‘กำไร’ อาจเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจ เมื่อเราต้องทุ่มแรงกายแรงใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็หวังว่ามันจะงอกเงยออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้เราชื่นใจ จึงน่าคิดต่อว่า ถ้าวันหนึ่งเป้าหมายนี้บรรลุแล้ว เป้าหมายในการทำธุรกิจต่อไปจะเป็นอย่างไร หากำไรเพิ่ม ขยายธุรกิจ หรือมองหาเป้าหมายใหม่
“คนทำงานก็อยากภูมิใจในงานตัวเอง ภูมิใจในบริษัทที่ตัวเองทำอยู่ว่าบริษัทเราทำให้บางคนมีโอกาสในชีวิตเพิ่มขึ้นได้” หนึ่งในเป้าหมายของ บริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ จากคำบอกเล่าของ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
Café Amazon for Chance นับเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้คนในโออาร์ภาคภูมิใจในบริษัทตัวเอง เพราะสามารถพาโอกาสไปหากลุ่มคนที่ต้องการอย่างคนพิการทางการได้ยิน คนสูงวัย และทหารผ่านศึกได้จริง ผ่านการจ้างงานเป็นบาริสต้า ไม่ใช่แค่คนทำงานในบริษัทที่ภูมิใจในโครงการนี้ แต่คนที่ได้รับโอกาสก็รู้สึกภาคภูมิใจเช่นกัน เพราะได้กลับมามีคุณค่าในตัวเอง และมีที่ยืนในสังคมอย่างมั่นใจ
ที่สำคัญ มันเป็นไอเดียทำให้เราเห็นว่า การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายกำไรในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่กำไรทางจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน และหม่อมหลวงปีกทองมาแชร์วิธีสร้างความภาคภูมิใจให้ธุรกิจที่ทำ ไปพร้อมกับการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

เหตุผลของการจ้างงานกลุ่มคนเปราะบาง
ผมไม่อยากใช้คำว่า ‘กลุ่มเปราะบาง’ แต่อยากใช้คำว่า ‘กลุ่มคนที่ต้องการโอกาส’ มากกว่า เพราะผมมองว่าทุกคนต้องมีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่อยากได้โอกาส อย่างตอนที่เราเป็นเด็ก เราต้องการโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยในฝัน บางคนต้องการโอกาสเพื่อหาเลี้ยงชีพดูแลตัวเองและครอบครัว
โมเดลธุรกิจของโออาร์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ Prosperity, People และ Planet เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำธุรกิจ เหมือนกับโต๊ะตัวหนึ่ง ถ้าเอาขาโต๊ะออกไปข้างหนึ่งมันคงตั้งอยู่ไม่ได้ เราทำธุรกิจก็ต้องการกำไร แล้วกำไรมาจากไหนบ้าง ก็มาจากผู้ใช้บริการและพนักงาน นั่นก็คือ People เรามีหน้าที่ดูแลคนเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตน้ำมันและให้บริการด้านพลังงาน เราก็ต้องมีสิ่งที่คืนกลับไปให้โลกเช่นกัน
นอกจากนี้ เรายังมองเรื่องการพัฒนาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นสังคมแห่งการเกื้อกูล โดยกลับมามองว่าโออาร์มีส่วนร่วมอะไรได้บ้างที่จะทำให้สังคมนี้พัฒนาได้อย่างยั่งยืน หนึ่งในนั้นคือการจ้างงานคนที่ต้องการโอกาส อย่างโครงการ Café Amazon for Chance เริ่มทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 สาขาแรกตั้งอยู่ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการโดยพนักงานที่เป็นคนพิการทางการได้ยินทั้งหมด ปัจจุบันมี Café Amazon for Chance กว่า 300 สาขา และจ้างงานคนที่ต้องการโอกาสได้กว่า 400 คน
คนกลุ่มไหนบ้างที่ OR อยากชวนมาทำงานด้วย
ปัจจุบันคนที่เราทำงานด้วยจะมีกลุ่มคนสูงวัย ทหารผ่านศึก และคนพิการทางการได้ยิน ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เราอยากทำงานด้วย เพราะผมมองว่าจำนวนการจ้างงานคนกลุ่มนี้ยังน้อย เรามี Café Amazon ประมาณ 4,500 สาขา สมมติสาขาหนึ่งจ้างคนประมาณ 4 – 5 คน แปลว่าเรามีพนักงาน Café Amazon ทั้งหมดประมาณ 20,000 คน โดยในจำนวนนั้น พนักงานจากโครงการ Café Amazon for Chance ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องการโอกาส มีสัดส่วนประมาณ 2% ซึ่งผมเชื่อว่ายังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีก
คุณมีแผนขยายตัวเลขอย่างไร
ตั้งเป้าเพิ่มสาขา Café Amazon for Chance อย่างน้อย 10% ภายใน พ.ศ. 2570 หรือประมาณ 500 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางเข้าทำงานเป็นพนักงานได้รวมกว่า 500 คน ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายในการทำงานของ OR เพราะการจะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ไม่ง่าย ไม่ใช่แค่เปิดสาขาเพิ่มแล้วติดป้ายรับสมัคร แต่ต้องมีวิธีการเข้าถึงกลุ่มคนที่เราต้องการจริง ๆ

ความท้าทายที่เจอระหว่างการทำงาน
การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีโอกาสน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่น ๆ ความท้าทายเลยอยู่ที่ว่าเราจะเอาโอกาสของเราไปเจอเขาได้อย่างไร ช่องทางที่เราพยายามสื่อสารตอนนี้อาจจะยังส่งไปไม่ถึงเขาได้เท่าที่ควร ทำให้ความท้าทายอีกอย่างเลยเป็นเรื่องของเวลา แม้เราอยากพัฒนาโครงการนี้ให้รวดเร็ว แต่มันยังไม่เร็วพอความต้องการคน ทุกนาทีที่เข็มนาฬิกาเดินจะมีคนที่เสียโอกาสไปเรื่อย ๆ เราจึงตั้งใจและพยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุดและเร็ว
ผมว่าการทำงานของ OR เป็นการสื่อสารกับสังคมเรื่องการให้โอกาสคน เราควรมองว่าทุกคนมีโอกาสสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้ เช่น กลุ่มผู้พ้นโทษ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครกล้าจ้างงานคนกลุ่มนี้ ทำให้เขามีโอกาสกลับไปทำผิดซ้ำ แต่ถ้าปรับมุมมองใหม่ ผมเชื่อว่าจะมีคนมาช่วยพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น
นอกจากการทำงานกับคนที่ต้องการโอกาส คุณต้องมีการทำงานกับฝั่งผู้บริโภคด้วยไหมให้เข้าใจสิ่งที่ Café Amazon for Chance ตั้งใจสื่อสาร
ใช่ ผมเลยมองว่ามันเป็นการทำงานที่สนุกมาก ๆ เช่น ถ้าคุณลองไปใช้บริการที่สาขา The Offices at centralwOrld เป็นสาขาที่มีพนักงานเป็นคนพิการทางการได้ยินประจำอยู่ คุณจะเจอป้ายสอนวิธีสั่งเครื่องดื่มด้วยภาษามือ ซึ่งไม่ยากเลย ขนาดผมยังจำได้แม่นเพราะผมชอบดื่มอเมริกาโน่ร้อน ท่าภาษามือก็จะมีทำมือพัด ๆ (ทำภาษามือ) เพื่อสื่อว่าร้อน หรือถ้าจะสั่งอเมริกาโน่เย็น ก็อาจทำตัวหนาวสั่น (ทำภาษามือ)
บางสาขาที่มีพนักงานเป็นคนสูงวัย จะมีเสียงตอบรับจากฝั่งคนใช้บริการว่า คุณป้าคนนี้ชงน้ำอร่อยมาก ผมเลยมองว่าฝั่งคนใช้บริการน่าจะสนุกด้วยซ้ำ และได้ประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การซื้อเครื่องดื่ม เขาได้รับความรู้บางอย่างกลับไป อย่างเช่นศัพท์ภาษามือง่าย ๆ
เหตุผลหลัก ๆ ของการทำ Café Amazon for Chance อยู่ที่การพาโอกาสไปหาคนที่ต้องการ แต่เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อให้ใครมาชมว่าเป็นบริษัทที่คืนกำไรสู่สังคม หรือเราจ้างงานคนด้อยโอกาส ผมมองว่าเราก็ทำเพื่อตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง เพราะคนทำงานก็อยากภูมิใจในงานตัวเอง ภูมิใจในบริษัทที่ตัวเองอยู่ว่า บริษัทเราทำให้บางคนมีโอกาสในชีวิตเพิ่มขึ้นได้นะ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ้มได้
นอกจาก Café Amazon for Chance ทาง OR น่าจะมีอีกหลายโครงการที่ตั้งใจพาโอกาสไปหาคนที่ต้องการ
ใช่ ปัจจุบันเรามีสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ประมาณ 2,300 แห่งทั่วไทย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสถานีบริการเราคือมีพื้นที่ร้านค้าที่ใหญ่มาก ๆ จึงเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำเอาผลผลิตมาขายได้ หรือบางทีเราก็อุดหนุนเขาเพื่อเอามาแจกลูกค้าที่เติมน้ำมัน เพราะผมก็เบื่อแจกน้ำ (ยิ้ม) เราแจกผลไม้แทนก็ได้ เป็นการช่วยเกษตรกรด้วย
