าผิดกฎหมาย อาจต้องมีการดำเนินการให้รีบกลับเข้าไป กลุ่มที่อายุ 5 – 14 ปีมีอยู่ประมาณ 394,000 คนที่ยังไม่อยู่ในระบบการศึกษา กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสำคัญที่ทาง กสศ. และกระทรวงศึกษาธิการ พยายามให้กลับสู่ระบบการศึกษาให้ได้ 

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มเด็กโต อายุ 15 – 17 ปี พอเลยวัยการศึกษาภาคบังคับอายุ 15 ปี ก็จะมีกฎหมายอีกระบบรองรับ คือกฎหมายแรงงาน เพราะถือว่าเป็นวัยแรงงานแล้ว แต่เขาจะไปทํางานด้วยวุฒิการศึกษาเพียงแค่ ม.3 มันเพียงพอหรือที่จะดูแลตัวเอง ครอบครัว และพัฒนาประเทศชาติ งานที่ได้ก็เงินเดือนน้อยมาก จริง ๆ มีเด็กจำนวนมากที่เขาไม่ได้อยากยุติการเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ครอบครัวยากจนจึงต้องหารายได้ทันที เด็กกลุ่มนี้ประมาณ 3 แสนกว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ตอนเราลงพื้นที่คุยกัน เขามีความตั้งใจอยากจะเรียนนะ แต่การที่นั่งเรียนนิ่ง ๆ 5 วันต่อสัปดาห์ 8 ชั่วโมงต่อวัน มันไม่ตอบโจทย์ชีวิต ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เขาเลยเลือกที่จะออกไปทำงานแล้วกลับมาสอบเทียบวุฒิ 

มีทั้งเด็กที่ไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนและไม่ยอมไปโรงเรียนใช่ไหม

เด็กอยู่ในโรงเรียนมันมีทั้งแรงผลักและแรงดึง ต้องเริ่มจากสถาบันครอบครัวสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่การสนับสนุนนั้นต้องมีกำลัง ถ้าทางบ้านไม่ได้ยากจนเกินไป เขาย่อมส่งเสียให้น้องได้เรียนในที่ที่ดีที่สุดอยู่แล้ว พ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากให้ลูกได้เรียนไปจนสุดทาง แต่จากการสำรวจ เด็กยากจนในประเทศไทยมีประมาณร้อยละ 40 กว่าที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวครบหน้าครบตา เป็นครอบครัวแหว่งกลาง เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย ลุงป้าหน้าอา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การกวดขันให้ไปเรียนยากขึ้น 

การที่ลูกกลับมาจากบ้านแล้วมีบทสนทนากับพ่อแม่ว่าวันนี้เรียนอะไร โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง ติดขัดอะไรไหม บทสนทนานี้ไม่มีอยู่ในหลายบ้าน ทำให้เด็กและสมาชิกครัวเรือนไม่มีพันธสัญญาร่วมกันว่าจะตั้งใจเรียนไปสุดทางแค่ไหน เรียนไปทำไม มองไม่เห็นเป้าหมายในชีวิต อันนี้เสี่ยงมากที่เด็กจะหลุดจากระบบการศึกษา 

เหรียญอีกด้านของเรื่องนี้คือโรงเรียน เช่น โรงเรียนขนาดเล็ก ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน มีงบประมาณไม่เพียงพอ นั่นเป็นความไม่พร้อมในทางกายภาพ ยังมีปัจจัยทางด้านบุคลากร โรงเรียนที่มีครูเพียงแค่ 1 – 2 คน รวม ผอ. ด้วย ถ้าเปิดสอน 6 ชั้นปี เด็กอาจขาดกำลังใจและความมั่นใจว่าจะรอดไหมชีวิตนี้ คุณครูเองก็เหนื่อย เราเห็นใจคุณครูกลุ่มนี้มาก ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ทุกยุคทุกสมัยทุกรัฐบาลมีการพูดถึง 

