เราเคยมาเยือนโรงลีลาศยุคสงครามเย็นที่ตั้งอยู่ในสวนลุมพินีแห่งนี้ครั้งหนึ่งแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อต้น พ.ศ. 2566 ที่นี่มีการจัดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ เพื่อระลึกถึงอดีตและระดมความเห็นแนวทางการฟื้นฟูอาคารให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง หลังจากถูกทิ้งร้างไปเป็นสิบปี
“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เคยกล่าวกับ The Cloud ไว้ในคราวนั้น
หลังจากนั้น โครงการการปรับปรุงลุมพินีสถานก็เกิดขึ้นจริง และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจนได้
เมื่อเทียบกับการมาเยือนครั้งแรกตอนปีกลาย ตึกประวัติศาสตร์ที่อยู่ตรงหน้าเราในครั้งนี้ดูดีขึ้นถนัดตา ทั้งยังปรับเปลี่ยนให้มีความเป็น ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่มีความยืดหยุ่น ตอบรับกิจกรรมและคุณค่าแห่งยุคสมัยมากขึ้นด้วย
มณฑล เผ่าอรุณ สถาปนิกจาก Morlab Studio ที่รับผิดชอบในส่วนงานรีโนเวตอาคารควบคู่กับทีมภูมิสถาปนิก LANDPROCESS ในโครงการปรับปรุงสวนลุมพินี 100 ปี เป็นตัวแทนพาพวกเราลัดเลาะรอบลุมพินีสถาน มองป้ายหน้าอาคารที่คงอยู่ในฟอนต์อันเป็นเอกลักษณ์ ชมการออกแบบสเปซต่าง ๆ ที่ลื่นไหล ต่อเนื่องไปกับสวนลุมพินีมากยิ่งขึ้น แล้วมุดใต้เวทีหมุน ชมกลไกที่อยู่เบื้องหลังความทรงจำในยุคลีลาศ และคงจะสร้างความทรงจำได้อีกมากมายในยุคของคัฟเวอร์แดนซ์
นี่คือบันทึกการเยี่ยมชมครั้งสำคัญ ก่อนลุมพินีสถานจะเปิดใช้งานครั้งใหม่ในปลาย พ.ศ. 2568


คุณค่าที่กรุงเทพฯ คู่ควร
ลุมพินีสถานเป็นสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น (Modern Architecture) ตั้งอยู่ในสวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อแรกเริ่ม ทางการมุ่งหวังให้เป็น ‘โรงลีลาศ’ ที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามประวัติไม่มีการบันทึกแน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ หากอาจารย์ชาตรีประเมินไว้ว่า น่าจะเริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498
ในช่วงรุ่งเรืองของลุมพินีสถาน ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ ในตอนนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมที่สุด โดยมี ‘สุนทราภรณ์’ เป็นวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศ นักลีลาศ-นักร้องหลายคนก็แจ้งเกิดกันในยุคนั้น
ทั้งยังมี Benny Goodman ราชาเพลงสวิง เดินทางมาเล่นที่ลุมพินีสถานใน พ.ศ. 2499 ด้วยนัยทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล อิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

นอกจากการเต้นลีลาศแล้ว อาคารนี้เคยจัดกิจกรรมหลายอย่างที่ต้องอาศัย ‘ฮอลล์’ ใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 1 งานประกาศรางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 1 แม้แต่ตอนที่ไทยส่งทหารไปช่วยรบในสงครามเวียดนาม หลังจากนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ใช้ลุมพินีสถานในการจัดเลี้ยงเช่นกัน
ด้วยความสำคัญทางสถาปัตยกรรมและการเป็นสถานที่รองรับกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของประเทศ ลุมพินีสถานจึงกลายเป็นอาคารที่สำคัญแห่งยุค
อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจเฉพาะของคนบางกลุ่ม มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงตามกาล และหลังจากที่การประชุมทางการเมืองได้มาใช้พื้นที่ลุมพินีสถาน อาคารก็ได้ถูกปิดไม่ให้ใช้งานและปล่อยร้างมาร่วมสิบปี จนสภาพทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ
จนกระทั่งกรุงเทพมหานคร (ณ ขณะนั้น นำโดย ผู้ว่าราชการฯ อัศวิน ขวัญเมือง) เริ่มโครงการปรับปรุงสวนลุมพินี 100 ปี มอบหมายให้ทางภูมิสถาปนิก กชกร วรอาคม แห่ง LANDPROCESS ทีมชนะการประกวดแบบ เป็นหัวหน้าโครงการปรับปรุงลุมพินี จนมาในสมัย ผู้ว่าราชการฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ รองผู้ว่าราชการฯ ศานนท์ หวังสร้างบุญ ได้เลือกหยิบ ‘โครงการลุมพินีสถาน’ หนึ่งในการปรับปรุงสวนลุมพินี 100 ปี สู่การปฏิบัติจริง จนในที่สุด ‘ลุมพินีสถาน’ ก็ปรับปรุงจนเสร็จสิ้น เตรียมเปิดใช้งานปลายปีนี้

