The Cloud x สภาพัฒน์
ใคร ๆ ก็บอกว่าภาคเอกชนไทยเก่ง แต่นอกจากความเก่งในการทำกำไร โลกในวันนี้คาดหวังความเก่งของภาคธุรกิจในการพาทุกคนให้รอดไปด้วยกัน ภารกิจของคนทำธุรกิจเริ่มขยายวงกว้างไปกว่าการตื่นเช้ามาเปิดร้าน เมื่อธุรกิจเริ่มไปได้ ความรับผิดชอบที่ตามมายาวเหยียดตั้งแต่มอบผลตอบแทนให้นักลงทุน ดูแลพนักงาน ส่งมอบสินค้า-บริการที่ดีให้ลูกค้า ทำประโยชน์ให้สังคม ไปจนถึงไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมบนโลก
คอลัมน์ Sustainable Development Goals ในตอนนี้จึงอยากเข้าใจบทบาทใหม่ของภาคธุรกิจที่สังคมคาดหวังให้เป็นผู้นำขับเคลื่อนความยั่งยืน กับ ดร.เอ-สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ คณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และยังเป็นสาวเก่งในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย ด้านกลยุทธ์และความยั่งยืน
ในยุคที่ความไม่แน่นอนโผล่มาเซอร์ไพรส์กันเป็นรายเดือน แต่ธุรกิจยังต้องหารายได้จ่ายพนักงานทุกเดือน ไหนจะต้องรับมือกับความขัดแย้งวุ่นวายของการบ้านการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรายังเห็นภาคเอกชนของไทยปรับตัวได้เร็วจี๋ ตั้งหลักเดินหน้าทำธุรกิจต่อได้ เราจึงเริ่มต้นบทสนทนากับ ดร.เอ ด้วยคำถามนี้

เห็นด้วยไหมว่า “ภาคเอกชนไทยเก่ง”
ไม่กล้าพูดว่าเก่งนะ แต่ต้องพูดว่าภาคเอกชนต้องอยู่รอดให้ได้
ยิ่งตอนนี้กฎระเบียบกติกาการค้าต่าง ๆ จากต่างประเทศเริ่มมีเยอะมาก แรงกดดันส่วนใหญ่จะมาในเรื่องของความยั่งยืนหรือ ESG Trend การเดินหน้าต้องรวดเร็ว ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ให้ได้เยอะที่สุด เพราะฉะนั้น ต้องมีระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้ดิจิทัลปรับเครื่องคนต่าง ๆ และต้องทำให้ได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน
เรื่องความยั่งยืนมีมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำย่อมไม่สำเร็จ แม้กระทั่งทำทั้งสมาคมยังไม่สำเร็จเลย เราต้องสร้างระบบนิเวศที่ไปด้วยกันทั้งหมด แต่อย่ามองว่าเป็นความเสี่ยงที่เราไปต่อไม่ได้แล้ว อยากให้มองเรื่องนี้เป็นโอกาส ถ้าเราทำได้ก่อน เรามีขีดความสามารถในการแข่งขันตรงนี้ได้ เราจะไปคว้าโอกาสนั้นมาพลิกเกม
มองว่าบทบาทของเอกชนช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้ไหม
เมื่อสิ่งที่เราทำคือเอาตัวเองให้รอด ก็ต้องมาคิดกันว่าต้องปรับตัวอะไรบ้างให้เป็นไปตามเทรนด์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน สินค้าต้องเปลี่ยน กระบวนการผลิตต้องเปลี่ยน คนต้องเปลี่ยน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเป็นวงกว้าง มันก็กลายเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบทางอ้อม ซึ่งเราไม่ใช่รัฐบาลที่จะมีนโยบายหรืองบประมาณลงไปแก้ปัญหาทางตรงทันที แต่เราเปลี่ยนตลาดไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคได้
