19 กันยายน 2025
492

NEETs เป็นคำที่ย่อมาจาก Not in Education, Employment or Training ใช้เรียกเยาวชนอายุ 15 – 24 ปี ที่ไม่ได้เข้าเรียน ทำงาน หรืออยู่ในโปรแกรมฝึกอบรมใด ๆ ซึ่งกำลังเป็นปรากฏการณ์ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เพราะจำนวนเยาวชนที่เข้าข่าย NEETs เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบที่อาจนำไปสู่การขาดแรงงานที่มีคุณภาพมาช่วยขับเคลื่อนประเทศต่อไป เยาวชนที่เป็น NEETs อาจใช้เวลาอยู่บ้าน ช่วยงานบ้านโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือแม้แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการเล่นเกม ท่องโลกออนไลน์ รวมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างผู้พิการหรือผู้ป่วยติดเตียงด้วย

ประเทศไทยเองก็เกิดปรากฏการณ์ NEETs เช่นเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. 2564 มีการสำรวจสถานการณ์ NEETs ครั้งแรกโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย พบว่ามีจำนวนราว 1.4 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของเยาวชนในช่วงอายุ 15 – 24 ปี โดยที่เกือบร้อยละ 70 เป็นเยาวชนไม่ต้องการพัฒนาทักษะและไม่พร้อมที่จะทำงาน คือไม่ต้องการหลุดพ้นจากการเป็น NEETs

‘โอกาส’ นับเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้เยาวชนคนหนึ่งเสี่ยงเป็น NEETs เพราะพวกเขาขาดโอกาส จึงเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาหรือไม่มีทักษะเพียงพอที่จะออกไปหางานทำ การรับมือกับสถานการณ์ NEETs จึงมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เพราะนี่นับเป็นสิทธิของเยาวชนที่จะต้องเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ได้รับการติดตั้งทักษะที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงและพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่นยืน

เพื่อให้เข้าใจกับปัญหานี้ให้มากขึ้น ดร.ปฏิมา จงเจริญธนาวัฒน์ ผู้อำนวยการกองศึกษาและวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะชวนเราไปทำความเข้าใจสถานการณ์ NEETs ตั้งแต่ปัจจัยการเกิด แนวทางรับมือ และอนาคตของเยาวชนกลุ่มนี้ 

ปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งผลให้เกิด NEETs 

ปัจจัยที่ทำให้เกิด NEETs ค่อนข้างหลากหลายและมีความสำคัญ แต่อาจจัดเป็นระดับได้ ระดับแรก คือระดับปัจเจกบุคคล เริ่มตั้งแต่ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่เก่ง ผลการเรียนก็ไม่ดี หรือหางานทำไม่ได้ พวกเขาจึงไม่อยากเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษาหรือตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ความพิการหรือเพศสภาพก็มีผลเช่นกัน เช่น จำนวน NEETs เพศหญิงสูงกว่าเพศชาย เพราะผู้หญิงมักต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวมากกว่าผู้ชาย หรือประสบการณ์ชีวิตที่เด็กคนหนึ่งเจอก็มีผลให้เขาเลือกที่จะเป็น NEETs เช่น ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือเกิดการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม

ระดับถัดไป คือระดับครัวเรือน หากครอบครัวมีฐานะยากจน เด็กก็มีสิทธิ์ที่จะเป็น NEETs เพราะมีโอกาสเข้าถึงระบบการศึกษาน้อยลง และถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีพอตั้งแต่เด็ก พวกเขาอาจจะเข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของโครงสร้างครัวเรือน ถ้าเด็กเติบโตโดยการเลี้ยงดูของปู่ย่าตายายก็จะมีโอกาสเป็น NEETs มากกว่าเด็กที่เลี้ยงดูโดยพ่อแม่ เพราะความเข้มข้นในการดูแลอาจจะแตกต่างกัน

ระดับสุดท้าย คือระดับปัจจัยภายนอก เช่น โรงเรียน ถ้าอยู่ในโรงเรียนที่มีคุณภาพ เช่น มีครูแนะแนวที่ดี มีระบบติดตามว่าเด็กคนไหนเสี่ยงที่จะออกจากการเรียนกลางคัน โอกาสในการเป็น NEETs ของเด็กก็จะน้อยลง ชุมชนเองก็มีส่วนทำให้เด็กคนหนึ่งเป็นหรือไม่เป็น NEETs ได้เช่นกัน รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจก็ส่งผล เช่น อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่แรงงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นอันดับแรก ๆ คือแรงงานที่ยังเป็นเยาวชน อาจเพราะเสียค่าชดเชยไม่เยอะหรือมีทักษะที่นายจ้างไม่ต้องพึ่งพามาก หรือแม้กระทั่งความหลากหลายของอาชีพที่ไม่ตอบโจทย์สำหรับเด็กคนหนึ่งในตลาดแรงงาน