“เมื่อก่อนนโยบายปรับปรุงตึกคือการสร้างใหม่และเก็บฟาซาด (Facade) อาคารเดิมไว้ ตอนนั้นเชื่อกันว่าตึกนี้เก่ามากและใช้เสาเข็มไม้ แต่ก็ไม่ได้มีการสำรวจอะไรจริงจัง” มณฑล ตัวแทนทีมออกแบบ ยืนเล่าให้เราฟังด้านหน้าลุมพินีสถานที่เพิ่งปรับปรุง
“จนสุดท้ายก็มาได้ข้อมูลจากอาจารย์ชาตรีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของทีมเรา เขาบอกว่า จริง ๆ แล้วเสาเข็มที่นี่ไม่น่าจะเป็นไม้ การทำแบบครั้งที่ 2 จึงเป็นการรีโนเวตอย่างเดียว ไม่ได้สร้างใหม่แล้ว”
การปรับปรุงอาคารเก่านั้นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง คือประเมินว่าสิ่งใดคือ ‘คุณค่า’ ของอาคารที่จะต้องรักษาไว้ให้อยู่สืบไป
“อาจารย์ชาตรีบอกไว้ว่า มี 2 อย่างในอาคารที่ต้องเก็บไว้แน่นอน อย่างแรก คือป้ายด้านหน้าที่เขียนชื่ออาคาร ‘ลุมพินีสถาน’ ภาษาไทย และ ‘LUMPINI HALL’ ภาษาอังกฤษ”
ด้วยวัสดุเดิมที่เป็นโลหะผุกร่อนไปตามกาลเวลา ทีมงานได้ทำป้ายอาคารขึ้นใหม่ โดยคงฟอนต์เดิมไว้เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของอาคาร
“อย่างที่ 2 คือเวทีหมุนได้กับกลไกด้านล่าง” เขายิ้มพลางชี้ไปที่เวทีครึ่งวงกลมด้านในอาคาร
เมื่อครั้งที่สร้างโรงลีลาศแห่งนี้ เวทีหมุนจัดเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยสำหรับยุคนั้นมากทีเดียว มณฑลเล่าว่ายุคนั้นจะเป็นการเล่นดนตรีสด เมื่อวงแรกจะส่งไม้ต่อให้กับวงถัดไปก็จะต้อง ‘เล่นส่ง’ ให้ แล้วอีกวงที่อยู่ด้านหลังก็จะเล่นคลอกันไปจนรับไม้ต่อได้อย่างสมบูรณ์ ระหว่างนั้นเวทีก็จะหมุนให้วงที่เล่นอยู่ด้านหลังมาอยู่ด้านหน้าแทน
แค่ฟังเขาเล่าก็สนุกแล้ว ถ้าเกิดทันได้เห็นของจริงจะตื่นตาตื่นใจขนาดไหน

