ประโยคที่ว่า ‘เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’ ในวันนี้อาจต้องเปลี่ยนจากคำว่า ‘บ้าน’ เป็น ‘ประเทศ’ ตามความคิดเห็นของ ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
หน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลเด็กคนหนึ่งอาจอยู่ที่พ่อแม่ แต่ ณ วันนี้ หน้าที่นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ตั้งแต่สภาพเศรษฐกิจบีบบังคับให้ทุกคนโฟกัสกับการเพิ่มรายได้ พ่อแม่บางคนต้องเอาเวลาไปหาเงินมากกว่าอยู่กับลูก ทำให้การเลี้ยงดูลูกยุคนี้เปลี่ยนไป
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อร่างกายเด็กเล็กโดยตรงอย่างฝุ่น PM 2.5 ภาพเด็ก ๆ เลือดกำเดาไหลบีบหัวใจพ่อแม่และผู้ใหญ่หลายคนไม่น้อย หรือสภาพสังคมเองที่เกิดความรุนแรงได้ง่าย ทั้งในระดับประชาชน ความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยอาจจบลงที่โศกนาฏกรรม และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เป็นต้นเหตุของสงคราม
เป็นเรื่องที่เราต้องตั้งคำถามต่อว่า แล้วเด็กจะเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้อย่างไร และเขาจะโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากร เด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย และจำนวนคนสูงวัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กคนหนึ่งจึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่คนทั่งประเทศต้องทำร่วมกัน ซึ่งคนทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร ณัฐยาพร้อมเล่าให้ฟังแล้ว

เด็กนับเป็นกลุ่มเปราะบางไหม
เด็กเป็นวัยที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง เพราะเขายังดูแลตัวเองไม่ได้ ด้วยวัยเด็กจึงจัดเป็นกลุ่มคนเปราะบาง แต่ภายใต้คำว่า ‘เด็ก’ ถ้าเราส่องดูลึก ๆ จะพบว่าเด็กแต่ละคนมีความเปราะบางไม่เท่ากัน เช่น ถ้ามองจากมุมเศรษฐกิจ เด็กในครัวเรือนยากจนมีความเปราะบางกว่าเด็กในครัวเรือนร่ำรวย และข่าวร้ายคือเรามีเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีทรัพยากรเพียงพอจะเลี้ยงดูเขาประมาณ 20% ขณะที่เด็กยากจนกลับมี 70% ส่วนที่เหลือเป็นเด็กที่อยู่ในครอบครัวร่ำรวย
สภาพสังคมในปัจจุบันส่งผลกับการเติบโตของเด็กอย่างไร
หลายคนคนคงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของเด็กยุคนี้ มีคำพูดว่า ‘เด็กสมัยนี้ต่างกับเด็กสมัยก่อน’ เราเห็นภาพชัดขึ้นหลังประชุมกับคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก เขาให้ข้อมูลเด็กยุคนี้ที่น่าสนใจมาก เช่น เด็กสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกสูง คือชอบอยู่กับตัวเอง ไม่ชอบเข้าสังคม และมีความวิตกกังวลสูงมาก
เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุความเปลี่ยนไป เราพบว่าสาเหตุหลักอยู่ที่วิธีการเลี้ยงดู เพราะเด็กก็คือเด็ก แต่แนวทางการเติบโตของเขาเปลี่ยนไป เช่น เด็กยุคนี้ได้เล่นน้อยมาก มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าภายใน 1 วันเด็กมีเวลาเล่นอย่างอิสระไม่ถึง 30 นาที สอดคล้องกับงานวิจัยทั่วโลกที่พบคล้ายกัน ยิ่งเราพัฒนาเป็นเมืองมาเท่าไหร่ พื้นที่เล่นของเด็กยิ่งน้อยลง
