The Cloud x สภาพัฒน์
ในช่วงเวลาแห่งความแปรปรวนของสภาพอากาศทั่วโลกขณะนี้ คงไม่ผิดอะไรหากจะต้องมองโลกในแง่ร้ายเพิ่มขึ้นกันบ้าง แต่อยากให้ต่อท้ายด้วยคำว่า เราต้องเตรียมตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความโกลาหลบนท้องถนนอย่างกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพฯ เคยเกิดเหตุไฟไหม้กว่า 20 ครั้งในวันเดียว เกิดน้ำท่วมเป็นประจำเมื่อฝนถล่ม เกิดการปิดเมืองกะทันหันแบบไม่มีใครตั้งตัวทัน ใครจะไปรู้ว่าเหตุการณ์น่าสะพรึงอะไรจะเกิดขึ้นอีก แต่การจัดการภัยพิบัติมีตำราและกลยุทธ์ของมันอยู่ คอลัมน์ SDGs ตอนนี้อยากคุยทั้งเรื่องการทำให้เมืองเดินหน้าอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน เมืองก็ต้องไม่เดินถอยหลังเมื่อเจอภัย จึงได้โอกาสพูดคุยกับตัวจริงด้านการจัดการภัยพิบัติ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ทั้งสอนหนังสือ เขียนตำรา และเจอความท้าทายจริงจากการลงมือทำในฐานะผู้บริหารเมือง
“ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สั่งอาจารย์ว่า ในเมื่อทำเรื่องความเสี่ยง อาจารย์ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายเข้าไว้ เอ๊ะให้เยอะหน่อย อย่าเออทุกเรื่อง” นี่คือส่วนหนึ่งของภารกิจอาจารย์ทวิดา
ดังนั้น เรามามองโลกในแง่ร้ายให้มากขึ้นกันอีกสักนิด แต่อ่านจบแล้วรับรองจะสบายใจว่าเราหาประตูหนีไฟให้ตัวเองเจอ และเราจะเป็นคนที่พร้อมช่วยเหลือคนอื่นให้รอดด้วยเมื่อภัยมา

ภัยพิบัติตามตำราของอาจารย์ต้องรุนแรงขนาดไหน
ภัยอันตรายคือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถ้าเราจัดการได้โดยใช้เวลาไม่มาก เราก็ไม่รู้สึกอะไร หากจัดการมันไม่ได้จนปัญหาลุกลามก็จะกลายเป็นวิกฤตส่วนตัวของเรา แต่ถ้าเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ไปเกิดในพื้นที่สาธารณะ เริ่มมีคนหมู่มากได้รับความเดือดร้อนกับชีวิต ทรัพย์สิน หรือการดำเนินชีวิตในพื้นที่สาธารณะ จะกลายเป็นคำว่าสาธารณภัย
ภัยพิบัติทุกชนิดเป็นสาธารณภัย แต่จะเป็นภัยพิบัติก็ต่อเมื่อระดับความเสียหายสูงจนรับมือไม่ไหว แม้จะเกิดเหตุรุนแรง หากเราเตรียมการไว้แล้ว ชุมชนพร้อม หน่วยงานพร้อม พื้นที่พร้อม ภาวะฉุกเฉินที่ต้องจัดการกับมันไม่ยืดยาดวุ่นวาย โดนผลกระทบน้อย มันก็ไม่เป็นภัยพิบัติ แค่นี้เอง
ในกรุงเทพฯ ที่อาจารย์ดูแลอยู่ มีเหตุไม่พึงประสงค์อะไรที่เกิดถี่ขึ้นในช่วง 5 – 10 ปีนี้