และนี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่
การปรับปรุงครั้งนี้ พวกเขายังไม่ได้ระบุ ‘ฟังก์ชัน’ ที่แน่นอนของอาคาร แต่ตั้งใจให้โรงลีลาศแห่งนี้กลายเป็น Public Space ของเมืองที่มีมาตรฐานที่ดี และปรับเปลี่ยนไปตามกิจกรรมได้อย่างยืดหยุ่น
แน่นอน เมื่อมีเป้าหมายในการเป็นพื้นที่สาธารณะแบบนี้ การออกแบบก็จะต้องสอดคล้องไปกับเป้านั้นด้วย
เดิมอาคารนี้มี Terrace ทั้งปีกซ้าย-ปีกขวาที่ไม่ได้ใช้งานมากนัก ทีมงานก็ออกแบบแลนด์สเคปสวนเสียใหม่ ทำให้มีพื้นที่การแสดงเล็ก ๆ ในจุดต่าง ๆ แล้วไหลต่อเนื่องกับพื้นที่ภายในอาคาร
จากเดิมที่แลนด์สเคปด้านนอกอยู่สเตปสูงกว่าพื้นที่ข้างโถงกลาง และพื้นที่ข้างโถงกลางอยู่สเตปสูงขึ้นมาจากโถงกลางอีกทีก็มีการปรับระดับให้ต่อเนื่องกัน ทำให้มีเซนส์ของ Public Space มากขึ้น และไม่ขัดขวางการเข้าถึงของผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย ผู้สูงอายุ หรือคนพิการด้วย
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่โถงด้านในจึงหนุนขึ้นมาให้สูงขึ้นด้วยอิฐมวลเบา แต่ไม่ทำให้สเปซเตี้ยลง อึดอัดมากขึ้น เพราะได้รื้อฝ้าที่เดิมกรุไว้ใต้ Truss และแสดงความงามของ Truss ไม้เดิมให้ผู้มาเยือนได้เห็น

สำหรับพื้นที่ข้างโถงนั้นก็ปรับให้เป็นเหมือนพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากด้านนอกสู่ภายในโถงมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนจากพื้นที่ที่ใช้เครื่องปรับอากาศมาเป็นพัดลมแทน เพื่อค่อย ๆ ปรับอุณหภูมิร่างกายของผู้มาเยือน โดยออกแบบให้ประตูเปิดออกได้ และเชื่อมสเปซระหว่างพื้นที่ข้างโถงกับพื้นที่โถงไว้ด้วยกันได้
เมื่อลุมพินีสถานเปิดใช้งานในอนาคต บริเวณนี้อาจจะเป็นพื้นที่ขายตั๋วสำหรับชมการแสดงด้านใน อาจเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการ หรือหากจะมีการกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ ในบางส่วนทำได้อย่างยืดหยุ่น เนื่องจากมีการแยกสวิตช์ไฟตามช่วงเสาต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว


มณฑลพาเราเดินเข้ามาในสเปซโถงกลาง พามองไปรอบ ๆ พื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยทรุดโทรมแต่กลับสว่างสดใสขึ้น
พื้นไม้ปาร์เกต์ที่เคยมีฝุ่น 10 ปีเกาะหนาจนเป็นสีเทา ตอนนี้เป็นเงาสวยจนอยากจะเต้นลีลาศ ส่วนพื้นที่โถงกลางตอนนี้ปรับปรุงให้โล่ง และเมื่อปิดม่านกั้น พื้นที่ตรงกลางจะกลายเป็น Black Box ขนาด 20 x 20 ตารางเมตร รองรับการแสดงสมัยใหม่ได้สบาย ๆ
“นอกจากการเป็น Black Box ที่เป็นห้องปิด เราอยากให้โถงกลางนี้มีความเป็น Public Space ที่มีความเป็น Open Air เปิดออกเชื่อมกับสวนได้ ใครเข้ามาใช้ก็ได้” เขาเล่าพลางชี้ไดอะแกรมให้ดู
“เราเลยเสนอให้ทำประตูและม่านที่เปิดออกจนสุดได้ ติดตั้ง Skylight และ Ventilation Shutter ทำหน้าที่ทั้งเปิดรับแสงอาทิตย์ เอาอากาศร้อนที่ลอยขึ้นด้านบนออกไป และดึงอากาศด้านนอกเข้ามาโดยไม่ต้องเปิดแอร์”
สถาปนิกเปิดให้ดูหนึ่งในแบบร่างของทีมในช่วงการพัฒนาแบบ มีแบบหนึ่งที่เปิดหลังคากว้างจนลุมพินีสถานกลายเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบันตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร และลดงบประมาณการปรับปรุงลง เน้นรีโนเวตจากของเดิม
ถึงอย่างนั้นก็อดจินตนาการไม่ได้เลยว่า หากเป็นแบบเดิม พื้นที่สาธารณะแห่งนี้จะมีบทบาทอย่างไรกับเมือง