แต่มีผู้ปกครองหลายคนให้ลูกเล่นเกมในมือถือ ในแท็บเล็ต ถือว่าเด็กได้เล่นไหม
ไม่ควรนับเลย เพราะร่างกายเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ และจะพัฒนาได้ต้องผ่านการลงมือทำเท่านั้น ได้วิ่ง ได้หยิบจับ ได้ขยำทราย ได้ปีนป่ายกับเพื่อน ๆ เหมือนที่ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พูดเสมอว่า นิ้วคือสมองของเด็ก ยิ่งให้นิ้วเขาขยับเขาจะได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และส่งผลให้เส้นประสาทในสมองแตกตัวแบบมีชีวิตชีวา
ตอนนี้ทั่วโลกจึงเริ่มมีกระแสเรียกร้อง Outdoor Play ส่งเสริมให้เด็กออกไปเล่นนอกบ้าน ลดเวลาอยู่หน้าจอ ทั้งหมดนี้เราอยากพูดเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมในการเติบโตของเด็กยุคนี้เปลี่ยนไปจริง ๆ ถึงส่งผลให้เกิดประโยคที่ว่าเด็กสมัยนี้ไม่เหมือนเด็กสมัยก่อน
แต่ผู้ปกครองบางคนอาจรู้สึกว่า การให้ลูกอยู่หน้าจอจะได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ ช่วยพัฒนาทักษะ
จริง แต่ถ้ายังไม่ถึงวัยที่เขาต้องทำสิ่งนี้ก็ควรปล่อยให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเขา ถ้าเป็นเด็กเล็ก วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเล่น ปล่อยให้เขาใช้ร่างกายเล่นเต็มที่ ให้เหงื่อเปียกทั่วตัวเลย แล้วเขาจะเติบโตแบบที่พร้อม พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเมื่อไหร่ให้เรียนก็ยังไม่สาย

เด็กวัยไหนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ทุกช่วงวัยมีเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเด็กต้องการการดูแลประคับประคอง ถ้าพลาดพลั้งมันแปลว่าต้นทุนชีวิตที่เด็กจะใช้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จะหายไปหรือบิดเบี้ยว เริ่มจากวัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ ถือเป็นวัยที่สำคัญมาก ถ้าเปรียบกับการสร้างบ้านก็เหมือนการลงเสาเข็ม ถ้าช่วงวัยนี้เขาเกิดปัญหาอะไร หรือไม่ได้รับการเติมเต็ม ปัญหาจะส่งต่อไปวัยอื่น ๆ
ช่วง 6 – 7 ขวบ เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ พอก้าวเข้าสู่วัยรุ่นจะเป็นอีกช่วงที่ผู้ใหญ่ควรให้ความสนใจ เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนและพัฒนาการทางสมองกำลังทำงานอย่างเข้มข้นอีกครั้ง เรียกได้ว่าทุกช่วงวัยของเด็กมีเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญเต็มไปหมด
ถ้าอย่างนั้นการแบ่งเด็กตามเจเนอเรชันเพื่อดูแลเขาได้อย่างเหมาะสมเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่
เอาเข้าจริงเส้นแบ่งนี้มันเบลอมาก ๆ ถ้าเราบอกว่าเด็กเจนฯ อัลฟา คือเด็กที่เกิดมาในยุคดิจิทัล มีเทคโนโลยีใช้ทันที แต่อย่างลืมว่าผู้สูงอายุก็ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอไม่ต่างกัน หรือถ้าเอาเรื่องความเชื่อมาเป็นตัวแบ่ง เราก็เจอว่าคนสูงวัยหลายคนมีความคิดเปิดกว้าง หรือ Growth Mindset ขณะที่ก็มีเด็กหลายคนที่มีความคิดแบบ Fixed Mindset เพราะเขาถูกเลี้ยงให้มีความเชื่อความคิดแบบเดียว