เราเคยมีน้ำท่วมใหญ่มาแล้วตอนอาจารย์เด็ก ๆ เมื่อ พ.ศ. 2526 ภาพจำคือแม่นั่งเรือออกจากหน้าต่างบ้าน ปีนขึ้นรถบรรทุก GMC ของทหารไปทำงาน พอมา พ.ศ. 2554 มันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง บ้านเรายังอยู่ที่เดิม เพียงแต่น้ำต่ำลงไปหน่อย เนื่องจากเราทำบ้านสูงขึ้นมานิด แต่น้ำก็ยังมาเหมือนเดิม
รองผู้ว่าฯ วิศณุ ทรัพย์สมพล ทำข้อมูลว่า กรุงเทพฯ มีจุดต่ำน้ำท่วมอยู่ 737 จุดที่ต้องเริ่มดำเนินการแก้ไข เราคงทำทั้งหมดในเวลาเดียวกันไม่ได้ เรามีคนจดทะเบียนอยู่ในกรุงเทพมหานคร 5.5 ล้านคน มีคนจากจังหวัดอื่นมาอยู่อีก 2.2 ล้านคน คนขับรถเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ จากปริมณฑลอีก 2 ล้านคน วันหนึ่งเรามีเกือบ 10 ล้านคน เมื่อคนเยอะ สภาพเมืองก็ทรุดโทรม แต่ในอดีตเราไม่ได้วางแผนไว้แบบนั้น บ้านเมืองเราเป็นเมืองเกษตรกรรมมาก่อน คูคลองเต็มไปหมด แต่เมื่อเกิดการสร้างบ้านในจุดที่เป็นทางน้ำไหล คนระบายของเสียลงมาเยอะแต่คูคลองไม่ได้ลอกไว้ น้ำก็ระบายออกไปไม่ได้ ประวัติศาสตร์ของเมืองจึงเกี่ยวกับจัดการน้ำท่วม
ระบบท่อระบายน้ำของ กทม. ระบายได้ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่ Climate Change ทำให้ฝนตกมากจนเกินควร เฉลี่ยอยู่ที่ 100 มิลลิเมตรในบางวัน วันที่ตกหนักที่สุดของปีก่อนหน้าคือ 162 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แล้วเกิดขึ้น 3 ชั่วโมงติด ระบบระบายน้ำไม่มีทางรองรับไหว คนก็ถล่มลงมาอยู่กันบนถนนในเวลาเดียวกันอีก เมื่อเราไม่มีการบริหารจัดการเลื่อนเวลาให้คนออกมาใช้ชีวิตต่างกันก็เลยเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
แต่จริง ๆ ไฟไหม้บ่อยกว่าน้ำท่วมนะ
วันหนึ่งมีไฟไหม้ไม่เคยต่ำกว่า 5 – 7 ครั้งในกรุงเทพฯ ข้อความยิงเข้ามือถือทั้งวันทั้งคืน บางทีตี 1 – 2 เพราะกลางคืนเป็นเวลาที่เราการ์ดตกสุด คนนอนหลับ แต่ก็ช่วยให้กิจกรรมล่อแหลมต่อการเกิดไฟไหม้น้อยตาม ในขณะที่กลางวันกิจกรรมเยอะ โอกาสไฟไหม้เยอะ แต่คนตื่นอยู่เลยตอบสนองได้ไว จำนวนเหตุการณ์เลยพอ ๆ กันทั้งกลางวันกลางคืน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเราอยากใช้รถ EV กันเยอะ แต่รู้ไหมว่าแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าดับยากกว่าไฟปกติ ต้องใช้น้ำแรงดันบาร์ค่อนข้างสูงมากต่อเนื่องกันเป็นชั่วโมงถึงจะจัดการได้ แต่ข้อโชคดีคือเคลื่อนย้ายรถออกไปจัดการในพื้นที่โล่งได้ หรือแม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตามบ้าน หากไฟไหม้ พนักงานดับเพลิงจะขึ้นไปยังไง ต้องตัดไฟกี่ตัว สวิตช์มีไหม