และในสถานีบริการน้ำมันยังมีโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการไทยเด็ด คล้าย ๆ กับโครงการ OTOP เราเปิดร้านไทยเด็ดในสถานีบริการ จำหน่ายของดีในชุมชนนั้น ๆ เป็นการเพิ่มช่องทางขายสินค้าให้คนในพื้นที่ หรือแม้แต่ใน Café Amazon ด้วย เราช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ก้าวไปสู้ระดับจังหวัด ระดับประเทศ จนทางรัฐบาลลาวที่เห็นโมเดลนี้สนใจอยากให้เราไปช่วยพัฒนาสินค้าในลาวเช่นกัน
ผลตอบรับจากการทำงานนี้
ถ้าในแง่ของชุมชน ผมคิดว่าผลตอบรับดี เพราะเขาก็ได้โอกาสขายของมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าถ้าคนไทยช่วยกันอุดหนุนสินค้าในประเทศด้วย จะทำให้มีเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

คุณบอกว่าพื้นที่ในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ค่อนข้างกว้าง และตอนนี้มีกลุ่มเกษตรกรเข้ามาใช้พื้นที่แล้ว ในอนาคตจะมีกลุ่มไหนมีโอกาสเข้ามาอีกบ้าง
ในอนาคต พื้นที่ของสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น จะมีโอกาสต้อนรับกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของผู้บริโภคได้ เช่น ตอนนี้ที่เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งกำหนดว่าต้องบรรลุภายในปี 2050 หรือในปี 2030 ที่ไทยตั้งเป้าหมายว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรารู้ว่าสังคมมีแนวโน้มมาทางนี้ รู้ว่ารถยนต์ EV อาจได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น น้ำมันอาจขายได้น้อยลง ฉะนั้น เราคงต้องปรับโครงสร้างสถานีบริการน้ำมันให้รองรับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ EV เช่น สถานีชาร์จรถไฟฟ้า
ต้องปรับพื้นที่ในสถานีบริการของเราที่จะมีคนมาใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะเวลาในการเติมน้ำมันและเติมพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน ถ้าเติมน้ำมันรถอาจใช้เวลาประมาณ 5 นาที คนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาเติมน้ำมัน เติมเสร็จก็ขับออกไป อาจจะแวะไปซื้อของที่ร้านค้าบ้าง แต่ถ้าเขาเข้ามาเพื่อชาร์จรถไฟฟ้า ต้องใช้เวลารอประมาณครึ่งชั่วโมง ภายในสถานีบริการน้ำมันของเราก็ต้องหาพื้นที่ให้เขาไปทำกิจกรรมระหว่างรอ ผมมองว่าเรามีโอกาสเพิ่มขึ้น เช่น โอกาสที่เกษตรกรจะหารายได้เพิ่ม
ในปี 2030 อยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร
ผมคิดว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่อาจไม่ตระหนักถึงปัญหาเท่าที่ควร เรารู้ว่าโลกกำลังมีปัญหา โลกร้อนทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ มากมาย เช่น มีพายุมากกว่าปกติ น้ำท่วม อากาศแปรปรวน แต่คนยังไม่ตระหนักผลกระทบเท่าที่ควร
ที่สำคัญ การจะก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ผมว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน เพราะทุกคนเป็นประชากรของโลก เรามีหน้าที่ต้องช่วยกัน แต่จะช่วยกันอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องทำงานต่อไป
อะไรคือ ‘คำสำคัญ’ ที่อยากให้เราเก็บไว้ในใจ
ผมไม่มีคำพิเศษจะให้ นอกจากแนวคิดที่ว่า ‘ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา’ เหมือนกับโครงการ Café Amazon for Chance ที่เราทำอยู่ บางส่วนเราก็ทำเพื่อตัวเราเอง เพื่อยืนยันกับตัวเองว่า เราส่งต่อโอกาสให้กับคนที่ต้องการได้จริง และมันทำให้เราภูมิใจในงานที่ทำ
คนเราเกิดมาครั้งหนึ่งก็คงอยากทิ้งมรดกอะไรบางอย่างไว้ แต่มรดกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นมรดกที่ทุกคนจดจำได้ว่าเราทำสิ่งนี้นะ แต่อย่างน้อยให้ตัวเราจดจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเราอยู่ในองค์กรนี้ เราเคยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนอื่นมีโอกาสเพิ่มขึ้น

