26 สิงหาคม 2025
203

The Cloud x สภาพัฒน์

ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเกิดประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของเมืองไทย ก็คือกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่เปลี่ยนการสมรสทางกฎหมายที่เคยมีแค่ชาย-หญิง ให้ทุกคนจดทะเบียนสมรสได้และได้รับสิทธิ์ในฐานะคู่ชีวิต

หลายคนบอกว่าสิ่งนี้เป็นหมุดหมายที่บอกว่าประเทศไทยโอบรับความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง เจี๊ยบ-มัจฉา พรอินทร์ เป็นหนึ่งในคนที่ผลักดันให้เกิดกฎหมายนี้รวมกับเพื่อนคนอื่น ๆ แต่เจี๊ยบยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น แม้กฎหมายจะยอมรับความรักของคนที่หลากหลาย ไม่มีกรอบใดมากั้นได้ แต่เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องผลักดันให้สังคมนี้เท่าเทียมอย่างแท้จริงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าเขาจะมีอัตลักษณ์ รสนิยมทางเพศ หรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตาม

ตลอด 20 ปีที่เจี๊ยบทำงานในบทบาทนักขับเคลื่อนและปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และนานาชาติ คอลัมน์ Sustainable Development Goals ครั้งนี้จะชวนเจี๊ยบมาพูดคุยกันว่า หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้แล้ว ยังมีภารกิจอะไรที่รอให้เธอผลักดันต่อไป 

ชีวิตคุณหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เป็นอย่างไรบ้าง 

หลายเรื่องที่เราเคยเผชิญก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินที่จัดการร่วมกับคนรักไม่ได้ ให้คู่ชีวิตเซ็นรับรองเพื่อเข้ารับการรักษาแบบฉุกเฉินไม่ได้ รวมไปถึงสิทธิของลูก ทุกอย่างเป็นไปได้หลังมีสมรสเท่าเทียม

เช้าวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 เราเป็นคู่สมรสกลุ่มชาติพันธุ์คู่แรกของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอแม่ลาน้อย หลังจากนั้นเราก็จัดงานเฉลิมฉลอง มีคนมาร่วมแสดงความยินดีเยอะมาก แล้วก็ได้ขึ้นพูดบนเวทีเรื่อง Marriage Equality เพื่อยืนยันว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้เกิด Equality in Love หรือความเป็นธรรมในความรักในประเทศไทย

แต่ก่อนถ้าเรากับภรรยาจับมือกันตอนเดินตลาด คนจะถามว่าเป็นพี่น้องกันเหรอ หน้าตาเหมือนกันเลย เราตอบไปว่าเป็นเมียค่ะ เขาก็ถามต่อว่าผู้หญิงกับผู้หญิงจะเป็นเมียได้ยังไง แต่ทุกวันนี้ถ้าเดินจับมือกันแล้วมีคนถามว่าเป็นพี่น้องกันเหรอ เราจะตอบว่าเป็นภรรยาค่ะ พวกเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว (ยิ้ม) และไม่ค่อยมีคำถามต่อจากนั้น คนมีความเข้าใจมากขึ้น มีคนรุ่นใหม่เดินมาขอบคุณพวกเราที่ต่อสู้จนมีสมรสเท่าเทียม ทำให้เขาเห็นความเป็นไปได้ที่จะมีคู่ชีวิตเป็นเพศเดียวกันหรือเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เราเป็นแรงบันดาลใจให้เขา

มีเรื่องอะไรที่คุณต้องผลักดันต่ออีกไหม

ถ้าเอาเฉพาะตัวกฎหมายที่ยังไม่มีความเป็นกลางทางเพศ เช่น เรามักใช้คำว่า ‘พ่อแม่’ พอมี ‘แม่แม่’ หรือ ‘พ่อพ่อ’ บางคนอาจเกิดคำถามว่า ไม่มีแม่แล้วเกิดมาได้ยังไง เพราะเทคโนโลยีการตั้งครรภ์ยังไม่เอื้อให้คนเพศเดียวกันที่อยากมีลูก หรือกฎหมายรับอุปการะบุตรบุญธรรมก็ยังมีความลักลั่น เช่น สมบัติของพ่อแม่บุญธรรมจะตกเป็นของลูกบุญธรรม แต่สมบัติของลูกบุญธรรมจะตกไปอยู่กับพ่อแม่ที่ให้กำเนิด ยังมีกฎหมายที่ต้องแก้กันต่อไป