เจอไฟไหม้ประเภทไหนบ่อยสุด
ถ้าตลอดทั้งปี ไฟไหม้ที่เยอะที่สุดคือไฟฟ้าลัดวงจร อย่างช่วงโควิดเราโหมกระหน่ำใช้เครื่องไฟฟ้าในบ้านเพราะไม่ได้ไปไหน บางทีก็มีลามไปข้างนอก วิ่งไปติดตัวต้นไม้ที่มีป้ายแปะเยอะแยะ อีกเรื่องที่กำลังสั่งตรวจพื้นที่อยู่คือไฟไหม้ในพื้นที่รกร้าง ตอนช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เรามี Heat Index ขึ้นไปสูงมากที่ 55 ทั้งที่อุณหภูมิอยู่แค่ 42 – 45 องศาเซลเซียส
สิ่งที่เราตั้งข้อสงสัยคือกองขยะกับหญ้าที่หมกอยู่ตามเมือง มันเสียดสีแล้วเกิดไฟไหม้ได้ วันที่พีกสุดของเดือนเมษายน รับแจ้งเหตุไฟไหม้ 20 กว่าครั้ง จากปกติทั้งวัน 7 – 8 ครั้ง เราก็ตกใจว่า อะไรเนี่ย ออกไปดูหน่อยซิ กองขยะกองหญ้านี้อยู่ตรงไหน อยู่ในช่องอาคารที่มีกระจกเลนส์นูนเลนส์เว้าหรืออะไร พออากาศร้อนขึ้น เราก็คิดไปถึงโรงงานที่มีสารเคมีบางชนิด เคยคิดว่าจุดเดือดต่ำที่ 50 ไม่มีวันไปถึง แต่ตอนนี้ต้องหาความรู้กันใหม่แล้ว ต้องเก็บข้อมูลดูว่าความเสี่ยงเปลี่ยนรูปแบบไปไหม เตรียมไม่ทันเดี๋ยวก็เสียรู้อีก
ประชาชนเตรียมตัวอย่างไรได้บ้างให้รู้สึกว่าฉันจะปลอดภัยมากขึ้น
ทุกตำราของการแก้ปัญหาวิกฤตพูดเหมือนกันหมดว่า พยายามทำให้หน่วยย่อยที่สุดแข็งแรงที่สุดก่อน เมื่อหน่วยย่อยที่สุดแข็งแรง เขาจะรับมือกับสิ่งที่จะไปกระทบได้ เช่น คนจนเมือง พ่อค้าแม่ค้ารถเข็น เขาหาเช้ากินค่ำ ไม่ออกไปทำงานวันหนึ่งจบแล้ว
สมัยก่อนเมื่อสัก 20 – 30 ปีที่แล้วที่เรายังรู้ไม่มาก เครื่องมือเทคโนโลยีไม่เยอะขนาดนี้ เราเคยคิดว่ารู้ไม่ทันเรื่องภัยพิบัติ จึงทุ่มทรัพยากรไปที่การตอบสนองงานฉุกเฉิน เกิดเรื่องปุ๊บทำงานยังไงให้ไว รถฉุกเฉินต้องเป็นยังไง เครื่องมือจะไปอยู่ตรงไหน คนต้องมีทักษะอะไรก็ว่าไป แต่พอระยะเวลาผ่านไป เรามีความรู้มากขึ้น เทคโนโลยีเราดีขึ้น มีเรดาร์ตรวจจับฟ้าฝน มีที่ปรึกษา มีคุณหมอระบาดวิทยา มีเครื่องไปติดก้นทะเลเพื่อวัดความสั่นไหว เฝ้าระวังสึนามิที่จะมา เราพยายามที่สุดให้รู้ก่อนมันเกิด จะรู้ก่อนสัก 1 นาที, 3 ชั่วโมง หรือ 3 วันก็วางแผนกันได้ แต่ก็มีหลายครั้งที่รู้แล้วแต่ยังป้องกันไม่ทัน อ้าว ทำไมถึงทำไม่ได้ มันเคยเกิดขึ้นหลายรอบแล้วนะ
ทำไม่ได้ก็มี 2 แบบ แบบที่ 1 เราการ์ดเราตก สิ่งที่เคยบอกว่ารู้แต่เราย่อหย่อนเอง กับแบบที่ 2 มาแปลกจริง อย่างโควิด-19 ใครจะไปคิดว่าคนหนึ่งคนเดินสบายดีจะมีเชื้อโรคอยู่ในตัวได้ถึง 14 วัน เราเองก็ไม่เคยรู้ อย่าไปโทษใคร