มันแบ่งยากมาก เราถึงไม่อยากให้ใช้เจเนอเรชันเป็นตัวกำหนดลักษณะเด็ก แต่อยากให้มองเด็กคนหนึ่งตามธรรมชาติที่เขาเป็นมากกว่า เพราะวิธีการเลี้ยงดูควรจะปรับไปตามธรรมชาติของเด็ก บางคนอาจชอบทำอะไรเร็ว ๆ หรือบางคนขอใช้เวลาซึมซับก่อน ขอคิดก่อนแล้วค่อยทำ
สังคมมักพูดกันเสมอว่าสถาบันครอบครัวอ่อนแอ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้มันอ่อนแอ
เราคงต้องย้อนไปดูประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของคำนี้ สังคมไทยเริ่มพูดคำว่า ‘สถาบันครอบครัวอ่อนแอ’ เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา สภาพสังคมตอนนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจ เดิมสังคมไทยอยู่บนฐานเกษตรกรรม พอเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมก็เกิดปรากฏการณ์การย้ายถิ่นเพื่อหางานทำของวัยแรงงานก็คือพ่อแม่ มีทั้งคนที่พาลูกย้ายถิ่นไปด้วยได้ คนที่ต้องฝากให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ครอบครัวแหว่งกลาง’ เด็กไม่ได้ถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ แต่เป็นญาติ ๆ ปัจจุบันเรามีเด็กที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จำนวนไม่น้อย ราว ๆ 1 ใน 4 ของจำนวนเด็กทั้งหมด
มีงานศึกษาหลายชิ้นที่ศึกษาพฤติกรรมและผลลัพธ์ต่าง ๆ ของเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยพ่อแม่กับเด็กที่ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายแล้วพบตรงกันอย่างหนึ่ง คือเด็กที่อยู่กับพ่อแม่มีผลลัพธ์ที่ดีกว่า ไม่ได้บอกว่าปู่ย่าตายายเลี้ยงไม่ดีหรือตอกย้ำภาพครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูก แต่การที่เด็กถูกเลี้ยงโดยพ่อแม่ หมายความว่า ถ้าแม่ยุ่ง พ่อรับหน้าที่ดูแลลูก หรือกลับกัน ถ้าพ่อยุ่ง แม่เป็นคนดูแล เด็กไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีคนประคับประคองตลอด
แปลว่าความอบอุ่นในครอบครัวยังคงส่งผลต่อการเติบโตของเด็ก
ความอบอุ่นในครอบครัวเป็นเรื่องเชิงคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าในครอบครัวต้องประกอบด้วยใคร มันเป็นเรื่องของสัมพันธภาพ หลายคนคิดว่าครอบครัวที่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกหรือไม่มีปัญหาทางการเงินจะส่งผลดีต่อเด็ก แต่ตัวตัดจริง ๆ คือความสัมพันธ์ในครอบครัว บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้ เพราะต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร แต่คนในครอบครัวยังคงประคับประคองสภาวะจิตใจกันและกัน ทำบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ จะมีส่วนช่วยเด็กมาก ๆ
เราเลยอยากชวนสังคมมองเรื่องนี้ เรากำลังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่อยู่ในครัวเรือนที่พ่อแม่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ประมาณ 7 ล้านคนจากจำนวนเด็กทั้งหมดที่มีประมาณ 20 ล้านคน เราต่างรู้ว่าอาชีพนี้ต้องเผชิญกับรายได้ที่ไม่แน่นอน วิธีออกแบบนโยบายสำหรับเด็กในครัวเรือนเกษตรกรรมจึงน่าจะมองแบบเฉพาะเจาะจงด้วยเหมือนกัน ไม่ได้มองเป็นเด็กจนอย่างเดียว เพื่อให้ออกแบบวิธีดูแลเด็กให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของเขา
ยังมีเด็กอีกหลายกลุ่มที่ถูกมองข้าม เช่น เด็กในสถานสงเคราะห์ เด็กที่ครอบครัวไม่มีความพร้อมจะเลี้ยงดู หรือมีปัญหาต่าง ๆ แล้วตัดสินใจส่งลูกไปบวช เรามีตัวเลขสามเณรหลักหมื่นคนต่อปี เราอยากให้ทุกคนให้ความสนใจเด็กกลุ่มนี้ ดูว่าเด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมไหม วัดมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเลี้ยงดูเด็กได้อย่างมีคุณภาพหรือเปล่า นอกเหนือจากการกินอิ่มนอนหลับ เพราะในสังคมไทยที่เราเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย เราควรต้องเอกซเรย์ให้ชัดว่าเด็ก ๆ อยู่ตรงไหนกันบ้าง แล้วได้รับการดูแลที่เหมาะสมสอดคล้องให้ทุกคนไม่พลาดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้วหรือยัง

ถ้าเด็กคนหนึ่งจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เขาจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน
ในแง่ของความรู้ทางวิชาการพบสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือการมีบาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ไม่เกี่ยวว่าเด็กอยู่ในครอบครัวแบบไหน เปราะบางหรือไม่ การมีบาดแผลทางใจในวัยเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมในวันที่โตเป็นผู้ใหญ่มาก ๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมเสพติด เวลาพูดถึงพฤติกรรมเสพติดอย่านึกถึงแค่ยาเสพติด ไม่ว่าจะติดอะไรก็ตามนับเป็นพฤติกรรมเสพติดทั้งนั้น อะไรที่รู้ว่าไม่ดีแต่เลิกไม่ได้ เช่น ติดกินของหวาน ติดใช้มือถือ ติดแฟน ล้วนมีสาเหตุจากบาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มีความสุขจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเขาจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงในตัวเอง ไม่ต้องหาสิ่งใด ๆ มาเติมจนสูญเสียความเป็นตัวเอง แต่การเลี้ยงเด็กให้มีความสุข ปัจจัยหนึ่งที่มีผล คือความเครียดเรื้อรังของเด็ก มักเกิดจากผู้เลี้ยงดูหรือสภาพแวดล้อม เช่น ในบ้านมีการใช้ความรุนแรง ใช้คำพูดที่ไม่ดี หรือมีปัญหาที่สร้างความเครียด
ตอนนี้สิ่งที่คนทำงานเกี่ยวกับเด็กกังวลกันมากคือเรื่องหนี้ครัวเรือน เรากำลังมีหนี้ครัวเรือนสูงมาก ๆ แทบจะไม่มีครอบครัวไหนไม่มีหนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ก็แตกต่างกัน มีการสำรวจถามเด็กวัย 15 – 25 ปีทั่วประเทศว่า ถ้าให้เงิน 1 ล้านบาทจะเอาไปทำอะไร เชื่อไหมว่ามากกว่า 70% เด็กบอกว่าจะเอาไปใช้หนี้ให้ครอบครัวก่อน สะท้อนว่าเด็กแบกรับความเครียด รู้ว่าครอบครัวมีปัญหาภาวะหนี้สิน
การจมอยู่กับความเครียดนาน ๆ ทำให้ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อการพัฒนาสมองของเด็ก และอย่าลืมว่าสังคมไทยครึ่งหนึ่งยังเชื่อเรื่องรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี สถิติเด็กเล็กถูกใช้ความรุนแรงยังสูงอยู่ สังคมนี้จึงมีโอกาสสูงมากที่จะสร้างเด็กที่มีบาดแผลทางใจ โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมเสพติด เรื่องสุขภาวะทางจิตจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก
เลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านหรือใช้คนทั้งประเทศดี
จากที่คุยกันไป จะเห็นเลยว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตได้อย่างดีไม่ได้มีแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งและไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่ เพราะครอบครัวเลี้ยงเด็กเพียงลำพังไม่ได้ เราถึงต้องใช้คนทั้งประเทศในการช่วยกัน เริ่มตั้งแต่ระดับชุมชน จังหวัด และประเทศ เชื่อไหมว่าเรามี 8 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กคนหนึ่ง ขอยกตัวอย่างหนึ่งกระทรวง คือกระทรวงแรงงาน บางคนอาจมีคำถามว่ากระทรวงแรงงานเกี่ยวข้องกับเด็กอย่างไร เกี่ยวสิ เพราะกระทรวงแรงงานดูแลพ่อแม่เด็กไง
ควรมีวิธีดูเด็กอย่างไร ใช้เลนส์แบบไหน เช่น เด็กกินอิ่มนอนหลับถือว่าเพียงพอไหม
ต้องเริ่มจากเรามีข้อมูลเด็กก่อน การเก็บข้อมูลต้องลงไปเก็บโดยสังเกตการณ์ชีวิตเด็กจริง ๆ ไม่ใช่ให้ใครมากรอกแบบสอบถาม เป็นเรื่องที่ สสส. ทำงานสนับสนุนมาตลอด ให้คนในชุมชนที่อยากทำงานเรื่องเด็กได้มีโอกาสไปเยี่ยมเด็กตามบ้าน เพื่อดูสภาพแวดล้อมที่เด็กอยู่เป็นอย่างไร ขาดเหลืออะไร
มีสิ่งที่เรารู้สึกตื่นเต้น คือกระทรวงศึกษาธิการเริ่มพูดถึงการศึกษาแบบยืดหยุ่น การศึกษาที่ไร้รอยต่อ มองการศึกษามากกว่าระบบโรงเรียน เราคิดว่าเป็นการเดินมาถูกทาง มองว่าเด็กเรียนรู้ได้จากรอบตัว แต่ก็ยังมีเรื่องที่กังวล คือนโยบายดูแลสุขภาพใจ เป็นเรื่องที่ท้าทาย ไม่ว่าจะพยายามผลิตบุคลากรสายสุขภาพจิตเพิ่มเท่าไหร่ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ อาจจะต้องเพิ่มกลไกอื่น ๆ ช่วยแก้ปัญหา

แนวทางการดูแลสุขภาวะของเด็กและเยาวชนของ สสส.
หน้าที่หลักของ สสส. คือการสนับสนุน ถ้าภาครัฐต้องการทำนโยบายแต่ยังมีช่องโหวต สสส. จะทำหน้าที่ลงไปทำงานในพื้นที่นำร่อง พัฒนานวัตกรรมหรือทำระบบข้อมูลแนวใหม่ เพื่อที่ถ้าหน่วยงานรัฐเห็นว่าได้ผล หยิบสิ่งเหล่านี้ไปใช้ได้ ไปทำเป็นนโยบายสาธารณะที่จะไปถึงประชาชนทุกคน ตามไปดูข้อมูลที่เราทำสำรวจได้ที่ คิด for คิดส์ เป็นงานที่เราทำร่วมกับ The101.world
สสส. ทำงานบนฐานคิดเลี้ยงเด็ก 1 คนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน เรามองระบบนิเวศของเด็กคนหนึ่งและเติมทรัพยากรไปที่ครอบครัวและชุมชน เช่น ถ้าครอบครัวขาดความรู้เลี้ยงเด็กยุคใหม่ ไม่รู้ต้องทำอย่างไร เราก็ไปศึกษาและสื่อสารข้อมูลให้เขาเข้าใจง่าย
เราเพิ่มแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวเด็ก ออกจากบ้าน 5 นาทีก็ถึงลานเล่น ซึ่งเราไม่ได้สร้างให้ แต่สนับสนุนเชิงองค์ความรู้วิธีสร้าง เราทำเรื่องประกันสิทธิเด็กให้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง และสุดท้ายคือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นฝ่ายรับนโยบายหรือรับคำสั่งให้ทำอะไร แต่เขาอยากเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ในระดับชุมชน โรงเรียน เราจะสร้างช่องทางให้เสียงของเด็กได้มีโอกาสในพื้นที่นโยบายและมีส่วนร่วมในการลงมือทำโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้