พอมาดูระบบการศึกษา ประเทศไทยยังไม่มีการสอนเรื่อง Comprehensive Sex Education หรือเพศศึกษารอบด้าน ไม่มีการพูดถึงเรื่อง SOGIESC หรือการทำความเข้าใจความหลากหลายทางเพศจริง ๆ เด็กที่เป็นทรานส์เจนเดอร์ยังมีคำนำหน้าไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งสร้างความยุ่งยากและการเลือกปฏิบัติ การเข้าถึงฮอร์โมนฟรีเพื่อการันตีว่าเขาเป็นตัวเองได้อย่างเป็นธรรมก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความหลากหลายทางเพศอาจถูกกลั่นแกล้ง หรือถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจก็อาจจะดูแลลูกอย่างไม่เหมาะสม 

ที่สำคัญ ยังมีคนที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยหรืออยู่ในพื้นที่ทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ซึ่งถูกเลือกปฏิบัติในเชิงซับซ้อน เป็นความรุนแรงในระดับจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้จะต้องเปลี่ยนแปลงไป 

ฉะนั้น ถ้าถามว่ามีสมรสเท่าเทียมพอแล้วไหม คำตอบคือในฐานะมุนษย์ที่ชีวิตมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ระดับจิตวิญญาณ การทำงาน การเรียนรู้ในโรงเรียน บ้าน ชุมชน เราไม่ได้สิทธิ์อะไรเลยนอกจากสมรสเท่าเทียม จึงมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังต้องขับเคลื่อน

เพศศึกษารอบด้านเรียนเรื่องอะไรบ้าง

ง่ายที่สุดคือร่างกาย ทุกวันนี้เรายังไม่มีการสอนเรื่อง Intersex เราไม่ได้เข้าใจเรื่องทรานส์เจนเดอร์ และยังพูดเรื่อง Sexual and Reproductive Health หรือสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์กันน้อยมาก มีเด็กผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีเงินซื้อผ้าอนามัย ทำให้พวกเขาสูญเสียโอกาสทางการศึกษา

ช่วงที่โควิด-19 ระบาด เด็กผู้หญิงหลายคนตัดสินใจมีลูกเพราะไม่อยากมีประจำเดือน เขาไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อผ้าอนามัย มีหลายคนที่ต้องเสียโอกาสในชีวิตเพราะผ้าอนามัยยังไม่ใช่สวัสดิการรัฐ ทั้งที่มันคือหนึ่งในสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ สิ่งเหล่านี้คือ Comprehensive Sex Education หรืออำนาจในการวางแผนครอบครัว การตั้งครรภ์ การทำแท้ง ไปจนถึงการเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอ

คุณทำงานผลักดันผ่านการทำมูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชนด้วย

เราต้องการพัฒนาความเป็นธรรมในสังคมซึ่งแบ่งได้หลายมิติ มูลนิธิสร้างสรรค์อนาคตเยาวชนทำงานเก่ี่ยวกับความเป็นธรรมในหลากหลายมิติ เช่น ความเป็นธรรมทางเพศ จะทำยังไงให้ผู้หญิงหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกแบ่งแยกกีดกัน มีโอกาส ได้รับการคุ้มครองปกป้อง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน 

หรือความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เคยได้ยินคำว่า Economic Empowerment of Women แต่ไม่ค่อยได้ยินคำว่า Economic Justice หรือความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เพราะความยากจนมีรากเหง้าจากปัญหา เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกพรากสิทธิบนที่ดินทำกินจนนำไปสู่ความยากจนที่เกาะกินคนแต่ละรุ่น แปลว่าแค่ทำให้เศรษฐกิจเป็นธรรมไม่พอ แต่ต้องแก้รากปัญหาที่ก่อให้เกิดความยากจนด้วย เช่น เหตุแห่งการเป็นชาติพันธุ์หรือเหตุแห่งเพศ 