ในแง่ของทฤษฎี ต้องทำข้อมูลความเสี่ยงก่อนแล้วการตอบสนองและการฟื้นฟูจะง่ายมาก ข้อมูลพื้นที่กายภาพทั้งหมดต้องมี ทั้งสถานะที่เป็นอยู่กับสภาพสังคมในแต่ละพื้นที่ ปัจจัยเชิงสังคมจะเป็นตัวผีซ้ำด้ำพลอย เช่น พื้นที่ตรงนี้อาจจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่พอดีตรงนั้นอุปกรณ์พร้อม คนเข้มแข็ง คนเข้าใจว่าต้องทำยังไงเวลาเกิดเรื่องขึ้น คนมีมาตรการป้องกันพร้อมแผนสองแผนสาม สังเกตเวลาเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ พายุ ถ้าไปเกิดในประเทศที่พัฒนาหรือมีอุปกรณ์การเตือนภัย สภาพสังคมดี เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง ใช้เวลาฟื้นไม่ถึงปี แต่ประเทศที่ไม่ได้เตรียมพร้อม กายภาพไม่ดี บริหารจัดการไม่ได้ คนไม่พร้อมฐานะยากจนก็ฟื้นตัวได้ยาก ถอยหลังกัน 5 – 10 ปีเลย
ถ้ามาตรการเหล่านี้ใช้ทุนทางสังคมได้เลยก็ไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย ลดเรื่องการเมืองมาผูกพัน เราไม่ใช่ประเทศที่ขุดเงินเจอหน้าบ้านหรือเงินออกมาจากต้นไม้ ต้องจัดลำดับว่าอะไรต้องทำก่อน-หลัง ก็จะวนกลับมาว่าคุณวิเคราะห์บนข้อมูลที่ตรงแค่ไหน

Inclusive City เป็นคำที่ กทม. ใช้เป็นประจำ จะมาช่วยในการจัดการภัยพิบัติอย่างไร
ต่อให้เป็นประเทศที่เก่งที่สุดในโลก เวลาเกิดเรื่อง เจ้าหน้าที่ไม่ใช่คนแรกที่เผชิญหน้า มันคือตัวเราเอง กฎข้อแรกเลยนะ ช่วยตัวเองให้ได้ก่อนช่วยคนอื่น เพราะถ้าช่วยตัวเองไม่ได้ คุณเป็นภาระคนข้าง ๆ ทันที โดยหลักการ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยคนอ่อนแอที่สุดก่อน เพราะคนอ่อนแอไม่ควรจะเยอะกว่าคนแข็งแรง
บางภัยอาจจะทำให้มีคนอ่อนแอพิเศษขึ้นมา ถ้าคนเป็นเบาหวานรุนแรง แผลไม่ได้เกิดได้ง่าย ๆ หรอก คุณจะตาลีตาเหลือกอพยพเขาโดยไม่ดูอะไรเลยไม่ได้ ถ้าเขาเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่มีสายอยู่ คุณมีความรู้หรือเปล่าจะไปเคลื่อนเขาอย่างไร ผู้หญิงท้องปกติแข็งแรงนะ แต่บางกรณีที่ลําบากลำบนในการเคลื่อนย้าย อาจมีภาวะแทรกซ้อนหรือคลอดก่อนกำหนด
ในภัยพิบัติบางอย่าง คนพิการไม่ได้ต้องการให้ช่วย แต่เขาต้องการให้เมืองยังใช้งานได้ในช่วงภัยพิบัติ เช่น การออกแบบเพื่อคนทุกกลุ่ม หรือ Universal Design ถ้าทางเท้าเรียบ มีเส้นเหลืองถูกต้อง มีตุ่มหยุด ไฟพูดได้ เขาก็พาตัวเองไปทุกที่ได้โดยเราไม่ต้องไปช่วย เพราะฉะนั้น เมือง Universal Design ช่วยลดผลกระทบภัยพิบัติได้เยอะ