หลังจากที่ใช้เวลาในโถงหลักกันจนหนำใจ มณฑลก็พาเราลงไปดูข้างใต้เวทีหมุน ไฮไลต์สำคัญของสถาปัตยกรรม
เราจำได้ว่าตอนนั้นกลไกใช้การไม่ได้ เราต้องเปิดไฟฉายส่องดูเครื่องยนต์ของเวทีหมุน แล้วสูดฝุ่นเข้าไปเต็มปอด ปัจจุบันนี้กลไกได้รับการซ่อมแล้ว และห้องด้านล่างนี้ก็ทำความสะอาด ทาสี ติดตั้งระบบไฟฟ้าจนเข้าไปสำรวจได้สะดวก
ต่อไปเวทีหมุนนี้คงสร้างความทรงจำดี ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ได้อีกมาก เช่นเดียวกับที่ผู้คนยุค 50 – 60 ยังตราตรึง

มีอะไรที่ชั้น 2 ของลุมพินีสถาน
เราเดินขึ้นมาที่ชั้น 2 ในลำดับถัดมา และเห็นพื้นไม้สักเป็นอย่างแรก
ในคราวแรก ในที่ประชุมของทีมออกแบบกับกรุงเทพมหานครมีความกังวลเรื่องไม้ว่าจะยังรับน้ำหนักได้ไหม และมีการพูดถึงการเปลี่ยนไม้ใหม่ทั้งหมด แต่เมื่อทดสอบทางวิศวกรรมแล้ว ผลปรากฏว่าพื้นไม้เดิมรับน้ำหนักได้ถึง 400 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งจัดว่าสูงมากสำหรับไม้อายุเท่านี้
เราจึงได้เห็นพื้นไม้สักสวย ๆ ที่ตกทอดมาจากยุคก่อนยังคงเฉิดฉายอยู่ที่ลุมพินีสถานต่อไป

จำได้ว่าตรงนี้เคยมีตู้นิทรรศการอะไรสักอย่างตั้งเรียงกันไว้รึเปล่าคะ – เราหันไปถามสถาปนิก เมื่อเดินต่อไปยังส่วนถัดไปของชั้น 2
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์” มณฑลยิ้ม
นึกภาพผู้คนยุคก่อนมาดูการแสดงที่ลุมพินีสถาน เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้น 2 ก็จะมีสัตว์สตัฟฟ์ในตู้ให้ดูไปพลาง อ่านป้ายเพิ่มพูนความรู้ไปพลาง
ตอนนี้สัตว์สตัฟฟ์เหล่านั้นย้ายไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม บริเวณที่เคยเป็นตู้ก็ถูกรื้อออกไปหมด กลายเป็นหน้าต่างโปร่ง ๆ ที่มองออกไปด้านนอกได้ ทั้งยังทำให้เห็นกระจกโค้งที่มองลงไปเห็นเวทีส่วนหลังซึ่งเป็น Back of the House ได้ชัดเจนขึ้นด้วย
หากมีการแสดงเล็ก ๆ ที่หลังเวทีก็ยืนดูได้จากตรงนี้เช่นกัน ทีมออกแบบเล่าว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับ Pocket Space เป็นพิเศษ เหมือนกับที่ออกแบบให้มีพื้นที่แสดงเล็ก ๆ ที่สวนด้านนอก