ถ้าเรากำลังพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็เริ่มจากต้องการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายสิทธิ์ให้ทุกคนครอบครองที่ดินและทรัพยากรได้ โดยเฉพาะที่เขาเป็นเจ้าของมาตั้งแต่บรรพบุรุษแต่ตอนนี้เขาไม่มีสิทธิ เพราะรัฐผลักดันพวกเขาออกจากที่ดิน หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เข้ามารุกล้ำชีวิต 

ถ้าอยากให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคม เราต้องทำอะไร

การกระจายอำนาจที่ไม่ได้หมายความแค่ว่ามีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่หมายถึงการกระจายอำนาจบริหารในการจัดการทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เริ่มต้นตั้งแต่ในระดับครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงประเทศ แต่ยังไงก็ต้องมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยด้วย นอกจากนั้น ยังต้องการให้ระบบโครงสร้างสังคมทำเพื่อสนับสนุนคน ไม่ใช่สนับสนุนแค่เศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อม ต้องมีหลักประกันว่าโครงสร้างสังคมนั้นจะสนับสนุนคนไปพร้อม ๆ กัน ความเป็นธรรมจึงจะเกิดขึ้น 

นอกเหนือจากความเป็นธรรมทางเพศและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ตอนนี้เรากำลังเผชิญวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม เผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงต้องการความเป็นธรรมทางด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมด้วย เราต้องการอากาศบริสุทธิ์ ต้องการดื่มน้ำที่ไม่ปนเปื้อน ต้องการพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ได้แย่งชิงทรัพยากรมาจากพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องการ

คุณว่าผู้หญิงหรือกลุ่มชาติพันธุ์มีโอกาสจะเข้าไปบริหารบ้านเมืองเพิ่มขึ้นไหม 

ตัวเลขจริง ๆ น้อยมากนะ ผู้หญิงมีประมาณ 20% เอง สมมติถ้าอยากทำให้ผ้าอนามัยเป็นสวัสดิการรัฐ มีแจกฟรีในโรงเรียน โรงพยาบาล หรือหน่วยงานของรัฐ แต่มีผู้หญิงเข้าไปนั่งในสภาแค่ 20 คน แล้วจะมีใครยกมือให้นโยบายนี้บ้าง หรือแม้กระทั่งกฎหมายการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัย เราต้องสูญเสียชีวิตและสุขภาพผู้หญิงไปเท่าไหร่กว่าที่จะมีกฎหมายนี้ 

เพราะฉะนั้น เรามองเห็นอุปสรรคของการพัฒนาสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ และคนที่ถูกผลักให้เป็นชนกลุ่มน้อย เพราะยังไม่มีตัวแทนจากพวกเขามากพอ และสังคมยังขาดความเข้าใจ ระบบการศึกษาเองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ สื่อทำหน้าที่สื่อสารไม่เพียงพอ รัฐโฟกัสแค่เรื่องที่สนใจซึ่งส่วนมากก็คือเรื่องเศรษฐกิจ จึงอาจมีคนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถ้าเราอยากรับประกันว่าการเลือกตั้งมีความหมาย เสียงของเรามีความหมาย ก็ต้องผลักดันให้เจ้าของปัญหาขึ้นไปมีอำนาจและตัดสินอย่างเป็นธรรม

แค่ได้ที่นั่งในสภาก็พอแล้ว หรือต้องมีกระบวนต่อจากนั้น

ต้องมีความเข้าใจด้วย ไม่มีทางที่สัดส่วนของผู้หญิง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือชาติพันธุ์ จะไปนั่งในสภาได้ถ้าสังคมไม่เห็นว่านี่คือความจำเป็นและทำไมถึงจำเป็น ก็เพราะมันมีปัญหาไง ทั้งการพรากสิทธิบนที่ดินทำกินของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเพศที่ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพ หรือการกีดกันสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ 