ญี่ปุ่นถึงพยายามทำให้สนามกีฬาของทุกโรงเรียนเป็นพื้นที่รองรับภัยเสี่ยงด้วย พื้นสนามกีฬาต่อท่อไว้สำหรับทำส้วม เวลาอพยพแผ่นดินไหวต้องอยู่ในพื้นที่ราบก็มีสาธารณูปโภคพร้อมทันที
เมืองใหญ่ที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตจะสร้างชุมชนที่ดีให้ช่วยกันเอาตัวรอดยังไง
เวลาพูดคำว่าชุมชน คนอาจนึกถึงพื้นที่แออัดในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวย แต่อยากให้เข้าใจว่าชุมชนคือการที่คนกลุ่มหนึ่งใช้พื้นที่หนึ่ง อยู่ด้วยกันในเวลาใดเวลาหนึ่ง กลไกลที่ถูกฝังอยู่ในทุกชุมชนไม่เหมือนกัน อยู่คอนโดมิเนียมก็นับเป็นชุมชนอาคารสูง มีนิติบุคคลดูแล อยู่ในบ้านเดี่ยวก็คือชุมชนหมู่บ้าน มีคณะกรรมการหมู่บ้าน
ในกรุงเทพมหานครมีชุมชนจัดตั้ง เพราะเราไม่มีหมู่บ้านที่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านดูแล แต่มีชุมชน 2,008 ชุมชนที่จดทะเบียนให้กรุงเทพมหานครเป็นคนดูแล ประธานชุมชนในชุมชนจัดตั้งจะมีเครือข่ายอาสาสมัคร ทำงานเกาะกลุ่มกัน สื่อสารให้ความรู้กับคนในชุมชน
ตอนนี้เรานั่งคุยกันอยู่ในห้องนี้ ทุกคนมาอยู่พร้อมกันในจังหวะนี้พอดี ถ้าเกิดไฟไหม้ขึ้นมา เราก็ต้องหนีพร้อมกันนี่แหละ รู้หรือยังว่าต้องทำยังไง บันไดหนีไฟอยู่ตรงไหน (วิ่งตามอาจารย์นี่แหละค่ะ – ผู้เขียนกล่าว)
กลไกที่เรียกว่า Inclusiveness ไม่ใช่แค่คนมามีส่วนร่วม แต่ต้องจัดสรรโครงสร้างจากรัฐด้วยประเด็นแรกคอต้องมีข้อมูลก่อน กทม. กำลังช่วยทำแผนที่กายภาพ จุดต่ำน้ำท่วม จุดไฟไหม้บ่อย จุด PM 2.5 เข้มข้น พื้นที่รกร้าง ที่มืด ที่เกิดอาชญากรรม ตอนนี้อยู่ในแผนที่ของกรุงเทพมหานครทั้งหมดที่ประชาชนเข้าถึงได้ แต่เวลาเกิดเรื่องจริง ๆ ทำยังไงให้ข้อมูลไปถึงเร็วที่สุด เพราะประชาชนเป็นคนเผชิญหน้าก่อนคนแรก และอาจจะพาคนอื่นรอดไปด้วย
เรากำลังพัฒนา Fondue Plus ที่มีปุ่มเลือกขอรับข้อมูลข่าวสาร ตอนนี้เราผลักข้อความเกี่ยวกับเรื่องอัคคีภัยให้แล้ว และกำลังจะเริ่มผลักเรื่องฝุ่น น้ำ ฝนตก ผู้ใช้จะเป็นคนเลือกว่าในวันหนึ่งอยู่ที่ไหนบ้าง เข้าไปเรียนรู้หน่อยว่าในพื้นที่นั้นมีทางหนีทีไล่อย่างไร เป็นไปไม่ได้ที่หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์แล้วทุกคนจะทำถูกหมด 100% ต่อให้พยายามดีที่สุดก็จะเหลือ 10 – 20% ที่พลิกผันได้ คุณต้องเอาสติของคุณที่เหลือจัดการ มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณของการปรับตัว เมื่อรู้ก่อนให้มากจะวุ่นวายใจน้อยลง

มาถึงการพาเมืองเดินไปข้างหน้า กทม. เดินตามเป้า SDGs เรื่องเมืองยั่งยืนยังไง