ถ้าไม่ได้เรียนหรือทำงาน พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร 

NEETs ที่เราเจอค่อนข้างมีวิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย ส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยการดูแลของผู้ปกครอง ฉะนั้น การแก้ปัญหา NEETs จึงไม่ใช่แค่ทําความเข้าใจกับตัวเด็ก แต่ต้องทําความเข้าใจกับพ่อแม่หรือผู้ปกครองด้วยว่าสถานะที่เด็กเป็นอยู่ตอนนี้มีความเสี่ยงและแก้ไขให้ดีขึ้นได้

เรามักเจอผู้ปกครองที่ปิดบังว่าลูกเป็น NEETs เขาไม่อยากให้ใครรู้ เพราะลูกมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติด หรือผู้ปกครองคิดว่าจะดูแลลูกได้โดยที่ลูกไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือหรือทำงาน แม้ว่า NEETs ส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชนในครอบครัวที่มีฐานะยากจน แต่เร็ว ๆ นี้เราเพิ่งพบว่าร้อยละ 10 ของ NEETs ในปัจจุบันเป็นคนที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วด้วยซ้ำ

การเกิดขึ้นของ NEETs มาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ไทยมีอยู่แล้วหรือไม่

มันค่อนข้างทับซ้อนกันระหว่างข้อจำกัดเดิมของประเทศกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น พอมารวมกันเลยทำให้ NEETs มีจำนวนมากขึ้น ปัจจุบันในไทยมีประมาณร้อยละ 12.5 ของประชากรวัย 15 – 24 ปีทั้งหมด ถ้าพูดให้เห็นภาพ คือคนเดินมา 100 คน จะมีคนที่เป็น NEETs 12 คน ค่าเฉลี่ยบ้านเราเมื่อเทียบกับระดับโลกถือว่าไม่เยอะ เพราะค่าเฉลี่ยระดับโลกคือประมาณร้อยละ 20 แต่ถ้าเทียบกับประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ บ้านเราถือว่าสูงกว่า เพราะว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเหล่านั้นไม่เกินร้อยละ 10

แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มการเกิด NEETs จะเพิ่มขึ้นอย่างเดียว มันจะเป็นในลักษณะขึ้นลงแล้วแต่สถานการณ์ เช่น ช่วงโควิด-19 จำนวน NEETs เพิ่มขึ้น เพราะมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แต่หลังจากโรคระบาดผ่านไป จำนวน NEETs ลดลง ฉะนั้น ไม่มีแนวโน้มตายตัว แต่ตัวเลขก็บอกเราได้ว่าปัญหาสำคัญที่ส่งผลให้เกิด NEETs เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าปัญหาใหม่ ๆ อย่างเช่นความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี เด็กที่เข้าไม่ถึงอุปกรณ์หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา แต่ขณะเดียวกันต่อให้เป็นเด็กที่เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็ยังมีโอกาสเป็น NEETs ได้เช่นเดียวกัน เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงมีอยู่ เขาอาจเจอปัญหาอื่น ๆ ที่ทำให้ต้องกลายเป็น NEETs

สถานการณ์ NEETs ส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

การที่บ้านเรามีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เรียน ไม่ทำงาน หรือไม่ได้เข้าฝึกอบรมพัฒนาทักษะใด ๆ แน่นอนว่าพวกเขาอาจกลายเป็นภาระของประเทศในระยะยาว ทั้งในเรื่องการจัดสวัสดิการต่าง ๆ หรือสูญเสียโอกาสในการมีทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นกําลังในการพัฒนาประเทศ ถ้าจำนวนแรงงานลดลง ภาษีที่รัฐจะเก็บได้ก็ลดลงเช่นเดียวกัน สวนทางกับรายจ่ายทางสวัสดิการที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งปัญหาคือปัญหาความยากจนแบบข้ามรุ่น เวลาพูดถึงความยากจน เรามักโฟกัสที่จุดใดจุดหนึ่ง เช่น เขามีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ความยากจนแบบข้ามรุ่นเป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำ เพราะการที่คนคนหนึ่งมีฐานะยากจน ไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก มันเป็นความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง 

การมีอยู่ของ NEETs จึงเป็นตัวแปรที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่พวกเขามาจากครัวเรือนยากจนอยู่แล้ว หากไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาหรือการทำงานที่จะพาเขาก้าวข้ามความยากจนไปได้ เขาก็จะยังจนเหมือนเดิม ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งทิ้งห่างกัน