ส่วนพื้นที่ชั้น 2 ที่อีกปีกของอาคารเป็นพื้นที่ของห้องซ้อมดนตรีและที่เก็บตัวก่อนการแสดงจะเริ่ม ซึ่งมีการบุผนังกันเสียงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
และเช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของอาคาร ต่อไปส่วนนี้อาจจะมีฟังก์ชัน ‘อย่างอื่น’ ก็ได้ อาจเป็น Co-working Space อาจเป็นนิทรรศการหมุนเวียน อาจเป็นของรัฐหรือมีเอกชนมาขอใช้พื้นที่ก็ได้เช่นกัน

“สำหรับสีนะครับ” มณฑลกล่าว
“เราขูดสีดู พบว่าสีภายในอาคารเดิมเป็นสีเหลืองคล้ายตึกที่ราชดำเนินครับ แต่อาจารย์ชาตรีให้คำแนะนำว่า สีไม่ใช่คุณค่าหลักของอาคารนี้ เราเลยปรับสีเดิมให้สว่างขึ้น ดูร่วมสมัย (Contemporary) มากขึ้น เพื่อตอบรับคุณค่าสมัยใหม่”
ส่วนอื่น ๆ ของอาคารนั้นมีรายละเอียดยิบย่อยต่างกันไป ไม่ว่าจะฝ้าที่เปลี่ยนเป็นฝ้าอะคูสติก และเปลี่ยนสีนวล ๆ เป็นสีขาว การบุเมทัลชีตกับกับหลังคา Slab เดิม หรือการติด Overflow เพิ่มเติม เพราะเดิมทีอาคารไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับฝนได้มากพอในยุคที่เราเผชิญ Rain Bomb จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะทำให้ลุมพินีสถานอยู่คู่กรุงเทพฯ ต่อไปได้อย่างดีทั้งในยุคนี้และอนาคตข้างหน้า


พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ แต่หน้าคุ้น
“เมื่อก่อน ก่อนไปทำงานพี่จะมาวิ่งที่สวนลุมฯ ทุกวัน แต่ก็เข้าไปในตึกลุมพินีสถานไม่ได้ ในฐานะผู้ใช้งานสวนลุมฯ คนหนึ่ง เราเลยมีแพสชันในการทลาย Terrace ออก และทะลวงให้ตึกเป็นส่วนหนึ่งของสวน เราอยากให้ตึกนี้เป็นพื้นที่สาธารณะมากขึ้น อยากให้ใครก็ได้เข้ามาใช้
มณฑลกล่าว ก่อนที่จะเล่าถึงเคสของตึกเก่าต่าง ๆ ในประเทศไทยในมุมมองของตัวเอง
“ตึกรุ่นยุค 50 – 60 ถูกทำลายไปเยอะแล้ว เช่น โรงหนังสกาลา ส่วนลุมพินีสถานเป็นหนึ่งในตึกที่ยังเหลืออยู่ และมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันใหม่แบบ Adaptive Reuse
“มันไม่ได้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นเท่าไหร่นะ” เขาว่า


“ส่วนใหญ่คนจะคิดว่า ถ้าตึกไม่ตอบกับฟังก์ชันปัจจุบันแล้วก็รื้อทิ้งได้เลย เราเลยรู้สึกว่านี่น่าจะเป็นเคสที่ดี เพราะเป็นงานของภาครัฐด้วย
“สวนลุมพินียังมีคนอายุ 70 – 80 ปีมาเต้นลีลาศอยู่ เราอยากให้เขามาใช้พื้นที่ และอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาด้วย มาเต้นคัฟเวอร์แดนซ์ก็ได้ ตึกนี้อยู่กับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ มานาน ก็อยากจะให้ส่งต่อประวัติศาสตร์ต่อไป”
วันนั้นเราแง้มประตูเข้าไปชมความงามของลุมพินีสถานด้วยกัน เดินดูทุกซอกมุมกันจนเมื่อยขาอย่างสนุกสนาน แต่อย่างไรก็คงไม่ประทับใจเท่ากับการได้เห็นตึกประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และมีผู้คนหลากหลายวัยในยุค AI นี้ เข้าไปทำกิจกรรมในอาคารอย่างอิสระ
หวังว่าจะเห็นภาพฝันนั้นในปลาย พ.ศ. 2568 นี้


ภาพ : Morlab Studio, สันติภาพ ฤทธิ์ฤๅชัย