SDGs เป็นคอนเซปต์ที่ทุกคนยอมรับแล้วว่าเราต้องไปตรงนี้แน่ ๆ SDG11 : Sustainable Cities and Communities อาจารย์ว่าก็คือทั้ง 17 เป้าอยู่ในเป้าที่ 11 เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย พร้อมกับความสามารถที่มาก หลายเรื่องเราทำอยู่แล้ว แต่หลายเรื่องก็มีความยากเฉพาะตัว
วิสัยทัศน์ของอาจารย์ชัชชาติตอนเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ ไม่ว่าเราจะสรรหาคำพูดหรูหราแค่ไหน บางคนบอกกรุงเทพฯ เป็นไข่มุกแห่งเอเชีย เป็นมหานครแห่งเอเชีย แต่อาจารย์ชัชชาติพูดอยู่เสมอว่า Livable City for All ให้เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน ผมพอใจ คำนี้ติดปากเขาอยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกว่าถ้าเมืองน่าอยู่ ที่เหลือจะตามมา และมันต้องสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีความสุขไม่เหมือนกัน
กทม. ไม่ได้คุมกรุงเทพมหานครทั้งหมด อย่างเป้าที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ กรุงเทพฯ มีหมอเยอะที่สุดจริง แต่ กทม. มีหมอของตัวเองแค่ 10% มีโรงพยาบาลเยอะที่สุดกว่า 140 แห่ง แต่เป็นของรัฐแค่ 20 แห่ง เป้าหมายที่อยากให้สิทธิสุขภาพครอบคลุมประชากรที่อยู่กับบัตร Universal Care ประมาณ 30% หรือ 3 ล้าน ด้วยระบบสาธารณสุขที่เราดูแลแค่ 15% ของทั้งกรุงเทพฯ จึงไม่ง่าย แต่ไม่ได้บอกว่าขยับไม่ได้
ยิ่งเราทำ City Data ชัดเจนมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะเห็นคนที่ตกหล่นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งอาจารย์ชัชชาติชูให้เป็น 2 ประเด็นหลักใน 9 ด้าน ต้องขยายผลไปถึง Lifelong Learning ของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง เรื่องทางสาธารณสุขต้องไปให้ไกลกว่าคำว่าสงเคราะห์
เวลาจะดูการเติบโตของเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงาน ก็มาวัดกันในกรุงเทพฯ แต่ กทม. ไม่ได้เป็นเจ้าภาพทั้งหมด เราเป็นคนสร้างระบบนิเวศให้กลไกทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น เช่น อาหารริมทางที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทย อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนเดินทางมากินได้ถึงที่ ตุ๊กตุ๊กต้องไม่โก่งราคา ทางเท้าต้องไม่มีของเกะกะ ร้านค้าต้องไม่ทิ้งน้ำมันไปโดนใครจนเป็นแผล กินแล้วต้องท้องไม่เสีย ราคาต้องดี รสชาติต้องได้ มีจุดเช็กอิน