บทบาทของสภาพัฒน์ในการแก้ไขสถานการณ์นี้

เป็นปัญหาที่สภาพัฒน์ให้ความสนใจเป็นพิเศษ จะเห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) เราตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีนี้ต้องลดสัดส่วน NEETs ให้เหลือร้อยละ 5 ซึ่งตอนนี้ตัวเลขลดลงมาที่ร้อยละ 12.5 อาจฟังดูเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมาก แต่จำเป็นที่เราต้องลดให้เหลือตัวเลขเท่านี้ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบกันดี ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ประชากร เด็กเกิดน้อยลง วัยแรงงานลดลง ถ้าเราเพิ่มประชากรในเชิงจำนวนไม่ได้ ก็จำเป็นต้องทดแทนในเชิงคุณภาพ 

เมื่อสภาพัฒน์ถ่ายทอดแผนนี้ออกไป กระทรวงแรงงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงก็นำตัวเลขนี้ไปใช้ โดยตั้งเป้าหมายว่า ต้องลด NEETs ให้ได้ 100,000 คนภายใน 5 ปี กระทรวงศึกษาธิการก็เช่นเดียวกัน ทุกฝ่ายต้องการลดจำนวนและป้องกันไม่ให้มีใครหลุดออกจากระบบเพิ่มขึ้น 

แต่เดิมเรามองบทบาทของสภาพัฒน์ว่ามีหน้าที่ทำแผนพัฒนาเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทำงานต่อ แต่การแก้ไขปัญหา NEETs มีความท้าทายตรงที่มีปัญหาทับซ้อนมากมาย ออกนโยบายหรือมาตรการแล้วจะแก้ไขเลยไม่ได้ มันเป็นปัญหาคลาสสิกที่เราทุกคนรู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร

นอกจากเขียนแผนพัฒนา เราลงไปทำงานในพื้นที่นำร่อง คือจังหวัดอุดรธานี เพราะเป็นจังหวัดที่มี NEETs สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ เราทำงานร่วมกับยูนิเซฟ ประเทศไทย และหน่วยงานในท้องถิ่น ออกแบบแผนแก้ปัญหาตามบริบทพื้นที่ เพราะถึงแม้ปัญหานี้จะดูเหมือนปัญหาสากล แต่วิธีแก้ต้องกางสูตรแก้ปัญหาระดับท้องถิ่น

หน้าตาของสูตรแก้ปัญหาระดับท้องถิ่น

เป้าหมายของการลงพื้นที่นำร่อง คือได้แนวทางแก้ไขปัญหาที่นำไปใช้ในพื้นที่อื่นได้ ช่วยให้เขารู้ว่าต้องเริ่มต้นแก้ปัญหาอย่างไร เพราะเราเชื่อว่าการแก้ปัญหา NEETs เป็นการทำงานระยะยาว ไม่ใช่ว่าวันนี้เราลดจำนวน NEETs ได้แล้วจะจบ เพราะต่อให้ไม่มี NEETs เหลืออยู่ ณ ตอนนี้ แต่อนาคตจะยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ 

เรามีต้นแบบในการแก้ไขปัญหาเป็นโครงการ Youth Guarantee ของสหภาพยุโรป เป็นโครงการแก้ปัญหาเยาวชนที่ว่างงานโดยใช้หลักการ คือภายใน 4 เดือนต้องการันตีได้ว่าเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีงานทำหรือกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

ทำไมต้องกำหนดระยะเวลาภายใน 4 เดือน

เพราะการอยู่ในโครงการนานเกินไปไม่ใช่เรื่องดี มันคือการยืดระยะเวลาการเป็น NEETs ของเขา ลดความอยากกลับไปอยู่ในระบบการศึกษาหรือระบบการทำงาน แต่ถ้าอยู่น้อยเกินไปก็อาจติดตั้งทักษะที่จำเป็นไม่เพียงพอ เพราะช่วงแรก ๆ เราต้องใช้เวลาไปกับการปรับทัศนคติ เตรียมเขาให้พร้อมกลับเข้าสู่ระบบ แต่ระยะเวลาของเราไม่ใช่ 4 เดือนนะ แต่เป็น 2 ปี เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

โครงการของเราเริ่มตั้งแต่ค้นหาว่า มี NEETs อยู่ที่ไหนบ้าง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมาบอกว่าตัวเองไม่อยากเป็น NEETs การค้นหาค่อนข้างยาก ต้องใช้อาสาสมัครในชุมชนช่วยสำรวจ หลังจากนั้นก็เข้าไปสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้เขาอยากเข้าโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องอาศัยกลไกพี่เลี้ยงทั้งในส่วนของหน่วยท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยให้เขาเห็นว่าเป้าหมายชีวิตของเขาไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเตรียมเด็กให้พร้อมด้วยการปรับทักษะบางอย่าง เช่น เราเคยคุยกับเด็กคนหนึ่งว่า งานที่เขาอยากทำมันง่ายมาก ๆ คือเขาอยากเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ แต่สมัครไม่ได้เพราะคิดเลขไม่เป็น เราก็พาเขาไปเรียนเลขระดับพื้นฐาน หรือเด็กบางคนอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้คุยกับใครจนแทบจะไม่มีทักษะในการสื่อสาร เราก็สอนเขาเรื่องนี้