แต่สุดท้ายคนที่ต้องอยู่กับเด็กมากที่สุดคือพ่อแม่ และสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ที่เราต่างรับรู้ว่ามีความท้าทาย พ่อแม่เลือกหาเงินเพื่อให้ลูกสบายที่สุด
ส่วนตัวเรามีความเชื่อว่าการสร้างเด็กที่ดีง่ายกว่าการซ่อมเด็กที่พัง ถ้าพ่อแม่บอกว่าต้องหาเงินเยอะ ๆ ตอนนี้ลูกยังเล็กอยู่ไม่เป็นไร เดี๋ยวลูกโตขึ้นจะได้มีเงินเยอะ ๆ ปรากฏตอนนั้นต้องมาซ่อมลูกแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือต้องการนโยบายสาธารณะที่ดีที่ช่วยครอบครัวเลี้ยงเด็ก
ถึงจำเป็นที่เราจะต้องเริ่มมาคุยเรื่องนโยบายแรงงานแนวใหม่ ต้องมองเห็นว่าแรงงาน 1 คนมีใครรอเขาอยู่ข้างหลัง ก็คือครอบครัวที่เขาจะต้องดูแลให้ดี เพื่อเป็นฐานทุนมนุษย์ให้กับประเทศ นโยบายแรงงานจึงไม่ควรคุ้มครองแค่คนที่เป็นแรงงาน แต่ต้องดูไปถึงครอบครัวของแรงงาน ถ้าปรับมุมมองของนโยบายแรงงานให้เป็นนโยบายแรงงานแนวใหม่ได้ คนไม่ต้องแลกระหว่างจะเอางานหรือจะเอาครอบครัว มันก็คือ Work-life Balance มองเห็นว่าแรงงานไม่ใช่แค่ผู้สร้างผลิตภาพให้ประเทศหรือนายจ้าง แต่คือคนที่สร้างทุนมนุษย์ให้สังคมด้วย
ในปี 2030 อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร
นอกจากนโยบายแรงงานแนวใหม่ อีกเรื่องที่สำคัญมาก ๆ คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มันจะมีผลกับเด็ก ๆ ตอนนี้ฝุ่น PM 2.5 ทำให้เราเห็นแล้วว่าเด็กออกไปไหนไม่ได้ มีเด็กหลายคนที่เลือดกำเดาไหล แต่ก็มีสิ่งที่เราไม่เห็นคือสมองของเด็ก สมองของเขาอาจได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 เช่นกัน
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำลายสุขภาพถูกทำการตลาดเจาะจงไปที่เด็กเล็กค่อนข้างมาก เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ตอนนี้มีลักษณะไม่เหมือนบุหรี่ไฟฟ้าที่เราเคยเห็น เด็กเล็กอาจคิดว่าเป็นของเล่นถ้าพ่อแม่ตามไม่ทัน เราคงต้องดูว่าเราจะปกป้องเด็กได้อย่างไร
ปี 2030 เราไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีจากสร้างความผันผวนขนาดไหน สิ่งสำคัญที่เราทำให้เด็กได้ให้เขาอยู่รอดในโลกใบนี้ คือ Emotional Well-being สุขภาวะทางอารมณ์ ให้เขาบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองได้ และต้องเริ่มจากพื้นฐานจิตใจที่มีความสุข ถ้าเขาเป็นคนที่จัดการความทุกข์ไม่เป็น บริหารจัดการอารมณ์ไม่ได้ นึกภาพว่า AI เข้ามาอยู่ในชีวิตมากขึ้น โอกาสที่จะไม่เท่าทันอารมณ์ตัวเองอันเกิดจากการกระตุ้นของเทคโนโลยีอันตรายที่สุดแล้ว ผู้ใหญ่ก็อาจรู้ไม่เท่าทันด้วยเหมือนกัน ปกป้องเด็ก ๆ ไม่ได้
อะไรคือ ‘คำสำคัญ’ ที่อยากให้เราเก็บไว้ในใจ
ถ้าไม่ต้องพูดนโยบายใหญ่ ๆ แต่พูดถึงสิ่งที่เราทุกคนทำได้เลย อยากจะใช้คำว่า Happy Child คือเลี้ยงเด็กให้มีความสุข ทำให้เด็กที่อยู่ใกล้ตัวเรามีความสุข แบ่งปันความสุขให้เขา ช่วยสร้าง Emotional Well-being เป็นเกราะกำบังให้เด็ก ส่วนทักษะอื่น ๆ ค่อยว่ากัน เอาพื้นฐานจิตใจให้แข็งแรงก่อน