ทั้งหมดนี้เป็นระบบนิเวศที่ กทม. ต้องช่วยสร้าง หากจะจ้างงานเองก็ทำไม่ได้เท่าไหร่ ขนาดวันนี้ในระบบของกรุงเทพมหานครจ้างงานคนพิการอาสาอยู่ 400 กว่าคน เข้ามาเป็นข้าราชการ 21 คน จ้างผู้สูงอายุ 817 คน แต่ตัวเลขก็ยังไม่ถึง 1% ของทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร
แต่เรื่องที่ผลักดันไปได้เร็วมากก็มี พอพูดเรื่อง Climate Change อย่างน้อยในพื้นที่ 1,500 ตารางกิโลเมตรของ กทม. ชวนคนมาปลูกต้นไม้ได้ ในสวน 15 นาทีก็ทำได้ หรือพื้นที่เอกชนที่เอามาช่วยปลูกก็ลดภาษีให้ 7 ปี ประชาชนที่ปลูกต้นไม้ในบ้านนำมาจดทะเบียนขึ้นแมปกับเราได้เลย เปิดแมปมาเจอต้นไม้ตัวเองทันที ผู้ว่าฯ เคยตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นใน 4 ปี แต่เราทำได้ 1.2 ต้นแล้วภายใน 2 ปี 3 เดือน
ถ้าอาจารย์เป็นคนคุม SDGs จะพูดเลยว่านี่คือความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะในการทำให้คนทั้งเมืองมองเห็นเป้าเดียวกัน แล้วลงมือทำจริงจังในเรื่องเดียวกัน ต่อให้เป็นยุคโควิดที่คนพร้อมใจใส่หน้ากากกันทั้งเมือง มันก็ต้องมีเรื่องร้าย ๆ ก่อนถึงจะทำได้ แต่เรื่องปลูกต้นไม้นี่แสดงว่าทุกคนเข้าใจปัญหา Climate Change จริง ๆ และเราต้องคว้าโมเมนตัมแบบนี้เอาไว้ ไปทำงานกันต่อเรื่องอากาศสะอาด ในภาคขนส่งช่วยกันเรื่องรถควันดำ หรือให้ไซต์ก่อสร้างมีความรับผิดชอบกันมากขึ้น
อาจารย์เห็นปี 2030 เป็นอย่างไร
ผู้ว่าชัชชาติสั่งอาจารย์ว่า ในเมื่ออาจารย์ทำเรื่องความเสี่ยง อาจารย์ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายเข้าไว้ เอ๊ะให้เยอะหน่อย อย่าเออทุกเรื่อง
แม้จะเป็นคนที่มองโลกแง่ร้ายขนาดนี้ แต่อาจารย์ยังเชื่อว่าปี 2030 เราจะมีสิ่งที่ประสบความสำเร็จให้ได้ชื่นใจ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีอะไรหล่อเลี้ยงชีวิตนะคะ คิดแต่ว่ามันจะมีแต่เรื่องเลวร้าย มันก็ไม่พาเราไปไหน ยังมีเรื่องที่เราขยับมันได้ เราจะยังเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากความเร็วของความเจริญและเทคโนโลยี ความรุนแรงของภัยที่เราทำร้ายโลกมาตลอดหลายร้อยปี ความหลากหลายของทางเลือกใหม่ ๆ เยอะขึ้น ความเร็วของการยอมรับเรื่องที่เราเคยไม่ยอมรับจะสั้นมาก เพราะผลกระทบมันแรง ต้องรีบทำความเข้าใจและปรับตัว แค่เท่าทันก็ยากแล้ว แต่การทำข้อมูลให้เยอะ คิดนอกกรอบ ร่วมมือกันเล่นคอนเสิร์ตไปด้วยกัน เราอาจจะพอรอดได้ตามแผน แล้วจะได้เหลือสมองกับเวลาไว้สำหรับสิ่งที่พลิกล็อก
ตราบใดที่ไม่ล้มลงไปหนัก เด้งกลับขึ้นมาได้ให้ไวที่สุด มันก็จะสู้กันได้ต่อ