ภาคเอกชนถนัดเรื่องทำการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน พอหลายเจ้ารวมตัวกันทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา มันก็กลายเป็นการเปลี่ยนทิศทางของสังคม ยกตัวอย่างโครงการหนึ่งของสภาอุตสาหกรรมเมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว มีข่าวประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะบกตกทะเลอันดับ 6 ของโลก พอประกาศออกมาปุ๊บ ประเทศเราเสียหายหมดเลย เป็นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย แต่กลับมีภาพกองขยะทำเต่าปลาตายหมด สภาอุตสาหกรรมฯ เราไปวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้ ปรากฏว่าคือขวดน้ำดื่มสี ขวดประเภทนี้ไม่ค่อยมีโรงงานไหนรับซื้อไปรีไซเคิล เพราะการใส่สีเข้าไปทำให้คุณภาพพลาสติกรีไซเคิลแย่ลง ราคาไม่จูงใจจึงไม่มีคนเก็บ
เราเลยขอความเห็นจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง สมอ. เสนอให้ทำเวิร์กช็อปรวมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จนถึงผู้ใช้งาน ถ้าความเห็นเกิน 80 – 90% เห็นด้วยว่าเปลี่ยนประเภทขวดน้ำดื่มกันเถอะ ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนไปจนถึงการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประเทศไทยใช้ขวดน้ำดื่มใสเป็นมาตรฐานของประเทศได้
จากวันนั้นจนวันนี้ แม้จะเจอโควิด แต่เราก็เปลี่ยนได้สำเร็จ เปิดตู้น้ำดื่มในวันนี้ไม่เห็นขวดสีแล้ว แม้น้ำข้างในจะหลากสีหลายประเภท แต่ขวดบรรจุเป็นพลาสติกใสทั้งหมด ขวดใสเหล่านี้ก็ถูกเก็บเข้าระบบมากขึ้น อัตราการรีไซเคิลขวดพลาสติกของประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วเราก็สื่อสารให้คนเข้าใจด้วยว่าการเปลี่ยนมาใช้ขวดใสช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย
นี่เป็นตัวอย่างที่ภาคเอกชนร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพราะถ้าไม่ทำก็ตกขบวน อาจจะอยู่ไม่รอดไปเลย วันนี้ถ้าไม่มีเรื่องการใช้วัสดุรีไซเคิลก็ส่งออกไม่ได้ อีกเรื่องที่เรากำลังรวมตัวกันคือเสนอขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้วัสดุรีไซเคิล ทำให้จูงใจว่าขยะพลาสติกสร้างรายได้กลับมา และช่วยให้ประเทศพ้นจากการติดอันดับขยะบกตกทะเลได้ แม้อันดับจะดีขึ้นแต่เราก็ยังอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก

คนทั่วไปสร้างแรงกดดันให้เอกชนเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจให้ดีขึ้นได้ไหม
ได้ค่ะ เราเปลี่ยนไปสู่ความยั่งยืนได้ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภค อันนี้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนที่ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเลย อย่างตอนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศขอความร่วมมือลดใช้ถุงพลาสติก ตอนนั้นเราเห็นว่าร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ เริ่มงดแจกถุง ผู้บริโภคก็พกถุงไปเอง พยายามเอาถุงเก่ามาใช้ซ้ำเพราะไม่อยากจ่ายเพิ่ม ผู้ผลิตเลยต้องปรับตัวตามว่า ถ้าเป็นถุงบางจะขายไม่ได้ ต้องผลิตให้หนาขึ้น เกิดการใช้ซ้ำได้ยาวนานมากขึ้น ตลาดเปลี่ยนหมดเลยตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ท้ายที่สุดก็ทำให้ขยะถุงพลาสติกลงสู่หลุมฝังกลบน้อยลง
นอกจากเรื่องรีไซเคิล มีเรื่องอะไรอีกที่เป็นโอกาสให้ธุรกิจหยิบมาทำต่อได้
เรามีความพร้อมเรื่องการเกษตรมากและมีแนวคิดเรื่อง BCG Economy อยู่แล้ว การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย โดยใช้วัตถุดิบทุกอย่างในประเทศแต่ทำให้ถึงมาตรฐานระดับโลก Think Global, Act Local เป็นโอกาสที่ไทยได้เปรียบมาก ตลาดโลกกำลังมองหาสินค้าออร์แกนิก การป้องกันแมลงศัตรูพืชหรือใช้ปุ๋ยที่ไม่มีสารเคมีต้องมาพร้อมกับการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร นอกจากนี้ ตลาดโลกยังมองไปถึงการประหยัดน้ำ ลดของเสียในการผลิต ก็ต้องมีการออกแบบให้ทรัพยากรหมุนเวียนอยู่ในระบบให้ได้นานที่สุด สุดท้ายต้องมีการทำข้อมูลออกมาเป็นเชิงตัวเลขให้ได้ว่าเป็นสินค้าสีเขียวจริง ไม่เช่นนั้นจะไม่รู้เลยว่าเราแข่งกับเพื่อนที่ระดับไหน จะพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าปีที่แล้วหรือตั้งเป้าหมายถัดไปได้อย่างไร
การส่งเสริมจากภาครัฐจำเป็นมาก แต่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน มีกรณีตัวอย่างหนึ่งที่น่าเสียดายมาก วันนี้เราพยายามลดฝุ่น PM 2.5 โดยไม่ให้เผาอ้อย แต่อยากให้เป็นการตัดอ้อยแทน ภาครัฐก็สนับสนุนรถตัดอ้อยไฮเทคมา หลังจากจัดซื้อจัดจ้างนำรถลงพื้นที่ไปสักพัก รถตัดอ้อยก็ยังอยู่ที่เดิม ทุกคนก็ถามว่าทำไมยังไม่ได้ตัด ปรากฏว่าร่องในการเข้าไปตัดอ้อยมันเล็กกว่าตัวรถเลยเอารถลงไปไม่ได้ คันละหลายล้านก็จอดนิ่งไว้แบบนั้น ชาวไร่อ้อยก็เผากันแบบเดิม
เรื่องนี้เห็นชัดเจนเลยว่าการแก้ปัญหาควรลงไปในพื้นที่จริง ๆ เพราะอยู่บนกระดาษมันมองไม่เห็น แล้วก็ต้องติดตามผล อย่านับแค่ว่าทำให้แล้วถือว่านับหนึ่ง อยากให้นับว่าเกิดประโยชน์สร้างรายได้กลับมาให้ประชาชน หรือลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเชิงตัวเลขจริง ๆ เท่าไหร่ ในมุมเอกชน เราชอบมอง KPI ในลักษณะเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณแล้วตอนนี้
ความท้าทายเรื่องแรกที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนในการไปสู่เป้าความยั่งยืน
นอกจากความร่วมมือกันระหว่างรัฐ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ หรือภาคประชาสังคมที่เราพยายามทำมาโดยตลอด สิ่งหนึ่งที่เห็นว่ายังเป็นปัญหาคือการสื่อสาร ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย ตอนนี้มี Marketing Words เต็มไปหมด สุดท้ายประชาชนที่อยู่ในระดับรากหญ้าหรือ Micro SMEs ก็เข้าไม่ถึง เขาก็จะมีคำถามวนกลับมาซ้ำ ๆ ว่าแปลว่าอะไร ซึ่งเราไม่ควรไปหงุดหงิดที่เจอคำถามซ้ำไปซ้ำมาเพราะเขาไม่เข้าใจจริง ๆ แต่ต้องกลับมาถามตัวเองว่าสิ่งที่เราสื่อสารยากเกินไปหรือเปล่า เราไม่ค่อยมีเอกสารฉบับประชาชนมากนัก มีทั้งการพูดไทยคำอังกฤษคำ เอกสารของบริษัทก็มีภาษาอังกฤษเยอะมาก การแปลภาษาไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่ากับการลงไปเข้าใจปัญหาในพื้นที่จริง ๆ ว่าความช่วยเหลือแบบไหนที่เขาต้องการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหาจุดร่วมของการพัฒนาที่ตรงกัน
มีตัวอย่างหนึ่ง ช่วงนี้ที่เราพูดถึงกันบ่อยมาก คือเรื่องกฎระเบียบกติกาการค้าระหว่างประเทศของสหภาพยุโรป หรือ European Green Deal ซึ่งมีมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน คุณจะต้องมีกระบวนการผลิตและขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำถึงจะไปขายที่ประเทศเขาได้ เวลาพูดกันเราก็เรียกตามชื่อย่อว่า ซีแบม ที่มาจาก Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ปรากฏว่ามีคนทักไลน์มาถามว่า ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าจะต้องปรับตัวอย่างไรกับมาตรการซีแบม เขาไม่ได้เขียนว่า CBAM แต่เขียนว่า SEABAM ทำให้เรารู้ทันทีว่าที่พูดไปเขาไม่เข้าใจเรา ไม่ใช่เพราะว่าเขาผิดนะ เราผิดเอง เพราะว่ารูปที่สื่อออกไปไม่ว่าจะจากค่ายไหนบริษัทไหนก็จะเป็นรูปเรือสินค้าหรือน่านน้ำมหาสมุทรไปที่สหภาพยุโรป เขาเลยคิดว่าเป็นเรื่องทะเล แสดงว่าเรื่องคาร์บอนไม่ได้อยู่ในใจเขาเลย
การสื่อสารฉบับประชาชนอาจจะต้องพึ่งโซเชียลมีเดียหรือน้อง ๆ รุ่นใหม่ที่ออกมาพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ถ้าเราสื่อสารกันแล้วเขาไม่เข้าใจ ก็ดึงเขามาเป็นส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เลย


เมื่อพูดถึง SDGs ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร
เป้า SDGs ที่ภาคธุรกิจตื่นตัวมากที่สุดตอนนี้คือ SDG 13 : Climate Action สินค้าในวันนี้ต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ถ้าไม่ใส่เรื่องนี้เข้าไปในธุรกิจ ก็จะไม่มีพาร์ตเนอร์ ไม่มีต้นทุนทางการเงินที่ดี ไม่มีตลาดขายสินค้า ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็จะต้องเจอต้นทุนที่แพงขึ้นด้วย มันเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ที่สินค้าไทยถูกตีกลับมาหมด หรือแม้กระทั่งบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นก็จะไม่มีใครอยากถือหุ้น
อีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กันคือ SDG 9 : Industry, Innovation and Infrastructure นวัตกรรมที่ดีควรลงไปแก้ปัญหาของผู้ผลิต โดยเฉพาะรายย่อยจริง ๆ ธุรกิจรายย่อยก็เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนธุรกิจใหญ่ที่นำมาคำนวณการปล่อยคาร์บอนด้วย อย่างในภาคการเกษตร ภูมิปัญญาท้องถิ่นก็เป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง อย่าคิดว่าต้องเป็นเรื่อง R&D เท่านั้น
ความสำเร็จที่อยากเห็นให้ทันตามเป้า SDGs ในปี 2030
อยากให้ทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำจริง ๆ อย่า Greenwashing ต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลาด้วย เรื่องความยั่งยืนยังไงก็ต้องทำด้วยกัน ต่างคนต่างตั้ง ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างวัดผล มันจะไปได้ช้ามาก เราอยากให้เป็น Co-KPI ร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน ประชาสังคม ว่าความสำเร็จในแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร ปี 2030 คงไม่สำเร็จทุกเรื่อง แต่เราจะได้เห็นความก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง
เวลานี้ภาคเอกชนรายใหญ่มีความพร้อมค่อนข้างเยอะในการเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นไปตามหลัก ESG มากขึ้น แม้จะมีต้นทุนสูง แต่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงแหล่งเงินได้ง่าย วิเคราะห์ตลาดได้เร็ว มีทรัพยากรคนที่พร้อม แต่ภาคเอกชนรายเล็กจะมีความคล่องตัวมากกว่า แล้วก็อาจจะเป็นคนริเริ่มในเรื่องพวกนี้ เป็นคนที่คว้าโอกาสได้ก่อนบริษัทใหญ่ด้วยซ้ำไป แต่เขายังขาดการสนับสนุนในเรื่องต้นทุนการเงิน การส่งเสริมทางการตลาด
สิ่งอยากจะให้ไปด้วยกัน คือองค์กรใหญ่กับองค์กรเล็กเชื่อมโยงกัน ทุกคนเป็นซัพพลายเชนของกันและกัน แล้วระบบนิเวศของธุรกิจที่ยั่งยืนถึงจะเกิด กำไรของเอกชนวันนี้ต้องมองว่าทุกอย่างเป็นกำไรที่มีคุณภาพจากการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และเปิดเผยอย่างโปร่งใส นั่นก็คือ Environmental, Social และ Governance (ESG)
เมื่อกำไรมีคุณภาพ ก็จะมาพร้อมกับพาร์ตเนอร์ที่ดีและพาให้รอดไปด้วยกัน