ขณะเดียวกันเราก็พัฒนาประเทศในเชิงเศรษฐกิจมากมาย เช่น ถ้าเรามีโอกาสจัด WorldPride เศรษฐกิจบ้านเราจะมีโอกาสเติบโตเท่าไหร่ แต่เราเคยพัฒนาโอกาสในการศึกษาของผู้มีความหลากหลายทางเพศ​หรือโอกาสในการเข้าถึงการทำงานไหม ทั้งที่สิ่งเหล่านี้พัฒนาไปพร้อมกันได้เมื่อคนเข้าใจ ถามว่าใครบ้างที่มีหน้าที่สร้างความเข้าใจ เริ่มจากสื่อเลย ควรลดการผลิตซ้ำเนื้อหาที่สร้างอคติทางเพศ หรือระบบการศึกษาก็ควรจะต้องเปลี่ยนไป

ถึงกฎหมายจะพัฒนามากขึ้น แต่ถ้ามีคนไม่รู้สิทธิของตัวเอง กฎหมายก็อาจเป็นเพียงตัวอักษร

ใช่ มันมีอุปสรรคในแง่ของการสร้างความเข้าใจด้วย สมมติคนคนหนึ่งอยู่ในชุมชนที่เคร่งครัดทางศาสนา เชื่อกันว่าการทำแท้งผิดบาป แต่ขณะเดียวกันภาครัฐก็ไม่ได้มีการสื่อสารที่มากพอว่าการทำแท้งเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง ถูกต้องตามกฎหมาย คนก็จะไม่รู้สิทธิที่ตัวเองมี หรือไปโรงพยาบาลก็เจอการเลือกปฏิบัติจากอคติที่มาจากความไม่เข้าใจของบุคลากรทางการแพทย์

เราถึงเรียกร้องให้มีการสื่อสารมากขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือจะออกมาเป็นแนวทางการปฏิบัติงานเลยก็ได้ ถ้าหมอทำผิดต้องเจอบทลงโทษแบบนี้ เพื่อให้ระบบการดูแลสุขภาพอนามัยดีขึ้น แต่ต้องมีทรัพยากรในการสร้างสิ่งนี้ด้วย ซึ่งทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศเราเอามาใช้ทำอะไรบ้าง เราเห็นข่าวงบประมาณจัดการขยะมากกว่างบประมาณจัดการศึกษาโดยรวมของทั้งประเทศด้วยซ้ำ แล้วการศึกษาจะดีขึ้นได้ยังอย่างไรในเมื่อนำทรัพยากรไปสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คุณทำงานเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาหลายสิบปี เผชิญกับความรุนแรงหลายรูปแบบ ทุกวันนี้มันลดลงหรือเพิ่มขึ้น

10 ปีที่แล้วเราเคยถูกเพื่อนบ้านเผาบ้าน จงใจสร้างความปั่นป่วนให้ชีวิตและทรัพย์สินเพราะเราเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวทรานส์เจนเดอร์ถูกฆ่า ส่วนปัญหาชายแดนภาคใต้ก็รุนแรงขึ้น เราอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น ต้องยอมรับความจริงว่าเราอยู่ในสังคมที่มีความรุนแรง ถึงเป็นจุดเริ่มต้นว่าแล้วเราจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงเหล่านี้ได้อย่างไร 

เรื่องใหญ่ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง คือคนที่เผชิญความรุนแรงไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ฉะนั้น เราต้องยอมรับความจริงและให้เจ้าของปัญหามีส่วนร่วมในการแก้ไข มีอำนาจตัดสินใจ เพราะการแก้ปัญหาส่งผลต่อชีวิตของเขา สมรสเท่าเทียมเป็นตัวอย่างหนึ่ง เมื่อชุมชน LGBTIQ+ ได้เข้าไปร่วมผลักดันกฎหมาย พวกเราอธิบายได้ว่าทำไมต้องมีกฎหมายนี้ แล้วกฎหมายนี้จะนำไปสู่การปกป้องคุ้มครองเราได้อย่างไร กฎหมายนี้ยังมีช่องว่างอะไรที่ต้องแก้ไข กฎหมายถึงออกมาเป็นอย่างทุกวันนี้

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เราได้ยินบ่อย คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือกลุ่มคนเปราะบาง