ขั้นตอนสุดท้าย คือเสนอโอกาสให้เขาว่าจะกลับไปเรียน ไปทำงาน หรือทำควบคู่กัน ถ้าอยากกลับไปเรียนแต่ไม่มีเงิน เราอาจช่วยในเรื่องหาทุนการศึกษา หรือฝึกทักษะการทำงานกับหน่วยงานที่ยินดีรับเขาไปฝึกด้วย จะเห็นว่าขั้นตอนของเราครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาเด็กไปจนถึงพาเขากลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง 

นอกจากนี้ เรามีการทำงานกับฝั่งผู้ประกอบด้วย จูงใจให้เขาอยากรับเยาวชนที่ไม่ต้องการกลับไปเรียน ให้ไปทำงานแทน เช่น ปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เราอยากให้ผู้ประกอบการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา และทำให้เป็นระบบที่แข็งแรง เพราะหน้าที่หนึ่งของสภาพัฒน์ คือเมื่อได้แนวทางแก้ไขปัญหาระดับท้องถิ่น เราต้องนำข้อมูลนี้ไปผลักดันในระดับนโยบาย

คิดว่าประเทศไทยในปี 2030 สถานการณ์ NEETs จะเป็นอย่างไร

NEETs เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็จะเหมือนปัญหาอื่น ๆ ที่มีมาก่อน มันจะยังคงมีอยู่ในบ้านเราต่อไปถ้าปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข สภาพัฒน์กำลังอยู่ในช่วงทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 สำหรับ พ.ศ. 2571 – 2575 ตรงกับช่วงบรรลุเป้าหมาย SDGs พอดี เราคุยกันค่อนข้างเยอะว่าเราอยากสร้างฉากทัศน์ของช่วงเวลานั้นอย่างไร

สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงให้ดีขึ้น อาศัยเทคโนโลยีและความร่วมมือของหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เพราะอุปสรรคที่เราเจอระหว่างแก้ปัญหา NEETs คือไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน เช่น ถ้าบอกว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการก็อาจพูดไม่ได้เต็มที่ เพราะ NEETs บางคนหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว หรือกระทรวงแรงงานก็อาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักโดยตรง เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยการทำงานควบคู่กันไปของหลายหน่วยงาน 

เทคโนโลยีที่มีในตอนนี้อาจช่วยทำให้เกิดแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือบางอย่างที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานได้ ช่วยในเรื่องของการทำงานประสานกัน เช่น ส่งต่อ NEETs บางคนให้อยู่ในความดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าในปี 2030 น่าจะเกิดขึ้นได้ โดยใช้การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเป็นโอกาสให้ประเทศในการแก้ปัญหา แต่มันคงเกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่ได้ ก็ต้องอาศัยการผลักดันร่วมกันของทุกภาคส่วน

อะไรคือ ‘คำสำคัญ’ ที่อยากให้เราเก็บไว้ในใจ

ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ หรือการพัฒนาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเข้าสู่ตลาดแรงงาน เรามักจะใช้นโยบายที่เป็น One Size Fits All เป็นนโยบายเดียวสำหรับทุกคน แต่ปัญหา NEETs แก้ไขไม่ได้ด้วยนโยบายแบบนี้ ต้องอาศัยนโยบายแบบ Individualized Approach หรือการเข้าถึงแบบรายบุคคล ต้องสร้างสูตรแก้ปัญหาที่ปรับได้ เพื่อตรงกับปัญหาความต้องการของแต่ละคน เช่น NEETs ที่มาจากครอบครัวที่ยากจน เขาอยากได้ทุนการศึกษา เราก็ต้องให้ทุนการศึกษา แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากได้ทุนการศึกษา ต้องมีคนทำหน้าที่ประสานงานและจัดการดูแลคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ช่วยกํากับดูแล แนะแนว และสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่งที่อยากที่มีอนาคตหรืออยากมีงานทำต่อได้

Writer

ณฐนนท์ สายรัศมี

เรียนภาษาเพื่อเข้าใจมนุษย์และเรียนสื่อเพื่อถ่ายทอดมันออกมา ชีวิตขับเคลื่อนด้วยกาแฟและเสียงเพลง

Photographer

ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์

ช่างภาพ และ baker ฝึกหัด