แล้วยังมีปัจจัยเรื่องสังคมของเด็กในโรงเรียนอีก ทุกวันนี้ไม่ใช่การบูลลี่ทางกายภาพอย่างเดียว มันไปออนไลน์มากขึ้น มองไม่เห็นโดยสายตาหรือคุณครูอาจเข้าไม่ถึง เมื่อเด็กมีการกระทบกระทั่งทางจิตใจ ก็จะรู้สึกว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย คุณครูเองอาจจะไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาที่เข้าใจและแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะฉะนั้น โรงเรียนในวันนี้จำเป็นต้องทำงานแบบเชื่อมโยงกับภาคสาธารณสุข แพทย์ หรือว่าทีมสหวิชาชีพของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้แก้ไขเรื่องราวเหล่านี้ได้ทันเวลาก่อนจะเกิดเหตุน่าเศร้าตามหน้าหนังสือพิมพ์ 

ถ้าครอบครัวพร้อม โรงเรียนพร้อม เด็กก็จะพร้อม ผมจะไม่เอาเด็กเริ่มก่อน เพราะว่าเด็กก็คือเด็กน้อย เมื่อครอบครัวและโรงเรียนพร้อม เด็กจึงจะพร้อมที่จะต่อสู้ในโจทย์ของเขา โจทย์ของการเรียนรู้ กำหนดเป้าหมายชีวิต แล้วถึงจะเหลือพื้นที่ในความคิดของเขาว่าจะช่วยพัฒนาประเทศยังไง

กสศ. เข้ามาเติมเต็มความพร้อมด้านไหนบ้าง 

เป็นไปไม่ได้ที่เราจะหวังพึ่งให้ครูเป็นทุกอย่างให้กับโลกทางการศึกษา มันเป็นการทำให้คุณครูไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณครูตั้งใจและเลือกที่จะปฏิบัติวิชาชีพครู จิตวิญญาณความเป็นครูถึงจะกล้าแข็งแค่ไหน แต่ถ้าต้องแบกรับงานภารโรงเอย เอกสารเอย ครูก็อ่อนแรงได้ ครูก็เป็นคนเหมือนกัน  

แนวคิดที่ กสศ. พยายามผลักดันอยู่คือการศึกษาเพื่อปวงชน หรือ Education for All จะเกิดขึ้นได้ ต้องให้ทั้งปวงชนทุกคนมาร่วมกันจัดการศึกษาหรือ All for Education เราจับมือกันระหว่างครู แพทย์ พยาบาล นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยา วิศวกร นักปกครอง เอกชนในพื้นที่ อันนี้เป็นจุดสำคัญทางความคิดว่า ถ้าเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางด้านการศึกษา ต้องให้ทุกคนมารวมพลังและใช้ประสบการณ์ที่หลากหลายแก้ไขปัญหาการศึกษาให้ได้  

เหมือนที่คนชอบพูดกันว่า ‘It takes a village to raise a child.’ ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านเพื่อเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคน มันคือความจริง 

เมื่อต้องขนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกัน เล่าเรื่องราวในพื้นที่จริงให้ฟังหน่อย

เราลงพื้นที่เยอะมาก กสศ. ทำงานอยู่ในทุกจังหวัดแต่ไม่ได้ทำเอง เราทำงานผ่านภาคีหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งกลไกการออกแบบให้ กสศ. เป็นหน่วยงานขนาดเล็กแล้วทำงานผ่านคนอื่น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าทุกคนอยากเห็นการศึกษาไทยดีขึ้น ผมว่ามันอยู่ในวัฒนธรรมไทยที่เราอยากเห็นทุกคนมีโอกาสที่ดี โดยเฉพาะเด็กที่ด้อยโอกาส ปัญหาคือคนอยากช่วยเยอะ แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ฝั่งคนต้องการความช่วยเหลือก็มีเยอะ แต่ไม่รู้จะไปหาความช่วยเหลือได้อย่างไร  

สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือกลไก กลไกการจัดการที่ไม่ใช่ของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมเข้ากับกลไกภาคประชาชนและภาคเอกชน ซึ่งมีทรัพยากร ความรู้ และเขาต้องการกำลังคน ในสังคมไทยที่เป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ คนไทยเกิดน้อยลงเพียงปีละ 5 แสนคนเท่านั้นเอง เราต้องการกำลังคนที่มีคุณภาพ ถ้าเราหาพื้นที่ที่เราเชื่อมโยงแรงจูงใจของคนเหล่านี้เข้ามาได้ด้วยกัน จะเกิดกลไกภาคประชาสังคมการศึกษาได้  

ผมคิดว่ามีถึง 20 จังหวัดแล้วในประเทศไทยที่มีการสร้างกลไกเหล่านี้ขึ้นมา บ้างเรียกสมัชชาการศึกษา สภาการศึกษา ภาคีการศึกษา คนเหล่านี้รวมตัวกันเพราะอยากเห็นการศึกษาในพื้นที่ของตัวเองดีขึ้น บางจังหวัดจดทะเบียนขึ้นเป็นมูลนิธิก็มี กสศ. เรามองหากลไกเหล่านี้ เข้าไปช่วยสร้างในหลายพื้นที่ แล้วจูงจังหวัดหนึ่งไปเล่าให้อีกจังหวัดหนึ่งฟังเพื่อให้เกิดการกระตุ้น บางจังหวัดมีแกนนำเป็นครูเกษียณ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้ประกอบการภาคเอกชน พระก็มีนะ ท่านไม่ได้นุ่งผ้าเหลืองมาทำเองหรอก แต่คอยเหนี่ยวนำทางจิตใจให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาทำ เคสที่ภูเก็ต มีอัยการลุกขึ้นมาเป็นผู้นำสภาการศึกษาจังหวัด 

นี่ทำให้เห็นว่า ถ้าจะแก้โจทย์การศึกษา เราไม่ควรหยุดมองเฉพาะนักการศึกษา แต่ควรมองหาคนที่มีใจอยากเห็นการศึกษาที่ดีขึ้นมากกว่า แล้วเราก็จะต่อจิ๊กซอว์ของความตั้งใจเหล่านี้ขึ้นได้ ที่เหลือคือการสร้างพื้นที่และมีทรัพยากรให้เขาได้ประชุมกัน มีอาหารว่างให้ทาน มีอุปกรณ์นิดหน่อยให้ได้คิดแผนการศึกษา นำเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหอการค้าจังหวัดให้เห็นเป้าหมายตรงกัน ในที่สุดก็จะเกิดการเคลื่อนไหว นี่แหละภาพอนาคตที่อยากจะเห็นการศึกษามันเดินไปแบบนี้ มากกว่าการมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำนโยบายการศึกษาที่มีการตั้งมาหลายชุดหลายสมัย ผมเองก็เคยเข้าไปอยู่ในบางชุดด้วยเหมือนกัน และเห็นข้อจำกัดว่า ไม่ว่าคณะกรรมการจะพยายามทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้ดีแค่ไหน กว่าข้อเสนอนั้นจะฝ่ากลไกราชการมากมายลงไปสู่ประชาชนได้สำเร็จมันยากและช้ามาก นี่คือข้อจำกัดของการทำนโยบายแบบ Top-down สู้เราไปปลุกยักษ์หลับในพื้นที่ให้ตื่นดีกว่า 

ทำทีละพื้นที่ โจทย์มันง่ายกว่าเยอะ การแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาที่เล่าไป โจทย์เด็ก 1 ล้านคนทั้งประเทศกับโจทย์เด็ก 100 คนในตำบล มันคนละโจทย์กันเลย หาเด็กในตำบล 100 คนที่อยู่นอกระบบพากลับเข้ามา ดูจะทำได้ภายใน 3 – 6 เดือน แต่ถ้าเอาเด็กล้านคนกลับเข้าไปในระบบภายใน 3 เดือนมันดูทำไม่ได้ ถ้าเกิด 77 จังหวัด หรือ 7,000 ตำบลทำพร้อมกันใน 3 เดือน มันก็มีความเป็นไปได้ว่าจะทำได้ภายในเวลานั้น 

เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเร่งความน่าตื่นเต้นนี่ได้ยังไงบ้าง 

เทคโนโลยีบอกเราว่า ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนในวันนี้ เราจะไม่มีที่ยืนเหลือแล้วในความเป็นมนุษย์ในการทำงาน เพราะเทคโนโลยีหลายอย่างทำเองได้หมดแล้ว การถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาว่าเด็กจบไปก็มีแต่จะตกงาน เป็นเครื่องเตือนใจให้เปลี่ยนวิธีการจัดการศึกษา แต่ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีก็เป็นตัวช่วยคุณครู ถ้าครูใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ที่บางส่วนฟรี บางส่วนอาจจะมีการลงทุนโปรแกรมให้ จะทำให้ครูไม่ต้องสอนเพียงลำพัง ในหลายสิบปีก่อนเราได้ยินคำว่า ‘ครูตู้’ ก็ยังมีใช้อยู่ทุกวันนี้นะ ถ้าครูจริงกับครูตู้ทำงานด้วยกันได้จะเป็นประโยชน์กับเด็กมาก ในยุคนี้จะเป็นการรวมร่างระหว่างครูจริง ครูตู้ บวกครูอินเทอร์เน็ต หรือ AI ที่จะช่วยเพิ่มไอเดียการเรียนการสอน  

เราพยายามทำงานกับหน่วยงานอย่าง กสทช. ในการนำอินเทอร์เน็ตไปให้เด็กยากจนที่อยู่ทั่วประเทศหลายแสนคนให้ได้ใช้ฟรี เมื่อมีเทคโนโลยี มีอินเทอร์เน็ตเข้าไปแล้ว ก็จะต้องหาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นสตาร์ทอัพ หรือ EdTech มาช่วยพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา แล้วก็สร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างให้กับเด็กได้ เทคโนโลยีจึงทั้งเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง และเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

ความเท่าเทียมทางการศึกษาเป็นหนึ่งในเป้า SDGs ด้วย ก่อนถึงปี 2030 ประเทศไทยเร่งทำเรื่องอะไรดี

ในอีก 6 ปี ผมคิดว่าเรื่องแก้ปัญหาเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์ หรือ Zero Dropout มีความหวัง มันยากช่วงเริ่มแรกในการเก็บข้อมูล กว่าเราจะได้ข้อมูลล้านคน เราใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ แต่ตอนนี้เรารู้ข้อมูลรายบุคคลและจะรู้ทุก ๆ ปีต่อจากนี้ไป จะมีเครื่องมือในการติดตามและระดมความร่วมมือ ถ้ามองเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ ให้เด็กอายุ 5 – 14 ปีกลับเข้ามาเรียนภายในปี 2034 คิดว่าเป็นไปได้  

การจัดสรรครูไปให้ครบทุกชั้นเรียน กสศ. เราทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ผลิตครูแบบระบบปิด เมื่อรู้ว่าโรงเรียนนี้ต้องการครูกี่คน แล้วหาคนในรัศมีรอบ ๆ ที่ฝันอยากเป็นครูแต่อาจมีฐานะยากจน ให้ได้ทุนไปเรียนจนจบแล้วกลับมาเป็นครูสอนในโรงเรียนข้างบ้าน เพื่อแก้ปัญหาการย้ายครู ถ้าเกิดทำอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้ก็จะเกิดความยั่งยืน แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาได้มากเลย

ส่วนเรื่องที่ท้าทายที่สุดคือการจัดสรรทรัพยากร ต้องมีการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ ทุกวันนี้เราใช้วิธีคูณหัวเด็กเป็นหลัก ถ้าเกิดเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ยังไงก็ได้เงินไม่เพียงพอ มันก็เหมือนเครื่องบินที่มีคนนั่งไม่ถึงครึ่งลำ บินไปก็ขาดทุนตั้งแต่กิโลเมตรแรกแล้ว แต่ถ้าเกิดมีสูตรจัดสรรงบประมาณที่แตกต่าง ใส่ตัวแปรในฝั่งขวาของสมการมากขึ้น ใช้ระยะห่างระหว่างตัวโรงเรียนกับอำเภอ พื้นที่สูง เกาะ หรือว่าพื้นที่ที่มีความยากลำบาก เอาเข้ามาเป็นตัวคูณเพิ่มได้ไหม 

ภาคเหนือมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด เราจะมีงบประมาณการสร้างเรือนพักนอนให้เด็กได้ไหม ทำให้เด็กไม่ต้องข้ามดอย 3 ลูกมาเรียน แล้วข้ามอีก 3 ลูกกลับบ้าน คงท้อไปเสียก่อน หรือถ้าเกิดมีเด็กพิการ เด็กยากจนอยู่เยอะ มีส่วนเพิ่มให้ได้หรือเปล่า  

หากปรับสูตรไม่ได้หรือเงินไม่พอ เรื่องทุนการศึกษาก็ควรจะช่วยกันส่งเสริม ประเทศไทยเรามีการลดหย่อนภาษี 2 เท่าเพื่อการศึกษาก็จริง แต่จากการสำรวจพบว่าผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าเพื่อการศึกษาผ่าน e-Donation เพียงแค่ 650,000 คนเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียง 17% ของผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาทั้งประเทศเท่านั้น ส่วนนิติบุคคลทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัททั่วไป ก็บริจาคเพียงแค่ 0.2% ของกำไรสุทธิ ยังบริจาคได้อีก 10 เท่า เรายังขยายความร่วมมือ ระดมทรัพยากรจากภาคเอกชนชนมาได้อีกเยอะ นี่เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่จะช่วยให้ SDGs ข้อที่ 4 บรรลุได้ในปี 2030 

หลังปี 2030 โลกจะตั้งโจทย์ด้านการศึกษาอะไรต่อ

เมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 เขย่าวงการการศึกษาหนักมาก ทำให้เห็นว่าเราไม่พร้อมในการเตรียมรับวิกฤตทางสุขภาพ โรงเรียนต้องปิดทันที เด็กเกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เทคโนโลยีการศึกษายังไม่พร้อมใช้ คำว่า Resilience หรือความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตน่าจะเป็นหัวใจหนึ่งในอนาคตของการจัดการศึกษา 

ในขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ก็ยิ่งทำให้เกิด Digital Divide หรือช่องว่างของเด็กหรือโรงเรียนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เราจะปิดช่องว่างตรงนี้ได้อย่างไรในโลกที่เปลี่ยนไวขึ้น 

ถ้าเป็นในยุคก่อน ทั้งประเทศเรียนเหมือนกัน ใครสอบได้ที่ 1 ก็จะได้งานที่ดี ชีวิตดี ในทุกวันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ผ่านมาแค่หลักสิบปีจากโลกที่เราเคยอยู่แบบนั้น ในอนาคตมันคือความหลากหลาย เด็กที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่และอ่านโจทย์ตลาด ตอบสนองความต้องการได้ เป็นผู้ประกอบการในตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นอนาคตทางด้านการศึกษา  

โลกนี้มันแคบลงเรื่อย ๆ เด็กของเราต้องแข่งกับคนทั้งโลก

Writer

ธันยมัย อนันตกรณีวัฒน์

นักข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยเชื่อว่า GDP คือคำตอบ แต่กลับชื่นชอบในแนวคิด Circular Economy ว่าจะสร้างอนาคตอันสดใสให้กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน

Photographer

โตมร เช้าสาคร

ชอบถ่ายวิวมากกว่าคน ชอบกินเผ็ดและกาแฟมาก เป็นคนอีโค่เฟรนลี่ รักสีเขียว ชวนไปไหนก็ได้ไม่ติด ถ้ามีตัง