เราขอยกตัวอย่างพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองที่ยอมรับกันในระดับโลกว่า เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พวกเรามีโอกาสหายใจอย่างบริสุทธิ์ ได้ใช้น้ำที่สะอาด แต่วันหนึ่งกลับมีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นที่อมก๋อย ที่แม่ลาน้อย หรือที่บ่อแก้ว คนในพื้นที่ถูกรัฐพรากสิทธิในที่ดินทำกิน เหมือนเขาดูแลทรัพยากรธรรมชาติมาอยู่ดี ๆ ก็มีโครงการเหล่านี้ไปทำร้ายทรัพยากร หรือช่วงที่เกิด PM 2.5 เยอะ ก็ไปโทษพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองว่าเป็นต้นเหตุ มันเป็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น 

คนที่ดูแลทรัพยากรอย่างดีที่สุดกลายเป็นผู้ต้องหาในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้น ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมต้องเป็นธรรมสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิง ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพยากรคนหนึ่งด้วย 

ในปี 2030 อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร

ตลอด 20 ปีที่ทำงานมา นี่เป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด แค่เดินออกไปนอกบ้านก็เห็นคนไร้บ้านเพิ่มขึ้น เห็นคนหายใจแล้วตาย เห็นคนดื่มน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อน เห็นคนที่ถูกไล่จากแผ่นดินที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ มันเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่เราทำงานมา

แต่ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราจับมือกันแน่นที่สุด อย่างตอนโควิด-19 ระบาด ประชาชนหลายคนเข้าไม่ถึงการดูแลของรัฐอย่างทันท่วงที มีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเอง ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจำเป็นและเกิดขึ้นได้ และเรามีกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นหลักประกันว่า ถ้าเราสู้ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้จริง

แน่นอนว่าสถานการณ์โลกไม่เคยเลวร้ายเท่านี้ สงครามเกิดขึ้นทุกวัน มีคนกี่ล้านคนที่ต้องอพยพ ไม่มีโอกาสทางการศึกษา ผู้หญิงจำนวนมากเข้าไม่ถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยเพราะผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการเป็น LGBTIQ+ ในหลายประเทศที่เริ่มทำให้มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

เพราะฉะนั้น ถึงจะอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด แต่เราต้องจับมือกันให้แน่น และต้องมีความหวังว่าเราอยากเห็นอะไร อยากเห็นการยุติความยากจน ยุติสงคราม ความเป็นธรรมทางเพศ คนมีสิทธิบนที่ดินทำกินและใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้ ทะเลมีสิ่งมีชีวิตมากมาย เราอยากเห็นสิ่งเหล่านี้ จึงต้องลุกขึ้นมาสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น ผ่านการสร้างความเข้าใจ จับมือกันไปคุยกับรัฐบาล และไม่ใช่แค่ในไทยแต่เป็นระดับนานาชาติด้วย ที่สำคัญ เราต้องไม่ให้เกิดกฎหมายหรือนโยบายที่สร้างความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เช่น คาร์บอนเครดิต สังคมต้องการเพิ่มออกซิเจนและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ก็เอื้อให้นายทุนไปแย่งชิงทรัพยากรของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง หรือรัฐไปขยายพื้นที่ป่าสงวนโดยแย่งชิงทรัพยากรชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งที่พวกเขาดูแลพื้นที่เหล่านั้นมา

สิ่งเหล่านี้ยังเป็นความหวังและเป็นภาพที่ชัดเจนว่า ไม่ใช่ต้องอยู่ให้ได้เท่านั้น แต่เราต้องอยู่ดีด้วย แปลว่ามิติเรื่องของ Well-being ต้องลึกไปถึงระดับจิตวิญญาณ กฎหมายสมรสเท่าเทียมเกิดจากความเจ็บปวดของคนรุ่นเราที่ถูกเลือกปฏิบัติ เมื่อสมรสเท่าเทียมเกิดขึ้นแล้ว คนรุ่นต่อไปไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดนี้อีก เพราะฉะนั้น ทุกอย่างยังเป็นไปได้ เพียงแต่เราต้องการความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกคนจริง ๆ

ก้าวต่อไปของคุณจะวิ่งเพื่ออะไร

เราจะวิ่งเพื่อความเป็นธรรมทางเพศ เราจะวิ่งเพื่อความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม และเราจะวิ่งเพื่อคนรุ่นใหม่

Writer

เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา

ชีวิตขับเคลื่อนด้วยแสงแดดและหวานร้อย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล